น้ำแม่คาว
ถือเป็นมิติใหม่ของการพัฒนาเมืองริมน้ำ เมื่อโครงการ “แม่คาวศึกษา” ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนสุขภาวะเชียงใหม่ (Chiang Mai Health Fund) ร่วมกับ สสส. เดินหน้าขับเคลื่อนอย่างยั่งยืนเพื่อแก้ปัญหาภาวะโลกเดือด ผ่านการดึงศักยภาพ “แม่น้ำคาว” นิเวศบริการฝั่งตะวันออกที่สำคัญของเมืองเชียงใหม่
นับเป็นความร่วมมือแบบไร้รอยต่อระหว่าง 3 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ เทศบาลตำบลท่าศาลา (อ.เมือง) เทศบาลตำบลสันกลาง (อ.สันกำแพง) และเทศบาลตำบลป่าบง (อ.สารภี) เพื่อพลิกฟื้นลำน้ำคาวให้เป็นทั้งโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวและเส้นทางสุขภาวะต้นแบบ
จากแม่น้ำสู่เกราะกำบังเมือง
นายโอบเอื้อ กันธิยะ สถาปนิกจากวิ่งเล่น สตูดิโอ ในฐานะสถาปนิกชุมชนและผู้รับผิดชอบโครงการแม่คาวศึกษา กล่าวว่า แม่น้ำคาว หรือลำน้ำแม่คาว เป็นลำน้ำสายรองที่ไหลขนานข้ามพื้นที่อำเภอต่าง ๆ ใน จ.เชียงใหม่ มีทิศทางไหลขนานไปทางทิศตะวันออกของแม่น้ำปิง เป็นพื้นที่นิเวศที่ยังคงความสมบูรณ์ มีศักยภาพในการเป็น “เกราะความเย็น” ช่วยลดความร้อนของเมือง รวมถึงช่วยกรองฝุ่นควันและเป็นพื้นที่สุขภาวะของชุมชนริมน้ำ
ทางโครงการจึงเสนอแนวคิด “ใช้กิจกรรมการเรียนรู้เป็นเครื่องมือ”ใ ห้คนในพื้นที่หันกลับมาฟื้นฟูและเห็นคุณค่า พร้อมดีไซน์กิจกรรมไว้ถึง 8 รูปแบบ ครอบคลุมทั้งด้านประวัติศาสตร์ นิเวศธรรมชาติ สันฐานเมือง วัฒนธรรม รวมถึงเรื่อง “การสัญจร” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ปั่น ล่อง เดิน” เพื่อพิสูจน์ว่าแม่น้ำคาวสามารถเดินทางเชื่อมต่อได้หลากหลายรูปแบบ

ผนึก 3 ท้องถิ่นดีไซน์เมือง
หัวใจสำคัญของโครงการนี้ คือ การทำงานร่วมกับผู้มีอำนาจในท้องถิ่น ที่ปัจจุบันได้ขยายความร่วมมือจากเดิมที่เริ่มกับเทศบาลตำบลท่าศาลา ไปสู่เทศบาลตำบลสันกลาง และเทศบาลตำบลป่าบง

นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอภาพแบบร่างจำลองพื้นที่สาธารณะให้แก่ทั้ง 3 เทศบาลเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา เพื่อหวังเปลี่ยนพื้นที่ริมน้ำให้ถูกนำไปใช้ออกแบบและพัฒนาจริง แทนที่จะพัฒนาแยกกันเป็นจุด ๆ โดยไม่มีแผนระยะยาวรองรับ ซึ่งขณะนี้มี 2 พื้นที่ที่มีแนวโน้มและศักยภาพสูงในการผลักดันต่อจากเดิมอยู่แล้ว ได้แก่ 1.โหล่งฮิมคาว (เขตเทศบาลตำบลสันกลาง) 2.ฝายมังกาละโป่ (น้ำแม่คาว เขตเทศบาลตำบลท่าศาลา)
เติมชีวิตผ่านการมีส่วนร่วม
นายโอบเอื้อได้สะท้อนมุมมองว่า ปัจจุบันเมืองเชียงใหม่มักถูกออกแบบตามหลักการของผู้เชี่ยวชาญ แต่ขาดมิติทางวิถีชีวิต นิเวศธรรมชาติ และวัฒนธรรมจากคนในพื้นที่จริง โครงการนี้จึงพยายามดึงเสียงและการมีส่วนร่วมของชุมชนขึ้นมา ซึ่งก้าวต่อไปจำเป็นต้องยกระดับสู่วาระจังหวัด เพราะแม่น้ำคาวมีความยาวไหลผ่านถึง 13 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) แต่เทศบาลแต่ละแห่งมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและดูแลได้เพียงพื้นที่ของตนเอง
ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมเชื่อมโยงข้อมูลข้อเท็จจริงในพื้นที่นี้ไปพูดคุยกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.) เพื่อสร้างกลไกขับเคลื่อนและสนับสนุนงบประมาณในระยะยาว

ปั้นแผนบริหารจัดการน้ำ
นางสาวอุบลวรรณ ทาปัน รองนายกเทศมนตรี เทศบาลตำบลสันกลาง อำเภอสันกำแพง กล่าวว่า แม้ว่าจะมีข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกันถึง 13 อปท. เพื่อบูรณาการฟื้นฟูสภาพลำน้ำ และป้องกันน้ำท่วม แต่ในระยะเริ่มต้นนี้การขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรมที่สุดเกิดขึ้นในพื้นที่รอยต่อสำคัญ โดยเฉพาะพื้นที่ท้ายน้ำ อาทิ ต.ท่าศาลา อ.เมือง และ ต.สันกลาง อ.สันกำแพง

ทั้งนี้ โจทย์ใหญ่ระดับพื้นที่อันดับแรกควบคู่ไปกับการพัฒนาทัศนียภาพคือ การบริหารจัดการน้ำ เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้เป็นแอ่งรองรับน้ำเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมขังและตื้นเขินในฤดูแล้งจากการที่ไม่ได้ขุดลอกมาเป็นเวลานาน
ขณะเดียวกัน เทศบาลตำบลสันกลางได้เริ่มเดินหน้าแผนงานเร่งด่วน พร้อมประสานความร่วมมือกับสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.) สำนักงานชลประทานที่ 1 ร่วมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และทีมอาสาสมัครท้องถิ่นรักษ์โลก (อถล.) ในการเตรียมแผน “ขุดลอกลำน้ำคาว” พร้อมทั้งเตรียมเสนอแผนแม่บทนี้ไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ (อบจ.) เพื่อขอสนับสนุนงบประมาณ


นอกจากนี้ ในมิติของคุณภาพชีวิตและสุขภาวะ ทางเทศบาลยังอยู่ระหว่างการขยายเขตประปาส่วนภูมิภาคเข้ามาทดแทนการใช้ระบบประปาหมู่บ้านเดิม เพื่อให้ประชาชนและชุมชนริมน้ำได้มีน้ำสะอาดที่ได้มาตรฐานใช้งานอย่างยั่งยืน
ปลุกเส้นทางจักรยานริมน้ำ
นางสาวอุบลวรรณกล่าวต่อว่า สำหรับแบบจำลองพื้นที่สาธารณะและไอเดียการพัฒนาที่ได้จากความร่วมมือของสถาปนิกชุมชนและนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) และมหาวิทยาลัยแม่โจ้นั้น ทางเทศบาลตำบลสันกลางเห็นว่า “เส้นทางปั่นจักรยานเชื่อมต่อพื้นที่ริมน้ำคาว” เป็นสเต็ปที่มีความเป็นไปได้สูงที่สุดในการผลักดันให้เกิดขึ้นจริงในระยะอันใกล้นี้ เพราะสามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมและสอดรับกับนโยบายของผู้นำท้องถิ่นที่ให้ความสำคัญกับกีฬาและการสร้างพื้นที่สุขภาวะอยู่แล้ว


ส่วนแผนการพัฒนาการท่องเที่ยวทางน้ำ (ล่องเรือท้องแบนขนาดเล็ก) เป็นอีกหนึ่งต้นทุนทางธรรมชาติที่สวยงามของแม่น้ำคาว ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการเตรียมความพร้อม ต้องอาศัยการปรับปรุงทางน้ำ กำจัดสิ่งกีดขวาง เช่น ต้นฉำฉาหรือกอไผ่ที่ล้มขวางลำน้ำ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากชลประทานที่ 1 ในการเข้ามาช่วยดูแลเครื่องจักร

พลิกชุมชนสู่แลนด์มาร์กใหม่
นางสาวอุบลวรรณกล่าวว่า เป้าหมายสูงสุดของโครงการนี้คือ การยกระดับพื้นที่ริมน้ำคาวให้กลายเป็น “แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและวิถีชุมชน” เพื่อสร้างแลนด์มาร์กแห่งใหม่ใกล้เมืองมากที่สุด ในส่วนของ ต.สันกลาง จะเน้นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและชุมชน เช่น การดึง Soft Power จากวัดโบราณอายุกว่า 400 ปี อย่างวัดสันกลางเหนือ และวัดบ้านมอญ ร่วมจัดกิจกรรมทางประเพณีเพื่อดึงการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน ควบคู่ไปกับการยกระดับย่านชุมชนสร้างสรรค์อย่างข่วงโหล่งฮิมคาวให้เติบโตยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ อนาคตอาจมีการจัดระบบขนส่งมวลชนขนาดเล็ก เช่น รถพ่วง หรือรถสกายแล็บ (Skylab) เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางภายใน
“การเปลี่ยนผ่านสู่เมืองท่องเที่ยวชุมชนยั่งยืน คาดว่าใช้เวลา 2-3 ปีน่าจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม แต่ความท้าทาย คือ การดึงกลุ่มคนหลากหลาย ทั้งผู้สูงอายุ เยาวชนรุ่นใหม่ รวมถึงผู้อยู่อาศัยในโครงการบ้านจัดสรรรอบ ๆ ให้หันมาร่วมมือกันพัฒนาและใช้ประโยชน์จากพื้นที่นี้ิ

การปั่นจักรยานสำรวจเส้นทางเลียบแม่น้ำคาวระยะทางไป-กลับกว่า 20 กิโลเมตร จากจุดสตาร์ต ดีแคทลอน เชียงใหม่ ต.หนองป่าครั่ง อ.เมือง ถึงโหล่งฮิมคาว (เทศบาลตำบลสันกลาง) ทำให้เห็นว่า “แม่น้ำคาว” ไม่ได้เป็นเพียงแค่ทางระบายน้ำหรือเส้นแบ่งเขตแดนตามแผนที่ แต่เป็นเส้นเลือดใหญ่ทางนิเวศที่ยังมีชีวิต และมีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่พร้อมจะเบ่งบาน
โจทย์ใหญ่หลังจากนี้คือ การเปลี่ยนภาพฝันในพิมพ์เขียว (Master Plan) ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จับต้องได้จริง การเชื่อมต่อทางจักรยาน-การล่องเรือ-เส้นทางเดินเท้าข้ามเขตแดนอย่างไร้รอยต่อ เป็นการผสมผสานการเดินทาง การพัฒนาเมืองและการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืนได้อย่างลงตัว
“ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงช่วยลดอุณหภูมิของเมืองใหญ่ในภาวะโลกเดือด แต่เป็นการคืนชีวิตชีวา สร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และคืนพื้นที่สุขภาวะที่ปลอดภัยให้กับคนเชียงใหม่ทุกกลุ่มอย่างแท้จริง เพราะเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยทางเลือกการสัญจรที่ยั่งยืน คือเมืองที่มีอนาคตและโอบรับวิถีชีวิตของผู้คนได้งดงามที่สุด”