ลุ้นหุ้นแบงก์ปันผลครึ่งปี ‘Pi’ ชี้ผลงานไม่แย่กำไร 1.2 แสนล้าน
หุ้นแบงก์ใกล้ประกาศงบการเงิน งวดไตรมาส 2/2569 และงวดครึ่งปี 2569 แล้ว ในช่วงปลายเดือน ก.ค.นี้ ทำให้ช่วงที่ผ่านมา มีกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (ฟันด์โฟลว์) ไหลเข้ามาหุ้นแบงก์ จนราคาหุ้นเด้งขึ้นกันเป็นทิวแถว
นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์พาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บล.พาย ประเมินหุ้นกลุ่มแบงก์ 9 ราย (รวม TCAP) จะมีกำไรสุทธิในไตรมาส 2 ที่ 59,286 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาส 1/2569 ที่ 2.2% QoQ และลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 0.3% YoY
โดยปัจจัยกดดันกำไรปรับลดลง เนื่องจาก 1.รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดตามส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ลดลงตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยมาในช่วงปี 2569 จนถึงไตรมาสแรกปีนี้ และ 2.กำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน (FVTPL) ลดลง
ขณะที่ปัจจัยบวกในไตรมาส 2 คือ รายได้ค่าธรรรมเนียมที่คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นจากรายได้เกี่ยวกับธุรกิจตลาดทุนที่ได้อานิสงส์จากบรรยากาศการลงทุนที่แข็งแกร่ง และดัชนีหลักทรัพย์ที่ปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ คาดสำรองหนี้ฯ ปรับลดลงจากคุณภาพสินเชื่อที่ทรงตัว
“การประเมินของเรา มองว่า TCAP, TISCO, TTB กำไรเติบโตทั้ง YoY และ QoQ ขณะที่ CREDIT, KBANK, KKP, KTB กำไรสุทธิเติบโต YoY แต่ลดลง QoQ โดยคาดว่า KKP จะรายงานกำไรโตโดดเด่น +26% ส่วน BBL, SCB กำไรปรับเพิ่มขึ้น QoQ แต่ลดลง YoY”

ส่วนงวดครึ่งปี 2569 บล.พาย คาดหุ้นแบงก์มีกำไร 120,325 ล้านบาท ลดลง 0.6% YoY โดยแบงก์ที่คาดว่าจะกำไรสูงที่สุด คือ KBANK ที่ 27,432 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.4% YoY ตามด้วยธนาคารกรุงไทย (KTB) 24,155 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.8% ขณะที่ธนาคารกรุงเทพ (BBL) คาดกำไรที่ 22,366 ล้านบาท ลดลง 8.6% YoY บมจ.เอสซีบี เอกซ์ คาดกำไร 21,463 ล้านบาท ลดลง 15.1% YoY
นายธนเดชกล่าวว่า ฝ่ายวิจัยได้ปรับประมาณการกำไรรวมทั้งปีของกลุ่มธนาคารเพิ่มขึ้น 1% ในปี 2569 และ 2% ในปี 2570 โดย 1) ปรับการเติบโตสินเชื่อรวมเพิ่มเป็น 2.6% และ 2.2% ตามลำดับ และ 2) ปรับรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่ม 2% และ 3% ตามลำดับ สะท้อนมุมมองบวกต่อบรรยากาศการลงทุนที่แข็งแกร่งมากขึ้น ทำให้รายได้ค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับธุรกิจตลาดทุนเพิ่มขึ้น
สำหรับกำไรสุทธิภาพรวมในปีนี้ คาดอยู่ที่ 2.34 แสนล้านบาท ลดลงราว 1% YoY แรงกดดันจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงผลจาก NIM ที่ลดลงเหลือ 2.8% (-31 bps YoY) และกำไรจากพอร์ตลงทุนลดลง ส่วนปี 2570 คาดว่ากำไรสุทธิรวมจะปรับเพิ่มขึ้น 4% ไปอยู่ที่ 2.426 แสนล้านบาท จาก 1) รายได้ดอกเบี้ยสุทธิขยายตัวล้อกับสินเชื่อขยายต่อเนื่อง และ NIM ที่มีเสถียรภาพมากขึ้น หลังอัตราดอกเบี้ยสิ้นสุดวัฏจักรลดลง และ 2) รายได้ค่าธรรมเนียมปรับเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ดี อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ของกลุ่มธนาคารมีแนวโน้มปรับลดลงจาก 9.3% ในปี 2568 เหลือ 8.9% ในปี 2569 ล้อกับอัตราการเติบโตของกำไรเติบโตที่อ่อนตัว และคาด ROE จะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 9% ในปี 2570
นายธนเดชกล่าวอีกว่า ปีนี้หุ้นแบงก์ปรับตัวขึ้น และมีแนวโน้มทำผลงานดีกว่าตลาด (Outperform) โดยส่วนหนึ่งก็ต้องบอกว่ามีปัจจัยฤดูกาล ที่ปกติก็จะมีการเก็งกำไรหุ้นแบงก์ ก่อนจะประกาศงบการเงินที่มีโฟลว์เข้ามาลงทุนหุ้นไทยมากขึ้น ขณะที่การลงทุนเอกชนที่ไม่ค่อยดีมาหลายปี ก็ดีขึ้นมากในปีนี้ ด้านสินเชื่อแบงก์ปีนี้ก็ฟื้นตัวขึ้น จากไม่โตมา 3 ปี รวมถึงปัจจัยเรื่องกระแสเงินทุนที่ไหลออกมาจากประเทศอินโดนีเซีย
“ปัจจัยเหล่านี้ทำให้แบงก์ได้ประโยชน์ ทั้งในเชิงพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และได้เซนติเมนต์ของตลาดหุ้นในต่างประเทศ แล้วพอหุ้นขึ้น แบงก์ก็ได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกรรมตลาดหุ้นด้วย ก็ทำให้ได้อานิสงส์รายได้จากตลาดทุนด้วย ทั้งนี้ มองแนวโน้มหุ้นแบงก์น่าจะดีต่อเนื่อง โดยหากเศรษฐกิจไทยเติบโตได้ดี การลงทุนภาคเอกชนยังดีต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดหุ้น ต่อให้มีการปรับฐาน ก็จะแค่ปรับฐาน เพราะวันนี้ยังมองไม่เห็นปัจจัยที่เศรษฐกิจจะแย่”
นายธนเดชกล่าวว่า จากฐานเงินกองทุนแข็งแกร่ง ธนาคารสามารถรักษาการจ่ายเงินปันผลสูง แม้อัตราผลตอบแทนจะลดลงเพราะราคาหุ้นธนาคารที่ปรับเพิ่มขึ้น โดยคาดอัตราผลตอบแทนเงินปันผลเฉลี่ยของกลุ่มธนาคารยังน่าดึงดูดที่ราว 5.6% ในปีนี้ และ 5.7% ในปีหน้า
ด้าน Valuation ราคาหุ้นธนาคารปรับขึ้น 26% YTD จากสิ้นปี 2568 ใกล้เคียง SET Index ที่ปรับขึ้น 28% โดยกลุ่มธนาคารซื้อขายสูงขึ้น ปีนี้คาดที่ 0.95 P/BV และ 0.92 P/BV ในปีหน้า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี (2559-2568) ที่ 0.85 เท่า และสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ราว 0.9 เท่าในปี 2562 สะท้อนว่าราคาหุ้นส่วนหนึ่งสะท้อนปัจจัยบวกจากเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าคาด และกระแสเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้าตลาดหลักทรัพย์ไทย
“ทำให้มองว่าด้าน Valuation ของกลุ่มแบงก์ ไม่ได้อยู่ในระดับถูก แต่มองว่ายังมีความน่าสนใจลงทุนจาก 1) พื้นฐานที่แข็งแกร่ง 2) อัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูง และ 3) การคาดการณ์กำไรจะกลับมาเติบโต และ ROE ที่มีเสถียรภาพดีขึ้นในปี 2570”
นายธนเดชกล่าวด้วยว่า ในช่วงที่เหลือของปีนี้ บล.พาย เลือกหุ้น BBL และ KBANK เป็นหุ้นเด่น จาก Valuation ที่ยังไม่แพง และแนวโน้มกำไรที่จะกลับมาเติบโตในปีหน้า