เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ผู้เลี้ยงกุ้งลังเลลงบ่อรอบใหม่ จี้รัฐเร่งสางวิกฤตมาเลย์-แก้ส่งออกวูบ

20 มิ.ย. 2569 | 13:31น.

เจรจามาเลย์แก้ปัญหา “ปลากะพง-กุ้ง” ไม่คืบหน้า ชี้ผู้เลี้ยงใต้เดือดร้อนหนัก เสียค่าขนส่งมาขายส่วนกลาง แถมกระทบลงกุ้งรอบใหม่ ขณะที่ส่งออกก็แย่ ตลาดสหรัฐ-ญี่ปุ่นชะลอ จี้รัฐเร่งผลักดัน FTA ไทย-อียู พร้อมเปิดตลาดจีน กู้ศักยภาพไทยคืน 

นายเอกพจน์ ยอดพินิจ

นายเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า มาเลเซียยังคงระงับการนำเข้ากุ้งจากไทย แม้ฝ่ายไทยพยายามประสานงานอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าฝ่ายมาเลเซียยังมีความกังวลต่อมาตรการตรวจสอบปลากะพงของไทย ซึ่งเป็นประเด็นที่กรมประมงจำเป็นต้องเร่งชี้แจงให้เกิดความชัดเจนโดยเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและนำไปสู่การเปิดโต๊ะเจรจาอีกครั้ง อย่างไรก็ดีเดิมคาดหวังว่าการเดินทางไปมาเลเซียของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ แต่เมื่อยังไม่ได้รับการตอบรับจึงเห็นว่าประเด็นนี้เกินกว่าการดำเนินการของกรมประมงเพียงหน่วยงานเดียว และควรยกระดับเป็นการเจรจาทางการเมือง กลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งจะเข้าพบตัวแทนรัฐบาลในวันที่ 29 มิถุนายน 2569 เพื่อสะท้อนผลกระทบและเสนอแนวทางแก้ไข โดยหวังให้รัฐบาลเร่งผลักดันการเจรจากับมาเลเซียอย่างจริงจัง

ทั้งนี้ ผู้เลี้ยงเห็นว่าสิ่งที่ต้องทำเร่งด่วน คือ ทำให้มาเลเซียคลายความไม่สบายใจเรื่องการตรวจปลากะพง  นอกจากนี้ยังเห็นว่ามาตรการที่ทั้งสองประเทศใช้ยังไม่เท่าเทียมกัน เนื่องจากมาเลเซียระงับนำเข้ากุ้งไทยถึง 5 สายพันธุ์ ขณะที่ปลากะพงจากมาเลเซียยังสามารถส่งเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยได้

นายเอกพจน์กล่าวว่า เมื่อมาเลเซียเลือกใช้มาตรการระงับนำเข้ากุ้งไทย ฝ่ายไทยก็ควรเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบปลากะพงจากมาเลเซียให้สอดคล้องกัน เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมในการปฏิบัติ ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายกลับเข้าสู่การเจรจา เนื่องจากปัจจุบันยังพบปลากะพงจากมาเลเซียจำหน่ายในตลาดไทยได้ต่อเนื่อง แม้จะมีการตรวจสอบเข้มงวดขึ้น แม้มูลค่าการส่งออกกุ้งไปมาเลเซียจะไม่ใช่ตลาดหลัก แต่ช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนเป็นฤดูกาลผลผลิตออกสู่ตลาดมากที่สุด ประกอบกับคำสั่งซื้อจากตลาดหลักอย่างสหรัฐและญี่ปุ่นลดลง ทำให้การปิดตลาดมาเลเซียส่งผลกระทบต่อการระบายผลผลิตมากกว่าปกติ ขณะเดียวกันผู้ส่งออกไทยยังเผชิญการแข่งขันจากเอกวาดอร์ ซึ่งเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดในหลายประเทศ ส่งผลให้ออร์เดอร์กุ้งไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

“ถ้าเป็นช่วงที่ตลาดหลักยังรับซื้อปกติผลกระทบจากมาเลเซียอาจไม่รุนแรง แต่วันนี้ออร์เดอร์จากสหรัฐและญี่ปุ่นลดลง ทำให้ตลาดมาเลเซียที่เคยมีสัดส่วนไม่มากกลายเป็นช่องทางสำคัญในการระบายผลผลิต”

ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมาธิการการเกษตร เมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทยได้แสดงความพร้อมช่วยรับซื้อกุ้งจากเกษตรกรภาคใต้เพิ่มขึ้น เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการส่งออกไปมาเลเซียที่ชะงักลง ขณะเดียวกันหลังผ่านช่วงเดือนมิถุนายน ผลผลิตกุ้งจะเริ่มลดลงตามฤดูกาล แต่เกษตรกรจำนวนไม่น้อยกำลังชั่งใจว่าจะลงกุ้งรอบใหม่หรือไม่ เพราะยังต้องเผชิญต้นทุนการผลิตสูง ราคากุ้งอยู่ในระดับต่ำ โรคระบาดในฟาร์ม และคำสั่งซื้อจากต่างประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัว

นายเอกพจน์ระบุว่า ภาคใต้เป็นแหล่งผลิตกุ้งประมาณ 70% ของทั้งประเทศ และหากประเมินจำนวนผู้เลี้ยงกุ้งทั่วประเทศราว 20,000-30,000 ราย จะมีผู้เลี้ยงในภาคใต้เป็นสัดส่วนหลัก อีกทั้งอุตสาหกรรมกุ้งยังเกี่ยวข้องกับแรงงานและผู้ประกอบการรวมกันราว 2 ล้านคน  ซึ่งผู้เลี้ยงกุ้งในจังหวัดสงขลา ปัตตานี นราธิวาส สตูล และนครศรีธรรมราช ได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะไม่สามารถส่งกุ้งไปมาเลเซียได้ ต้องขนส่งผลผลิตขึ้นมายังมหาชัยเพื่อจำหน่าย ทำให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้นและต้องแข่งขันกับกุ้งจากจังหวัดอื่น ส่งผลให้ราคาที่เกษตรกรได้รับลดลงหลายสิบบาทต่อกิโลกรัมเมื่อเทียบกับการส่งขายมาเลเซีย

อย่างไรก็ดี การตรวจสอบสินค้าสดไม่ควรใช้วิธีตรวจที่ด่านเป็นเวลาหลายวัน เพราะกุ้งและปลากะพงเป็นสินค้าที่เน่าเสียง่าย จึงเสนอให้ทั้งสองประเทศใช้ระบบตรวจสอบฟาร์ม (Audit Farm) และรับรองมาตรฐานร่วมกัน คล้ายแนวทางที่สหรัฐใช้กับกุ้งไทย ซึ่งจะช่วยรักษาคุณภาพสินค้าและลดอุปสรรคทางการค้า พร้อมกันนี้นอกจากการแก้ปัญหามาเลเซียแล้ว ไทยควรเร่งการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป เพราะปัจจุบันกุ้งไทยเสียเปรียบเวียดนามด้านภาษี ส่งผลให้การส่งออกไปยุโรปลดลงอย่างมาก จากที่เคยส่งออกได้ประมาณ 160,000 ตันต่อปี เหลือไม่ถึง 500 ตันต่อปี  หลังที่ไทยเสียสิทธิ GSP ทำให้ไทยต้องเสียภาษี 14-21% ขณะที่เวียดนามเสียภาษี 0% ส่งผลให้กุ้งไทยแข่งขันไม่ได้ จึงต้องเร่งผลักดันการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรปให้จบโดยเร็ว ส่วนตลาดจีนเองก็มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะตลาดกุ้งพรีเมี่ยมที่ยังเติบโต จึงต้องการเสนอให้ภาครัฐเร่งทำตลาดเชิงรุก โดยบูรณาการการส่งเสริมกุ้งไทยควบคู่กับสินค้าศักยภาพอย่างทุเรียน เพื่อขยายตลาดในพื้นที่ตอนในของจีน

นายเอกพจน์กล่าวทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมกุ้งไทยกำลังเผชิญแรงกดดันพร้อมกัน 3 ด้าน ได้แก่ ปัญหาโรคในฟาร์มที่ทำให้ผลผลิตลดลง ภาวะเศรษฐกิจโลกและสงครามที่กระทบกำลังซื้อ รวมถึงต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ทั้งอาหารสัตว์ น้ำมัน และปัจจัยการผลิตอื่น ๆขณะที่ปัญหาการระงับนำเข้าจากมาเลเซียยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์

“หากสามารถคลี่คลายการเจรจากับมาเลเซีย พร้อมเดินหน้า FTA กับสหภาพยุโรป และขยายตลาดจีนได้ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการฟื้นความสามารถแข่งขันของอุตสาหกรรมกุ้งไทยในระยะต่อไป”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ผู้เลี้ยงกุ้ง ส่งออก