ส่งออกโตกระจุกที่บริษัทต่างชาติ ธุรกิจไทยไม่ได้อานิสงส์-SMEs เจ๊ง
สัญญาณอันตรายโครงสร้างผลิต ส่งออก 5 เดือนพุ่ง 17% แต่อัตรากำลังการผลิตโรงงานไทยกลับชะลอตัว สะท้อนปัญหาธุรกิจไทยไม่ได้อานิสงส์ แบงก์ชาติเปิดข้อมูลส่งออกโตกระจุกในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติ 87 ราย เน้นนำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบและส่งออก สร้างมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจไทยต่ำ ผู้ว่าการฯ ธปท. ยอมรับธุรกิจเป็น K-shape เอสเอ็มอีลำบาก เครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวจริงทยอยทรุดตัว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศตัวเลขส่งออกเดือนพฤษภาคม 2569 โต 10.6% นับเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 23 และช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ส่งออกมาขยายตัวถึง 17% อย่างไรก็ดีกลับพบว่าอัตราการใช้กำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรมเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ระดับ 60.4% ล่าสุดพฤษภาคมอยู่ที่ 59.6% สะท้อนว่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้นไปได้ส่งผลต่ออัตราการผลิตของโรงงานต่าง ๆ โดยกำลังการผลิตยังทรง ๆ ทรุด อยู่ที่ระดับ 59-60% และมีอัตรากำลังการผลิตว่างถึง 40% ซึ่งหมายถึงการจ้างงานและรายได้ของภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่ยังคงเปราะบาง
ส่งออกโต-โรงงานไทยไม่ได้อานิสงส์
นอกจากนี้รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจในเดือนมิถุนายน 2569 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า การส่งออกขยายตัวสูงจากวัฏจักรเทคโนโลยีและ AI รวมทั้งการขยายฐานการผลิตในไทย สอดคล้องกับการลงทุนภาคเอกชนที่มีแนวโน้มขยายตัว จากการขยายฐานการผลิตและการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยี และดาต้าเซ็นเตอร์
อย่างไรก็ดีจะพบข้อมูลว่าการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้ส่งออกรายใหญ่ไม่กี่ราย และส่วนใหญ่เป็นผู้ส่งออกที่เป็นบริษัทต่างชาติ โดยผู้ส่งออกรายใหญ่ 105 ราย (เป็นบริษัทต่างชาติ 87 ราย) คุมมูลค่าการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีถึง 85% ของมูลค่าส่งออกเทคโนโลยีทั้งหมด
ขณะเดียวกันยังพบว่าแนวโน้มของผู้ส่งออกกลุ่มนี้มีสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนนำเข้าเพิ่มขึ้นจากปี 2561 อยู่ที่ 48% ล่าสุดในปี 2569 (ม.ค.-เม.ย.) สัดส่วนชิ้นส่วนนำเข้าสูงถึง 70% สะท้อนว่าการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) อยู่ที่เพียง 30% หมายถึงว่ามูลค่าเพิ่มหรือผลต่อเศรษฐกิจไทยต่ำมาก
ธปท.ชี้ส่งออกโตกระจุก
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท. คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะเติบโตได้ 2.3% ไม่ได้ดีแต่ก็ไม่แย่ ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยที่โตต่ำเพราะมีปัญหาเชิงโครงสร้างมากมาย ทำให้เมื่อความเสี่ยงที่เกิดเร็วและบ่อยขึ้นเศรษฐกิจไทยจะเผชิญภาวะช็อกทุกครั้ง
ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ประเทศไทยกำลังเผชิญมีทั้ง Productivity (ผลิตภาพ) ต่ำมาก เพราะไม่ได้ลงทุนมานานต่อเนื่องหลายปี ขณะที่ขีดความสามารถในการแข่งขันขายของก็ลดลง เพราะไม่ได้มีอุตสาหกรรมที่แข็งแรงเหมือนเดิม ด้านกำลังแรงงานก็มีปัญหาสังคมสูงวัย คนหายไปจากระบบ รวมทั้งปัญหาความเหลื่อมล้ำ
“คนจนก็จนมาก คนรวยก็รวยมาก ธุรกิจเป็น K-shape เอสเอ็มอีก็พังเลย เข้าไม่ถึงเงินทุน รายใหญ่ก็เข้าถึงเงินทุนมากเกินควร และถูกเกินควร เป็นปัญหาเรื่องการจัดสรรทรัพยากรผ่านสถาบันการเงิน ที่ไปแย่งการจัดสรรกันให้กลุ่มใหญ่ ในปริมาณสูง ด้วยต้นทุนที่ต่ำเกินจริง ก็เลยเกิดกิจกรรมที่ได้เปรียบเอสเอ็มอี”
การส่งออกที่เติบโตสูงแต่มีความกระจุกตัว โดย ธปท.ประเมินว่าปีนี้ส่งออกจะโตถึง 14% หลังจากเดือนล่าสุดโต 19% เนื่องจากมีการลงทุนด้าน AI สูง การส่งออกที่โตขับเคลื่อนหลักมาจากผู้ส่งออกสินค้าด้านเทคโนโลยี แต่เกือบทั้งหมดออกมาจากบริษัทใหญ่ประมาณ 105 บริษัท (คิดเป็น 1% ของบริษัทผู้ส่งออกเทคโนโลยีมูลค่า 85%) ซึ่งในจำนวนนี้มี 87 รายเป็นบริษัทต่างชาติ
ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวเพิ่มเติมว่า ยุคนี้จำเป็นต้องใช้เครื่องมือ “ดอกเบี้ยนโยบาย” ที่ให้ความสำคัญกับการประคับประคองเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น โดยใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น และผสมผสานกับเครื่องมือใหม่ที่เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะจุด

3 เหตุผลดัชนีผลผลิตไม่ขยับ
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ระบุว่า แม้ตัวเลขส่งออกไทยครึ่งปีแรกมีแนวโน้มโตกว่า 20% โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ แต่เศรษฐกิจไทยโตแค่ 2% กว่า ๆ แต่มีข้อสังเกตว่า “ส่งออกพุ่ง” แต่ “ดัชนีผลผลิต” ไม่ขยับ จากปกติเมื่อส่งออกโตโรงงานต้องเดินเครื่องผลิตสินค้าเพิ่มมากขึ้น แต่รอบนี้แปลกมาก เพราะดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมรวม (Overall MPI) แทบจะเป็นเส้นตรงอยู่แถวระดับ 100 มาตลอด 2 ปีเต็ม ไม่ได้กระเตื้องขึ้นตามตัวเลขส่งออก
โดย 3 เหตุผลที่ทำให้ส่งออกโต แต่ประเทศไทยได้ประโยชน์ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย 1.กลุ่มสินค้าที่ได้รับอานิสงส์จากกระแส AI โดยกลุ่มนี้มีน้ำหนักในการคิดมูลค่าเพิ่มของภาคการผลิตไทยแค่ 3.3% เท่านั้น โดยมูลค่าเพิ่มและการจ้างงานถึงคนไทยน้อยมาก จึงส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยไม่มาก อีกประเด็นสำคัญคือ ตัวเลขส่งออกเป็นการนับ “สินค้าที่ออกจากด่านศุลกากรไทย” แต่ไม่ได้บอกว่าของชิ้นนั้นเกิดขึ้นในโรงงานไทยจริง ในยุคสงครามการค้าสหรัฐ-จีน มีข้อน่าสงสัยว่าสินค้าบางส่วนอาจวิ่งอ้อมมา “ผ่านทาง” ที่ไทยเพื่อเลี่ยงภาษีสหรัฐ (Transshipment) ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็เท่ากับของแค่ผ่านด่าน แต่โรงงานไทยแทบไม่ได้เดินเครื่อง
ประเด็นสุดท้ายคือ ระหว่างที่สงครามภาษียังฝุ่นตลบและกำแพงภาษียังตั้งไม่เสร็จ ทุกฝ่ายต่างมีแรงจูงใจให้ “รีบส่งตอนนี้” ก่อนที่ประตูจะปิด ฝั่งสหรัฐเร่งสั่งของมาตุน ฝั่งผู้ผลิตก็เร่งดันของออก เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของตัวเลขส่งออกสวย ๆ ในวันนี้ จึงเป็นการยืมดีมานด์จากอนาคตมาใช้
เครื่องยนต์ตัวจริง “ทรุดตัว”
ดร.พิพัฒน์ระบุว่า ขณะที่อุตสาหกรรมที่มีน้ำหนักต่อเศรษฐกิจไทย และจ้างแรงงานคนไทยจำนวนมากยังอยู่ในภาวะทรุดตัว เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ ถือเป็นอุตสาหกรรมใหญ่กว่า 10% ของมูลค่าเพิ่มในภาคการผลิต ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมดิ่งลงเหลือราว ๆ อยู่ที่ 85 (2024 = 100) ถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่น่ากังวล แม้จะมีสัญญาณดีขึ้นบ้าง ขณะที่กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม, เครื่องใช้ไฟฟ้า, เคมีภัณฑ์และพลาสติก แม้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมจะยังยืนเหนือเส้น 100 ได้ แต่ก็ไม่ได้แรงพอจะฉุดภาพรวมอุตสาหกรรมให้พุ่งทะยานได้
“สัญญาณเตือนว่าบุญเก่าจากโครงสร้างอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยพึ่งพามา 30-40 ปีกำลังหมดอายุ ขณะที่เครื่องยนต์หลักทยอยเสียแรง เศรษฐกิจไทยก็คงโตได้เท่านี้ ยุทธศาสตร์ 2 เรื่องที่ต้องเร่งทำคือ เร่งยกเครื่องและเปลี่ยนผ่านของเดิม และสร้างเครื่องยนต์ใหม่ โดยดึงการลงทุนที่มีมูลค่าสูงให้ลงหลักปักฐานในไทยจริง ๆ เช่น ยกระดับภาคเกษตรไปสู่ Food Tech หรือภาคบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และที่สำคัญไม่ใช่แค่ตัวเลข FDI สวย ๆ แต่ต้องผูกเงื่อนไขให้มูลค่าเพิ่มตกในประเทศให้ได้ ทั้งการบังคับใช้ซัพพลายเออร์ในไทย การถ่ายทอดทักษะเทคโนโลยี และการตั้งศูนย์ R&D ในประเทศ”
“พึ่งนำเข้า-ต้นทุนพุ่ง” ฉุดรายได้
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญการฟื้นตัวแบบไม่ทั่วถึง ที่เรียกว่า K-Shape แม้ว่าการส่งออกในช่วง 4 เดือนแรกของปีจะเติบโต 18.9% และสินค้าเทคโนโลยีเติบโตสูงถึง 48.4% แต่ผลบวกยังส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจจริงได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากสินค้าเทคโนโลยีจำนวนมากยังพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าสูง ขณะที่ผู้ประกอบการหลายอุตสาหกรรมยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่อยู่ในระดับสูง กำลังซื้อที่ชะลอตัว การแข่งขันจากสินค้านำเข้า รวมถึงความไม่แน่นอนจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐ หลัง USTR เสนอเก็บภาษีไทยภายใต้มาตรา 301
อย่างไรก็ดีในจังหวะนี้อุตสาหกรรมไทยควรมองให้เป็นโอกาส เพราะถือว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางลดความรุนแรงลง แม้จะยังไม่มาก ส่วนอุตสาหกรรมที่ยังมองว่าเป็นโอกาส คือ อุตสาหกรรมไฟฟ้าและเครื่องปรับอากาศ อาหารและเครื่องดื่ม ปูนซีเมนต์ เหล็ก อะลูมิเนียม ซึ่งมาจากความต้องการในตลาดต่างประเทศ และอุปสงค์บางส่วนภายในประเทศที่ยังขยายตัวได้
ด้าน นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 101.18 หดตัว 0.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 59.64% สาเหตุหลักมาจากอุตสาหกรรมยานยนต์ที่หดตัว 8.68% จากตลาดในประเทศและตลาดส่งออกที่ชะลอตัว ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น กดดันกำลังซื้อของภาคครัวเรือน รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังกดดันต้นทุนการผลิต
ยกระดับสกัด “สวมสิทธิ์ส่งออก”
รายงานข่าวจากกรมการค้าต่างประเทศ ระบุว่า กรมการค้าต่างประเทศเดินหน้ายกระดับมาตรการป้องกันการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้าไทย เพื่อป้องกันการใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการทางการค้า โดยช่วง ต.ค. 68-มิ.ย. 69 ได้ร่วมกับกรมศุลกากรตรวจยึดสินค้าที่กระทำผิดกฎหมาย มูลค่ารวม 680 ล้านบาท
โดยเป็นสินค้าสวมสิทธิ 442.72 ล้านบาท ขณะเดียวกันได้ร่วมกับสำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐ (US CBP) เพิ่มรายการสินค้าเฝ้าระวังจากเดิม 49 รายการ ครอบคลุม 194 พิกัดศุลกากร เพิ่มเป็น 67 รายการ 274 พิกัดศุลกากร มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าที่มีความเสี่ยงต่อการสวมสิทธิถิ่นกำเนิด
พร้อมยกระดับระบบ ROVERS Plus สำหรับตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าแบบไร้กระดาษก่อนออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form C/O) โดยในช่วง 5 เดือนแรกปีนี้มีมูลค่าการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าไปสหรัฐรวม 3,485.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 25.08% พร้อมเตรียมนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาใช้ตรวจจับความผิดปกติ และเพิ่มการตรวจสอบย้อนหลังภายหลังการออกหนังสือรับรอง
สำหรับผู้ประกอบการที่ตรวจพบการกระทำผิด จะถูกเพิกถอนหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าขึ้นบัญชี Blacklist หรือ Watchlist และพิจารณาเพิ่มบทลงโทษ