เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

‘อุทัย’ ชี้โลกธุรกิจเปลี่ยน ความยั่งยืนคือตัวแปร-ดัน Taxonomy โอกาสใหม่

16 มิ.ย. 2569 | 18:27น.

แสนสิริจัดฟอรัมใหญ่ “GREEN UP 2026: owards a Regenerative Future” ดึงพันธมิตร Ecosystem ร่วมขับเคลื่อนความยั่งยืน ชี้ Thailand Taxonomy คือโอกาสใหม่

บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) จัดงานฟอรัมด้านความยั่งยืนครั้งที่ 3 ภายใต้ชื่อ “GREEN UP 2026: Towards a Regenerative Future” ยกระดับแนวคิดขึ้นอีกขั้น มุ่งทำหน้าที่เป็น Fast Mover และ Connector เชื่อมโยงบทสนทนาระหว่างภาคส่วนต่างๆ ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ด้วยความเชื่อว่าความยั่งยืนไม่อาจสำเร็จได้ด้วยองค์กรเพียงแห่งเดียว

นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวเปิดงานว่า ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ภาคธุรกิจมักมองเรื่องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนเป็นภาระเพิ่มเติมจากการดำเนินธุรกิจปกติ แต่วันนี้มุมมองดังกล่าวกำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง 

โดยเขาชี้ว่าบริษัทหลายแห่งที่ร่วมงานกับแสนสิริในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาสามารถต่อยอดธุรกิจใหม่และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กรได้จากการขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจัง

“คำถามสำคัญในวันนี้ไม่ใช่ว่าควรเปลี่ยนหรือไม่ แต่คือจะเปลี่ยนอย่างไรให้เกิดขึ้นได้จริง”

เขาชี้ว่าโลกกำลังก้าวข้ามจากยุคที่ถามว่าจะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร ไปสู่ยุคที่ถามว่าจะสร้างคุณค่าคืนให้กับผู้คน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร นั่นคือความหมายที่แท้จริงของ “Regenerative Future” ที่ธุรกิจไม่ได้เพียงลดผลกระทบ แต่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูและส่งต่อสิ่งที่ดีขึ้นให้กับสังคมและโลก

นายอุทัยยังกล่าวถึงบริบทที่เปลี่ยนไปของโลกธุรกิจว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนพลังงานที่ผันผวน และความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นจากผู้บริโภค นักลงทุน และภาคการเงิน สิ่งเหล่านี้กำลังเปลี่ยนกติกาของการดำเนินธุรกิจ ทำให้ความยั่งยืนกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญของความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตในระยะยาว

นายอุทัยมองภาคอสังหาริมทรัพย์ว่า คุณค่าของโครงการในยุคนี้ไม่ได้วัดเพียงเรื่องทำเล ฟังก์ชัน การออกแบบ และราคาอีกต่อไป แต่ต้องเพิ่มเรื่องความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประสิทธิภาพการใช้พลังงานและทรัพยากร รวมถึงคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย โดยชี้ว่าที่อยู่อาศัยในวันนี้ต้องเป็นสินทรัพย์ที่พร้อมสำหรับอนาคต ไม่ใช่เพียงตอบโจทย์การอยู่อาศัยในปัจจุบัน

Thailand Taxonomy 

สำหรับกรอบมาตรฐานดังกล่าว นายอุทัยมองว่ากำลังมีบทบาทสำคัญมากขึ้นสำหรับภาคธุรกิจ ภาคการเงิน และนักลงทุน เพื่อให้การตัดสินใจด้านการลงทุนและการดำเนินงานเดินไปในทิศทางเดียวกันในเรื่องของความยั่งยืน โดยแสนสิริเองได้ดำเนินการวัดผลด้วยค่า Carbon Emission Intensity ของโครงการต่างๆ ตามเกณฑ์ที่กำหนด และมีบริษัทภายนอกเข้ามาตรวจสอบและรับรองผลอย่างเป็นอิสระ

ความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมคือ การสร้างบ้านหรือคอนโดสักหลังไม่ใช่กระบวนการที่แสนสิริทำเองทั้งหมด แต่ต้องอาศัยคู่ค้าจำนวนมากประมาณ 4 พันราย ตั้งแต่ผู้ผลิตซีเมนต์ ผู้ผลิตระบบปรับอากาศ ผู้ผลิตวัสดุไม้ ไปจนถึงผู้รับเหมาและผู้ให้บริการต่างๆ ซึ่งล้วนมีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทาน ดังนั้นหากซัพพลายเชนไม่ร่วมเปลี่ยนแปลง อุตสาหกรรมทั้งหมดก็ไม่อาจเดินหน้าได้

เขาชี้ว่าในอดีต แสนสิริคัดเลือกคู่ค้าด้วยเกณฑ์คุณภาพ ราคา และความสามารถในการส่งมอบเป็นหลัก แต่ต่อจากนี้จะเพิ่มเกณฑ์การใช้ทรัพยากรและพลังงานเข้าไปในกระบวนการคัดเลือกด้วย พร้อมย้ำว่าการเปลี่ยนผ่านจะเกิดขึ้นได้เร็วขึ้นก็ต่อเมื่อทุกคนใน ecosystem นี้เดินทางไปในทิศทางเดียวกัน

นายอุทัยกล่าวทิ้งท้ายว่า งานในวันนี้ไม่ใช่เพียงเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ แต่คือจุดเริ่มต้นของบทสนทนาใหม่ว่าอุตสาหกรรมไทยจะยกระดับตัวเองอย่างไร จะเตรียมพร้อมรับมาตรฐานใหม่ของโลกได้อย่างไร และจะเปลี่ยนความท้าทายครั้งนี้ให้กลายเป็นโอกาสร่วมกันได้อย่างไร

“อนาคตของธุรกิจจะไม่ได้ถูกวัดจากการเติบโตเพียงอย่างเดียว แต่จะถูกวัดจากความสามารถในการสร้างคุณค่าร่วมกัน ทั้งต่อลูกค้า คู่ค้า สังคม และโลกใบนี้”