แผนแก้เจ้าพระยาท่วมซ้ำซาก สทนช.เร่งคลองระบายน้ำชัยนาท-บางไทร
สทนช.ชี้ข้อจำกัดบริหารจัดการน้ำทั้งประเทศ แต่มี “งบฯ-คน” ไม่พอ ดึงมหาวิทยาลัย-อาชีวศึกษาในพื้นที่ช่วยเก็บข้อมูล เปิดแผนเร่งดันโครงการคลองระบายน้ำ ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย แก้น้ำท่วมลุ่มเจ้าพระยาแบบยั่งยืน พร้อมปรับแผนแก้น้ำท่วมหาดใหญ่ โฟกัสระบบเตือนภัย-อพยพแทน ชี้เหตุน้ำมา 4,900 แต่คลองระบายน้ำได้มากสุดแค่ 1,200 ลบ.ม.ต่อวินาที ขณะที่ภาคอีสานจะเร่งสร้างสถานีกักน้ำโขงสำหรับเก็บไว้ใช้หน้าแล้ง
นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภารกิจบริหารจัดการน้ำของประเทศมีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งการติดตามฝน น้ำในอ่างเก็บน้ำ น้ำท่วม น้ำแล้ง และการประเมินความเสี่ยงในแต่ละพื้นที่ แต่ สทนช.ยังเผชิญข้อจำกัดทั้งด้านงบประมาณและบุคลากร โดยงบประมาณปี 2570 ถูกปรับลดลงจำนวนมาก ขณะที่เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลมีไม่เพียงพอกับภารกิจ
“คนไม่พอจริง ๆ บางช่วงเจ้าหน้าที่วิเคราะห์มีอยู่ 2 คน รองเลขาธิการก็ต้องแบ่งกันดูคนละ 7 อ่าง มานั่งตรวจสอบว่าตัวเลขถูกต้องหรือไม่ เพราะเรื่องน้ำต้องติดตามทุกวัน”
ข้อจำกัดด้านกำลังคนมีความชัดเจนในส่วนภูมิภาค สทนช.จึงต้องเพิ่มการใช้ระบบออนไลน์ โปรแกรมวิเคราะห์ และเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุน รวมถึงทำบันทึกความร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยในพื้นที่ และสถาบันอาชีวศึกษา เพื่อช่วยเก็บข้อมูล ติดตาม และประเมินผลในพื้นที่จริง
นายชยันต์กล่าวว่า หนึ่งในโครงการที่รัฐบาลต้องการเร่งผลักดัน คือ โครงการคลองระบายน้ำชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย หรือฟลัดเวย์ ซึ่งถือเป็นโครงการสำคัญในการแก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างยั่งยืน โดยโครงการจะผันน้ำออกจากลุ่มน้ำเจ้าพระยาไปทางด้านข้าง ก่อนระบายลงสู่อ่าวไทย ลดปริมาณน้ำที่ไหลผ่านพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมในจังหวัดสิงห์บุรี อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา สามารถระบายน้ำได้ประมาณ 900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้สั่งให้ สทนช.และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เร่งขับเคลื่อนโครงการเพราะเป็นการแก้ปัญหาระยะยาว ปัจจุบันโครงการผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติแล้ว โดย สศช.จะพิจารณารูปแบบการจัดหาเงินทุนและเงินกู้ เพื่อผลักดันโครงการเข้าสู่ขั้นตอนดำเนินงาน
สำหรับการจัดการน้ำท่วมหาดใหญ่ นายชยันต์ยอมรับว่า ไม่สามารถออกแบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับปริมาณน้ำสูงสุดทุกกรณี หรือรับประกันได้ว่าจะไม่เกิดน้ำท่วม เพราะเหตุการณ์ที่ผ่านมา มีน้ำไหลเข้าสู่พื้นที่ประมาณ 4,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่คลองระบายน้ำสามารถรองรับได้ประมาณ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เดิมระบบระบายน้ำหาดใหญ่รองรับได้ 460 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ก่อนกรมชลประทานปรับปรุงเพิ่มเป็นประมาณ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า แต่ยังต่ำกว่าปริมาณน้ำที่เกิดขึ้นจริงหลายเท่า อย่างไรก็ตาม การขยายคลองให้รองรับน้ำระดับ 4,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีทำได้ยาก เพราะต้องจัดหาที่ดินและโยกย้ายประชาชนจำนวนมาก แนวทางใหม่จึงต้องเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำควบคู่กับการพยากรณ์ การแจ้งเตือน และการอพยพประชาชน โดย สทนช.อยู่ระหว่างจัดทำคู่มือสำหรับประชาชนและส่วนราชการ นอกจากนี้ รัฐบาลยังอนุมัติงบฯ กลางมากกว่า 100 ล้านบาทเพื่อปรับปรุงคลองระบายน้ำ ร.1 โดยกำชับให้เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม ก่อนฝนในภาคใต้ฝั่งตะวันออกและภาคใต้ตอนล่างจะเพิ่มขึ้น
ส่วนโครงการคลองระบายน้ำบางบาล-บางไทร มีความคืบหน้าประมาณ 60% โดยมีเป้าหมายเพิ่มช่องทางระบายน้ำผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นจุดที่ลำน้ำเจ้าพระยามีความแคบและรองรับน้ำได้จำกัด โดยรองรับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาได้ประมาณ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่คลองระบายน้ำเส้นใหม่จะช่วยรับน้ำได้เพิ่มอีก 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ก่อนน้ำไหลลงไปยังพื้นที่บางไทร ซึ่งรองรับได้สูงสุดประมาณ 3,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โครงการจะช่วยลดระยะเวลาระบายน้ำในพื้นที่อยุธยาและลดผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยอยู่นอกคันกั้นน้ำ
สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สทนช.อยู่ระหว่างสำรวจพื้นที่ปากแม่น้ำสาขาที่ไหลลงแม่น้ำโขง เพื่อหาแนวทางสร้างสถานีหรือโครงสร้างควบคุมน้ำ ป้องกันไม่ให้น้ำไหลออกสู่แม่น้ำโขงเร็วเกินไปในช่วงปลายฤดูฝน เพื่อเก็บกักน้ำไว้ในลำน้ำสาขาให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ประชาชนและภาคเกษตรมีน้ำใช้ในช่วงปลายฤดูฝนและฤดูแล้ง