เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ปฏิรูประบบราชการ: ลดความสูญเปล่า เพิ่มคุณค่าทุกบาทของงบประมาณ
News ปฏิรูประบบราชการ: ลดความสูญเปล่า เพิ่มคุณค่าทุกบาทของงบประมาณ
บิ๊กเนมขยับรับ PDP 2026 ลุยพลังงานสะอาด-ดาต้าเซ็นเตอร์
Economic บิ๊กเนมขยับรับ PDP 2026 ลุยพลังงานสะอาด-ดาต้าเซ็นเตอร์
ส.อ.ท. ดัน MiT สู่ Buy Thai เป้าหมายขาย 2 แสนล้าน
Economic ส.อ.ท. ดัน MiT สู่ Buy Thai เป้าหมายขาย 2 แสนล้าน
SNNP แจ้งไฟไหม้โกดัง-อาคารผลิต คาดไม่กระทบรายได้ มีสต๊อก 1 เดือน
Business SNNP แจ้งไฟไหม้โกดัง-อาคารผลิต คาดไม่กระทบรายได้ มีสต๊อก 1 เดือน
148 วาระค้าง กสทช. สภาผู้บริโภคจี้ปลดล็อก ห่วงกระทบเศรษฐกิจดิจิทัล
News 148 วาระค้าง กสทช. สภาผู้บริโภคจี้ปลดล็อก ห่วงกระทบเศรษฐกิจดิจิทัล
เปิดโปรเจ็กต์ “ดาต้าเซ็นเตอร์ บางนา” สร้างบนทำเลทอง ติด BTS อุดมสุข
Tech เปิดโปรเจ็กต์ “ดาต้าเซ็นเตอร์ บางนา” สร้างบนทำเลทอง ติด BTS อุดมสุข
มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
Finance มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
Finance ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
Uncategorized โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
ART ชี้ชะตาส่งออกไทย สรท. ชง 4 โจทย์รัฐยกระดับรับค้าโลก
Economic ART ชี้ชะตาส่งออกไทย สรท. ชง 4 โจทย์รัฐยกระดับรับค้าโลก
ดูทั้งหมด

ดัน พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ… รัฐต้อง “กล้า” เก็บเงินผู้ใช้น้ำ

12 ส.ค. 2561 | 19:28น.

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ทำวิจัย “การจัดสรรน้ำชลประทานให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศสูงสุด” จากความพยายามที่จะผ่าน ร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. … หลังจากที่ พ.ร.บ.การชลประทานหลวง 2485 ได้ถูกบังคับใช้มาถึง 76 ปี ในประเด็นถกเถียงกันเรื่องการจัดเก็บค่าน้ำ โดย นายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ TDRI กล่าวว่า

การใช้น้ำของภาคการเกษตรในปัจจุบันนั้น “ไม่มีการบริหารจัดการผู้ใช้น้ำอย่างเอาจริงเอาจัง” แม้ว่าไทยจะไม่มีตลาดซื้อขายน้ำเป็นอุตสาหกรรม เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้น้ำเป็นสมบัติสาธารณะ ดังนั้น น้ำเพื่อการเกษตร “จึงเป็นของฟรีและไม่มีราคา”

ผลที่ตามมาก็คือ ภาคการเกษตร ต้นน้ำมีการใช้น้ำอย่างฟุ่มเฟือยไม่เพียงพอถึงท้ายน้ำจนเกิดการแย่งน้ำหรือเกิดปัญหาจัดสรรน้ำทุกครั้ง แม้แต่การนำน้ำชลประทานไปผลิตเป็น “น้ำประปา” ผู้ใช้น้ำก็ไม่มีการจ่าย “ค่าน้ำดิบ” ตามมูลค่าต้นทุนของน้ำชลประทานที่มาผลิตน้ำประปา จึงทำให้น้ำจำนวนมากเสียในระบบ ส่วนน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภคเพื่อการท่องเที่ยวนั้นใช้น้ำไม่มาก แต่มีประสิทธิภาพด้านมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงลิ่ว

แต่เมื่อหันมองภาคการเกษตรมีการใช้น้ำมากถึง 80% หรือประมาณ 130,000 ลบ.ม. ของปริมาณทั้งประเทศ (ในเขตชลประทาน) แต่มูลค่าทางเศรษฐกิจยังไม่สอดคล้องกัน ถ้าสามารถโอนน้ำมาเพียง 2-3% เพื่อใช้นอกการเกษตร ขยายการบริการเขตน้ำประปาในเขตชุมชนที่ขาดแคลน นอกจากจะลดการสูบน้ำจากใต้ดิน ซึ่งทำให้เกิดปัญหาดินทรุดแล้ว ยังสามารถกักเก็บน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคในส่วนอื่น ๆ ได้อีกมาก

รื้อ พ.ร.บ.ชลประทานฯ 2485

น่าสนใจว่า ตาม พ.ร.บ.การชลประทานหลวง 2485 ที่ได้มีประกาศเขตชลประทานไว้ 7,500 เขตอย่างชัดเจนนั้น ปรากฏกรมชลประทานสามารถจัดเก็บค่าใช้น้ำได้เพียง 362 ราย มูลค่า 798 ล้านบาท จากสถิติย้อนหลัง 10 ปี บางปีน้อยลงและไม่เท่ากัน ทั้ง ๆ ที่กลุ่มนี้ใช้น้ำกว่า 1,596 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี แต่กฎหมายกำหนดให้จัดเก็บค่าชลประทานตามมาตรา 8 จากภาคเกษตรได้ไม่เกิน 5 บาท/ไร่/ปี ส่วนการประปาและอุตสาหกรรมเก็บค่าชลประทานได้ไม่เกิน 0.50 บาท/ลบ.ม.

ทว่าในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีการเก็บค่าชลประทานจากภาคการเกษตร หรือเรียกว่า “ใช้ฟรี” เนื่องจากรัฐบาลกังวลกับ “แรงต้าน” จากเกษตรกร หากจะมีการเก็บค่าน้ำ ส่วนการประปามีการจัดเก็บค่าใช้น้ำเพียง 0.50 บาท/ลูกบาศก์เมตร แต่กลับยังพบว่า ประปาบางแห่งไม่มีการจ่ายจริงหรือจ่ายไม่เต็มอีก เช่น การประปานครหลวงจ่ายค่าน้ำเฉพาะน้ำดิบจากเขื่อนแม่กลอง

เมื่อเฉลี่ยปริมาณน้ำทั้งหมดจะคิดเป็น 0.15 บาท/ลบ.ม. ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมีการเก็บค่าชลประทานที่ 0.50 บาท/ลบ.ม. “บางแห่งก็เก็บไม่ครบ” มีการสูบน้ำฟรีจำนวนมาก เพราะยังไม่ได้สำรวจจริงจัง ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นความหละหลวมของรัฐ ในมุมกลับกัน ผู้ใช้น้ำก็ไม่ตระหนักถึงคุณค่าของน้ำ ทั้งที่ในแต่ละปีรัฐบาลต้องลงทุนระบบชลประทานปีละกว่า 100,000 ล้านบาท เพื่อวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออุตสาหกรรมการเกษตรและรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

Advertisement

“เป็นไปได้หรือไม่ว่า พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำฉบับที่รัฐบาลกำลังผลักดันให้มีการจัดเก็บกลุ่มผู้ใช้น้ำ 3 ประเภทนั้น จะต้องเร่งให้เกิดให้เร็วขึ้น เพราะหากเก็บค่าน้ำมาพัฒนาแล้วมาลดความสูญเสียน้ำในระบบชลประทาน นอกจากจะทำให้น้ำต้นทุนเพิ่มไม่ต่ำกว่า 20-30% ของปริมาณน้ำจัดสรรแล้ว ยังช่วยให้ผู้ใช้น้ำเห็นคุณค่ามากขึ้น แต่ทว่าการที่จะเก็บเงินค่าน้ำจากเกษตรกรมักถูกต่อต้านอย่างรุนแรง โดยเฉพาะจากฝ่ายการเมือง แต่จะไม่ทำก็ไม่ได้เพราะอนาคตน้ำในประเทศอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้” นายนิพนธ์กล่าว

ยากถึงฝั่งฝัน

อย่างไรก็ตาม หากดูตัวเลขที่กรมชลประทานจะได้ประโยชน์เข้าระบบเศรษฐกิจตาม พ.ร.บ.การชลประทานหลวง 2485 แล้ว รัฐจะมีรายได้จากการใช้น้ำเกือบ 13,000 ล้านบาท/ปี

แต่หากมีการปรับโครงสร้างราคาจัดเก็บอย่างเข้มงวดและมีการจัดเก็บค่าน้ำโดยที่ทุกคนทุกกลุ่ม “ยอมจ่าย” ตามอัตราที่เหมาะสมของแต่ละกลุ่มผู้ใช้น้ำแล้วก็จะช่วย “ลด” ภาระของภาครัฐได้ไม่ต่ำกว่า 8,109-12,775 ล้านบาท/ปี แต่ปัจจุบันรัฐมีเพียงนโยบายการจัดการความต้องการใช้น้ำเพื่อต้องการลดการใช้น้ำกิจกรรมที่สิ้นเปลืองเท่านั้น

แต่เมื่อไม่มีมาตรการจูงใจ ทำให้คนใช้กันอย่างฟุ่มเฟือย แม้ราคาต้นทุนในการจัดสรรน้ำที่แท้จริงจะอยู่ที่1.25 บาท จากงานศึกษาวิจัยพบว่า หากขึ้นค่าน้ำแค่คนกรุงเทพฯเพียง 10% คาดว่าจะทำให้คนกรุงเทพฯลดการใช้น้ำลงได้ถึง 13-14% และจะสามารถนำน้ำที่เหลือนี้ไปใช้ในกิจกรรมอื่น ๆ ที่ต้องขยายตัวในพื้นที่ใกล้เคียง เช่น อุตสาหกรรม, S-curve, การท่องเที่ยวเมืองหลักเมืองรอง และเพื่อการขยายตัวเศรษฐกิจที่จะเติบโตในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่นิคมใกล้กรุงเทพมหานคร หรือเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีการดำเนินการอื่นหลายอย่างเพื่อผลักดัน พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำฉบับใหม่ให้มีผลบังคับใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การจัดแบ่งลุ่มน้ำใหม่” เพื่อให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ. ปรากฏยังไม่มีการดำเนินการไปถึงไหน และเต็มไปด้วยข้อกำจัดมากมาย ประกอบกับ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) ที่ตั้งขึ้นมาโดยคำสั่ง คสช.นั้น “ก็ยังเต็มไปด้วยข้อสงสัยว่าในระยะยาวจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่”

สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ รัฐบาลควรเร่งพิจารณายุบรวม หรือจัดแบ่งลุ่มน้ำใหม่ โดยลดคณะกรรมการลุ่มน้ำลง และสร้างความเข้มแข็งให้มากขึ้น

โดยเฉพาะกรณีลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่าน 22 จังหวัด ที่จะมีการกระจายอำนาจพร้อมถ่ายโอนอำนาจการจัดสรรน้ำบางส่วนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และกลุ่มผู้ใช้น้ำ เพื่อลดความขัดแย้ง แต่ทว่าทั้งหมดนี้ก็ยังอยู่ระหว่างการจัดทำประชาพิจารณ์ กำหนดกรอบกฎหมายลูก ทำให้ความหวังที่จะบังคับใช้ พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำฉบับใหม่ ดูจะเลือนรางออกไปอีก