นับถอยหลัง 1 เดือนครึ่ง เชียงใหม่ติวเข้มรับ “อิโคโมส” ตรวจมรดกโลก จี้เคลียร์ป้ายโฆษณารกรอบคูเมือง-จัดระเบียบ “วัดดอยสุเทพ” จุดเสี่ยงสำคัญ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จังหวัดเชียงใหม่ได้จัดประชุมซักซ้อมเสมือนจริงในการตรวจประเมินทางเทคนิคของสภาการโบราณสถานระหว่างประเทศ (ICOMOS) ณ ห้องประชุมเรือนริมน้ำ สวนเฉลิมพระเกียรติ 82 พรรษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมลงพื้นที่ตรวจติดตามความก้าวหน้าการ เตรียมความพร้อมของวัด 7 แห่ง และคูเมือง กำแพงเมืองเก่า
นายบวรเวท รุ่งรุจี นายกสมาคมอิโคโมสไทย (ICOMOS Thailand) และประธานคณะทำงานเร่งรัดการขับเคลื่อนนำเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่เป็นมรดกโลก เปิดเผยว่า ความคืบหน้าการขับเคลื่อนโครงการเสนอ “เชียงใหม่ นครหลวงล้านนา” สู่เมืองมรดกโลก ล่าสุดคณะทำงานและผู้ทรงคุณวุฒิได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมของโบราณสถานและวัดสำคัญ 7 แห่ง ก่อนที่ผู้เชี่ยวชาญจากสภาการโบราณสถานระหว่างประเทศ (ICOMOS) ซึ่งเป็นตัวแทนจากยูเนสโก จะเดินทางมาตรวจประเมินพื้นที่จริงในช่วงต้นเดือนสิงหาคมนี้ (3 – 8 สิงหาคม 2569) ซึ่งเหลือเวลาเตรียมตัวอีกเพียง 1 เดือนครึ่งเท่านั้น
ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่สำรวจความพร้อม พบว่าประเด็นที่น่ากังวลที่สุดในปัจจุบันไม่ใช่ตัวโบราณสถาน แต่เป็นเรื่องของ “ทัศนียภาพและสิ่งปลูกสร้าง” ในเขตบับเฟอร์โซน (Buffer Zone) หรือพื้นที่เฝ้าระวัง โดยพบ “ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่” บดบังภูมิทัศน์รอบคูเมืองและกำแพงเมืองเก่าอย่างชัดเจน เช่น บริเวณประตูช้างเผือกและประตูเชียงใหม่ ซึ่งสิ่งก่อสร้างและป้ายเหล่านี้บางจุดอาจละเมิดข้อบัญญัติท้องถิ่นที่กำหนดให้สิ่งปลูกสร้างในเขตเมืองเก่ามีความสูงได้ไม่เกิน 12 เมตร และต้องสอดคล้องกับศิลปวัฒนธรรมล้านนา โดยคณะทำงานเน้นย้ำว่าไม่ได้ห้ามติดตั้งป้ายโฆษณา แต่ต้องจำกัดความสูงและมีการออกแบบกรอบเนื้อหาที่เหมาะสม ไม่ให้สร้างความรกหูรกตาต่อเมืองประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต
นายบวรเวท กล่าวว่า สำหรับความร่วมมือของวัดทั้ง 7 แห่งที่เสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลก ภาพรวมถือว่าได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทางวัดและชุมชนกว่า 90% อย่างไรก็ตาม ยังมีบางจุดที่ต้องเร่งปรับปรุงอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะ “วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร” ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญและเป็นศูนย์รวมศรัทธาของเมืองเชียงใหม่ เนื่องจากเป็นจุดชมวิวที่มองเห็นทัศนียภาพของเมืองเชียงใหม่ทั้งหมด คณะทำงานจึงขอความร่วมมือให้ทางวัดเร่งจัดระเบียบพื้นที่ภายใน โดยการรื้อถอนเต็นท์ที่ไม่จำเป็นออก รื้อถอนอาคารร้างที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ รวมถึงจัดระเบียบร้านค้าบริเวณทางขึ้นวัดให้มีความสะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อย เพื่อคงไว้ซึ่ง “จิตวิญญาณของสถานที่” (Spirit of Place)
ในส่วนของมิติการท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อม คณะทำงานได้เสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาการจราจรและความแออัด (Carrying Capacity) ต่อเทศบาลนครเชียงใหม่ และองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ (อบจ.) ให้เร่งพัฒนาจัดทำระบบขนส่งสาธารณะ (Mass Transit) สำหรับการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ เพื่อรองรับปริมาณนักท่องเที่ยวที่จะหลั่งไหลเข้ามาหลังการประกาศเป็นเมืองมรดกโลก โดยมุ่งเน้นให้นักท่องเที่ยวจอดรถยนต์ส่วนบุคคลไว้ภายนอก แล้วใช้บริการรถสาธารณะเชื่อมโยงระหว่างกำแพงเมืองเก่าไปยังวัดต่าง ๆ เช่น วัดเชียงมั่น วัดเจดีย์หลวง และวัดพระสิงห์ ซึ่งจะช่วยลดภาพความอุจาดตาจากการนำรถไปจอดเบียดบังข้างโบสถ์ วิหาร หรือเจดีย์เก่า
“เชียงใหม่มีโอกาสสูงถึง 90% ในการได้รับการรับรองเป็นเมืองมรดกโลก เนื่องจากมีความโดดเด่นในฐานะเมืองประวัติศาสตร์ที่ยังมีวิถีชีวิตเคลื่อนไหวอยู่ (Living Heritage) ส่วนอีก 10% ที่เหลือนั้น คือความท้าทายในการจัดการจุดบกพร่องและสิ่งแปลกปลอมทางสายตา ซึ่งเป็นหน้าที่ของคนเชียงใหม่ทุกคนที่จะต้องช่วยกันดูแล “หน้าบ้าน” ของตนเองให้เรียบร้อย ก่อนที่กรรมการ ICOMOS จะเข้ามาเดินตรวจและจับผิดตามมาตรฐานสากลในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้” นายบวรเวท กล่าว
นางรัษฎาพร บริจินดา ประธานชุมชนเชียงมั่น กล่าวว่า ขณะนี้ชุมชนเชียงมั่นเร่งเตรียมความพร้อมรับการตรวจประเมินเมืองมรดกโลกจากยูเนสโกในช่วงต้นเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งมีความพร้อมแล้วกว่า 70% โดยได้รับการสนับสนุนอย่างดีจาก อบจ.เชียงใหม่, กรมศิลปากร และผู้ว่าราชการจังหวัด ในการเร่งปรับปรุงภูมิทัศน์รอบวัด ขณะที่ในส่วนการปรับปรุงทางกายภาพ จะเน้นการจัดระเบียบพื้นที่จอดรถ รวมถึงการดูแลความสะอาดเรียบร้อยภายในพระอุโบสถและพระวิหาร ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้เริ่มเข้ามาตัดแต่งกิ่งไม้เพื่อเปิดทัศนียภาพแล้ว คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการทั้งหมดไม่เกิน 1 เดือน
สำหรับจุดเด่นของวัดเชียงมั่นคือความเป็น “วัดแรกของเมืองเชียงใหม่” ที่ยังคงรักษาสถาปัตยกรรมและของโบราณดั้งเดิมไว้ได้อย่างสมบูรณ์ โดยที่ชุมชนมีแนวคิดร่วมกันว่าจะไม่มีการนำสิ่งปลูกสร้างสมัยใหม่เข้ามาแปลกปลอมอย่างเด็ดขาด
นอกจากนี้ ทางชุมชนยังเตรียมแผนรองรับนักท่องเที่ยวในอนาคต ด้วยการเตรียมจัดกิจกรรมสืบสานประเพณี วัฒนธรรม และการแสดงพื้นบ้านล้านนาให้มากขึ้น เพื่อแสดงให้ชาวโลกเห็นถึงอัตลักษณ์ของ “มรดกโลกที่มีชีวิต” โดยคนในชุมชนต่างสะท้อนเป็นเสียงเดียวกันว่า รู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่วัดเก่าแก่คู่เมืองแห่งนี้กำลังจะก้าวสู่เวทีโลก







