ทำไมรถอีวีจีน ถึงแข่งกันผลิต SUV
คอลัมน์ : ออโต เวิลด์ไวด์
ตั้งแต่ต้นปี 2569 เป็นต้นมา ผู้ผลิตรถอีวีสัญชาติจีนเปิดตัวรถ SUV ขนาดใหญ่แล้วมากกว่า 20 รุ่น เพื่อแสวงหากำไรที่มากขึ้น ทำให้ตลาดรถยนต์เอสยูวี (SUV) ในจีนกลายเป็นอีกหนึ่งตลาดที่มีการแข่งขันสูงขึ้นเรื่อย ๆ
นิกเคอิ เอเชีย รายงานว่า หลี่ หยานเหว่ย สมาชิกสมาคมผู้จำหน่ายรถยนต์แห่งประเทศจีน ประเมินว่า ตลาดรถ SUV ขนาดใหญ่ของจีนมียอดการขายราว 500,000 คันต่อปี ขณะที่กำลังการผลิตปัจจุบันเกิน 1 ล้านคัน และผลของการมีสินค้าล้นตลาดทำให้ผู้ผลิตต่างหันมาใช้ “สงครามราคา” เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาด
ขณะที่ตลาดรถยนต์โดยรวมของจีนซบเซา แต่ในช่วงเดือน ม.ค.-เม.ย. ยอดขายรถ SUV กลับเพิ่มขึ้นถึง 80% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ตามข้อมูลจากสมาคมรถยนต์นั่งโดยสารจีน (CPCA)
เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2569 บีวายดีเพิ่งเปิดตัวรถ SUV ขนาดใหญ่ รุ่น Great Tang เริ่มต้น 240,000 หยวน หรือประมาณ 1.16 ล้านบาท ต่ำกว่าราคาพรีเซลล์ประมาณ 4% ขณะที่คู่แข่งอย่างเอ็กซ์เผิง เปิดตัวรถ SUV GX แบบ 6 ที่นั่ง เมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ด้วยราคาเริ่มต้น 269,800 หยวน หรือประมาณ 1.31 ล้านบาท ต่ำกว่าราคาคาดการณ์ถึง 1 ใน 3
เฟรเดอริก โกลล็อบ ผู้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาด้านยานยนต์ Qi Advisory กล่าวว่า โดยปกติแล้วรถ SUV มักเป็นรถที่ทำกำไรได้มากที่สุด ดังนั้นผู้ผลิตเกือบทุกรายจึงผลิต SUV หรูหราขนาดใหญ่ เพื่อเข้าถึงกลุ่มตลาดรถราคาสูงขึ้น อีกทั้งรถ SUV ระดับพรีเมี่ยมของจีนยังนำเสนอคุณสมบัติที่หลากหลาย ตั้งแต่คาราโอเกะในห้องโดยสาร ไปจนถึงจอแสดงผลแบบโรงภาพยนตร์ เพื่อดึงดูดผู้บริโภคชนชั้นกลางในเมือง และท้าทายแบรนด์ต่างชาติที่ครองตลาดมานาน
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่าการที่แบรนด์จีนพยายามยกระดับตลาดขึ้นไปอีกขั้น อาจส่งผลเสียในเรื่องของดีไซน์รถที่คล้ายคลึงกันไปหมด และการแข่งกันลดราคาเนื่องจากซัพพลายล้นตลาด
พอล กง นักวิเคราะห์จากธนาคารยูบีเอส กล่าวว่า รถยนต์รุ่นใหม่ที่เปิดตัวออกมาดูคล้ายคลึงกันมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยรถ SUV ของจีนมีความคล้ายคลึงกับดีไซน์ของแลนด์ โรเวอร์ และการที่อุตสาหกรรมยานยนต์ผลิตรถที่คล้ายกันไปทั่วนั้นอาจทำให้วงจรการขายของแต่ละรุ่นสั้นลง เหลือเพียง 3-6 เดือนหลังการเปิดตัว และภายใน 12 เดือนยอดขายก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เป็นไปไม่ได้ที่จะได้กำไรจากการพัฒนากลับคืนมา