แม้จะมีข้อตกลงยุติสงครามสหรัฐ-อิหร่านและสัญญาณการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า เรือบรรทุกปุ๋ยยังอาจต้องรอขนส่งอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีความสำคัญน้อยกว่าน้ำมัน อีกทั้งราคาปุ๋ยลดลงบ้างแล้ว หลังจีนคลายข้อจำกัดการส่งออกและฤดูกาลเพาะปลูกบางพื้นที่สิ้นสุดลงแล้ว
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า ข้อตกลงยุติสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านรวมถึงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบนั้น ไม่น่าจะช่วยบรรเทาปัญหาการขนส่งปุ๋ยได้ในทันที
ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญในการค้าขายสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลก ถูกปิดลงนับตั้งแต่การโจมตีอิหร่านครั้งแรกเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ แม้ขณะนี้จะมีรายละเอียดที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง แต่กลุ่มผู้สังเกตการณ์ตลาดคาดว่าปุ๋ยจะถูกขนส่งอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากเรือหลายร้อยลำที่บรรทุกสินค้าหลากหลายประเภท ต่างแย่งกันใช้เส้นทางช่องแคบฮอร์มุซ
ภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตปุ๋ยขนาดใหญ่ที่สุดของโลกหลายแห่ง ขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งยูเรีย ประมาณ 1 ใน 3 ของการค้าทั่วโลก โดยยูเรียเป็นหนึ่งในธาตุอาหารพืชที่สำคัญที่สุดของโลก การหยุดชะงักนานหลายเดือนทำให้ยูเรียและผลิตภัณฑ์ปุ๋ยอื่น ๆ จำนวนมากติดอยู่ภายในช่องแคบ
จากข้อมูลการติดตามเรือบรรทุกน้ำมันที่รวบรวมโดยบลูมเบิร์กและ Kpler ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลและติดตามการขนส่งสินค้าทางเรือ พบว่า มีเรือบรรทุกปุ๋ยมากกว่า 40 ลำติดอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซ แม้จะพอมีเรือสามารถผ่านเข้ามาได้บ้างนับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้น แต่ข้อมูลของ Kpler แสดงให้เห็นว่าการส่งออกรายสัปดาห์ลดลง 90% จากระดับก่อนเกิดความขัดแย้ง โดยลดลงเกือบ 600,000 ตันต่อสัปดาห์ ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ และเหลือเพียง 60,000 ตันในช่วงต้นเดือนมิถุนายน
นอกจากนี้ ปุ๋ยไม่น่าจะเป็นสินค้ากลุ่มแรกที่จะเกิดการเคลื่อนย้ายส่งออก เนื่องจากนักวิเคราะห์คาดว่า เรือบรรทุกน้ำมันและเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จะได้รับความสำคัญเป็นอันดับแรก
“เมื่อว่าด้วยเรื่องของการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เรือบรรทุกน้ำมันและเรือบรรทุกก๊าซ LNG จะเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ได้รับการพิจารณา เมื่อการจราจรทางเรือเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ และปุ๋ยไม่ใช่สินค้าที่มีความสำคัญสูงนัก” อเล็กซิส เอลเลนเดอร์ หัวหน้าฝ่ายสินค้าเทกองแห้ง ของ Kpler กล่าว
อย่างไรก็ดี ราคาปุ๋ยที่เคยปรับตัวสูงขึ้นจากผลกระทบของสงครามอิหร่าน ขณะนี้ราคาปรับลดลงไปมากแล้ว โดยราคาปุ๋ยยูเรียลดลงมากกว่า 30% ตั้งแต่กลางเดือนเมษายน หลังจากที่จีนผ่อนคลายข้อจำกัดการส่งออก และฤดูกาลเพาะปลูกในซีกโลกเหนือส่วนใหญ่ได้สิ้นสุดลงแล้ว
แม้ราคาจะปรับลดลงมา แต่ราคาในสหรัฐก็ยังสูงกว่าปี 2025 ถึง 10% ขณะที่ในญี่ปุ่นซึ่งพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเกือบทั้งหมด ราคาปุ๋ยยูเรียปรับตัวสูงขึ้น 14.5% ปุ๋ยแอมโมเนียมฟอสเฟต 4.9% และปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรด์ 7.3% เมื่อเทียบกับฤดูกาลจำหน่ายปุ๋ยในฤดูใบไม้ร่วงปี 2025
ปรานชี โกยาล นักวิเคราะห์อาวุโสของ CRU บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาด้านอุตสาหกรรมสินค้าโภคภัณฑ์ ระบุว่า เรือที่ติดค้างอยู่ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียบรรทุกปุ๋ยไนโตรเจนประมาณ 1 ล้านตัน โดยประมาณ 40% ของจำนวนนั้นได้ถูกจัดสรรให้กับอินเดียแล้ว แต่ส่วนที่เหลืออาจกลับเข้าสู่ตลาดอีกครั้งเมื่อการขนส่งกลับมาดำเนินการตามปกติ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อราคาต่อไป
เมื่อเดือนพฤษภาคมองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เตือนว่า การหยุดชะงักของอุปทานในช่องแคบฮอร์มุซกำลังสร้างความขาดแคลนปุ๋ยทั่วโลก ซึ่งจะทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลงและปริมาณอาหารตึงตัวมากขึ้นในปลายปีนี้และปีหน้า
“การเกษตรดำเนินไปตามปฏิทินการเพาะปลูกที่ไม่สามารถเลื่อนออกไปได้ ปุ๋ยต้องใส่ในเวลาที่เหมาะสมในแต่ละรอบการเพาะปลูก หากไม่ใส่ในเวลาที่กำหนดผลผลิตจะลดลงไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในภายหลังก็ตาม” คู ตงหยู ผู้อำนวยการใหญ่ FAO กล่าว
อ้างอิงเพิ่มเติม : The Japan Times