Skip to content

ส่งออกอัญมณี เม.ย. โต 29.88% ทองคำยังแรงแตะ 1.2 พันล้านดอลลาร์

09 มิ.ย. 2569 | 14:33น.
ส่งออกอัญมณี เม.ย. โต 29.88% ทองคำยังแรงแตะ 1.2 พันล้านดอลลาร์

GIT เผยส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ เม.ย. 2569 ไม่รวมทองคำ มูลค่า 928.71 ล้านดอลลาร์ เพิ่ม 29.88% ขยายตัว 2 เดือนติด ได้แรงหนุนจากหลายตลาดหลัก ขณะที่สหรัฐยังลดลงจากการเร่งนำเข้าก่อนหน้า ด้านทองคำยังแรง มูลค่า 1,216.89 ล้านดอลลาร์ เพิ่ม 20.27% แนะผู้ประกอบการรับมือเศรษฐกิจโลกชะลอ นโยบายคู่ค้า บาทแข็ง และราคาทองผันผวน

นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ หรือ GIT เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เดือนเมษายน 2569 มีมูลค่า 928.71 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 29.88% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 สะท้อนแรงซื้อจากหลายตลาดสำคัญที่ยังเติบโตได้ดี

หากรวมทองคำ การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับเดือนเมษายน 2569 มีมูลค่า 2,145.61 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 24.25%

สำหรับภาพรวม 4 เดือนแรกของปี 2569 หรือเดือนมกราคม-เมษายน การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ มีมูลค่า 6,511.18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 12.46% ส่วนการส่งออกรวมทองคำมีมูลค่า 13,389.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 29.36%

นายสุเมธกล่าวว่า การส่งออกทองคำเดือนเมษายน 2569 มีมูลค่า 1,216.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 20.27% จากความต้องการซื้อทองคำในตลาดโลกที่ยังมีต่อเนื่อง แม้ราคาทองคำเฉลี่ยเดือนเมษายนจะลดลงจากเดือนมีนาคมมาอยู่ที่ 4,723.88 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2

ทั้งนี้ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เริ่มคลี่คลายและมีการเจรจา ส่งผลให้การถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยชะลอตัวลง ขณะที่กองทุน SPDR Gold มีการขายทองคำออกมา หลังจากซื้อสะสมต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้า

ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 ไทยส่งออกทองคำมูลค่า 6,878.29 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 50.80% โดยเดือนมกราคมมีมูลค่า 2,758.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 136.16% เดือนกุมภาพันธ์มูลค่า 1,103.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 18.22% เดือนมีนาคมมูลค่า 1,799.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 24.28% และเดือนเมษายนมูลค่า 1,216.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 20.27%

ด้านตลาดส่งออกสำคัญยังขยายตัวในหลายประเทศ โดยอินเดียเพิ่มขึ้น 6.54% ฮ่องกงเพิ่มขึ้น 5.47% เยอรมนีเพิ่มขึ้น 43.75% สวิตเซอร์แลนด์เพิ่มขึ้น 174.90% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เพิ่มขึ้น 89.10% อิตาลีเพิ่มขึ้น 34.43% สหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้น 2.69% ญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 44.70% และสิงคโปร์เพิ่มขึ้น 162.01%

อย่างไรก็ตาม ตลาดสหรัฐลดลง 17.61% เนื่องจากผู้นำเข้าได้เร่งนำเข้าสินค้าไปก่อนหน้านี้ ส่งผลให้ยอดนำเข้าชะลอลงต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงต้นปีถึงปัจจุบัน

เมื่อพิจารณารายสินค้า พบว่าสินค้าหลักหลายกลุ่มยังขยายตัวดี โดยเครื่องประดับแท้เพิ่มขึ้น 91% เครื่องประดับทองเพิ่มขึ้น 20.28% เครื่องประดับแพลทินัมเพิ่มขึ้น 3,281.84% เครื่องทองหรือเครื่องเงินและส่วนประกอบเพิ่มขึ้น 88,450.50% พลอยก้อนเพิ่มขึ้น 120.67% พลอยเนื้อแข็งเจียระไนเพิ่มขึ้น 3.78% เพชรก้อนเพิ่มขึ้น 12.82% เพชรเจียระไนเพิ่มขึ้น 8.06% และโลหะเงินเพิ่มขึ้น 179.92%

ขณะที่สินค้าบางกลุ่มยังหดตัว ได้แก่ เครื่องประดับเงิน ลดลง 0.49% และพลอยเนื้ออ่อนเจียระไน ลดลง 2.11%

นายสุเมธกล่าวว่า ภาพรวมการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 ยังเติบโตได้ในเกือบทุกตลาดสำคัญ แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามใกล้ชิด ทั้งความขัดแย้งที่ยืดเยื้อหรือขยายวงกว้างขึ้น ความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ และความตึงเครียดทางการค้าที่อาจเกิดขึ้นใหม่

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ผู้ประกอบการไทยควรปรับตัวจากการแข่งขันด้านต้นทุนและคุณภาพสินค้าเพียงอย่างเดียว ไปสู่การแข่งขันด้วยข้อมูล เทคโนโลยี และความน่าเชื่อถือของห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับการเจาะกลุ่มผู้บริโภคระดับบนที่ยังมีกำลังซื้อสูงในตลาดสำคัญ เช่น สหรัฐ เพื่อรักษาโอกาสทางการค้าและเพิ่มมูลค่าสินค้า

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังต้องเตรียมรับมือความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัว ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่อาจกดดันเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงาน ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของประเทศคู่ค้า ค่าเงินบาทที่ผันผวนในทิศทางแข็งค่า ซึ่งกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงราคาทองคำที่เริ่มเคลื่อนไหวไม่เป็นไปตามทฤษฎี ทำให้การคาดการณ์ต้นทุนทำได้ยากขึ้น

“ผู้ประกอบการจำเป็นต้องสร้างความแตกต่าง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และปรับตัวให้สอดคล้องกับตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและความโปร่งใสมากขึ้น” นายสุเมธกล่าว