เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
นายกฯ จี้สางคดีโกงสอบท้องถิ่น รุกที่ดิน – นอมินีทุนต่างชาติ
Politics นายกฯ จี้สางคดีโกงสอบท้องถิ่น รุกที่ดิน – นอมินีทุนต่างชาติ
ยูอาร์ซี เปิดเกมรุกครึ่งปีหลัง ส่ง ‘ชิกกี้’ ปั้นยอดขาย 100 ล้าน
Biz Movement ยูอาร์ซี เปิดเกมรุกครึ่งปีหลัง ส่ง ‘ชิกกี้’ ปั้นยอดขาย 100 ล้าน
กทม. เปิด Traffy Fondue แจ้งสถานประกอบการไม่ปลอดภัย ผนึกตำรวจลุยตรวจ 1,000 ร้านทั่วกรุง
News กทม. เปิด Traffy Fondue แจ้งสถานประกอบการไม่ปลอดภัย ผนึกตำรวจลุยตรวจ 1,000 ร้านทั่วกรุง
อ้วยอันโอสถ จับมือ ZUS Coffee เปลี่ยนภาพจำยาดม สู่ไอเท็มคนรุ่นใหม่
Biz Movement อ้วยอันโอสถ จับมือ ZUS Coffee เปลี่ยนภาพจำยาดม สู่ไอเท็มคนรุ่นใหม่
บางจากส่งมอบ SAF ผลิตในไทยครั้งแรกให้การบินไทย เปิดเที่ยวกรุงเทพฯ–สิงคโปร์
Business บางจากส่งมอบ SAF ผลิตในไทยครั้งแรกให้การบินไทย เปิดเที่ยวกรุงเทพฯ–สิงคโปร์
มช. จับมือ อว.-MTEC เปิด 2 นวัตกรรมเด่น “ชุดตรวจไผ่โบรอน AI – เลี้ยงปลาระบบ RAS” หนุนเชิงพาณิชย์
SD มช. จับมือ อว.-MTEC เปิด 2 นวัตกรรมเด่น “ชุดตรวจไผ่โบรอน AI – เลี้ยงปลาระบบ RAS” หนุนเชิงพาณิชย์
กรุงไทย-แอกซ่า ปั้นแคมเปญรับสังคมสูงวัย สร้างการรับรู้ Age Inclusion
Biz Movement กรุงไทย-แอกซ่า ปั้นแคมเปญรับสังคมสูงวัย สร้างการรับรู้ Age Inclusion
TrueID เปิดตัว ‘ตาตั้ง’ มินิแอปละครแนวตั้ง ลูกค้าทรู-ดีแทคจ่ายแค่ 39 บาทต่อเดือน
Tech TrueID เปิดตัว ‘ตาตั้ง’ มินิแอปละครแนวตั้ง ลูกค้าทรู-ดีแทคจ่ายแค่ 39 บาทต่อเดือน
สหรัฐคว่ำ Data Center ระดับไฮเปอร์สเกล
World สหรัฐคว่ำ Data Center ระดับไฮเปอร์สเกล
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชี้หุ้นไทยมีโอกาสไปต่อ ต้องสร้าง Action ดึงดูดฟันด์โฟลว์ต่างชาติต่อเนื่อง
Finance ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชี้หุ้นไทยมีโอกาสไปต่อ ต้องสร้าง Action ดึงดูดฟันด์โฟลว์ต่างชาติต่อเนื่อง
ดูทั้งหมด

กลุ่มสายแข็งอิหร่าน คือใคร ทำไมจึงสำคัญในสงครามสหรัฐ-อิสราเอล

16 ก.ค. 2569 | 16:33น.
รถยนต์ที่บรรทุกโลงศพของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดอิหร่าน และสมาชิกในครอบครัว กำลังเคลื่อนผ่านฝูงชนที่มาเฝ้าดูขบวนแห่ศพ ในกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2026 ภาพ REUTERS/Alkis Konstantinidis ทั้งนี้ สื่อต่างประเทศในอิหร่านดำเนินตามกฎของทางการในการเผยแพร่


ท่ามกลางความพยายามทางการทูตเพื่อยุติสงคราม กลุ่มสายแข็งสุดขั้วหรืออนุรักษนิยมสุดโต่งของอิหร่านต้องการสู้รบกับอเมริกาต่อไป คนกลุ่มน้อยนี้ส่งเสียงปฏิเสธการประนีประนอมทุกรูปแบบ

การเมืองภายในอิหร่านถูกแทรกแซงโดยกลุ่มสายแข็ง ซึ่งใช้กระแสสังคมที่กำลังโศกเศร้าและหวาดกลัวเรื่องความมั่นคง มาสร้างแรงกดดันให้คนในประเทศห้ามพูดเรื่องการเจรจาหรือการประนีประนอมกับต่างชาติ โดยตราหน้าว่าใครที่ยอมประนีประนอมคือ “ผู้ทรยศ” หรือ “ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง” เพื่อบีบให้รัฐบาลอิหร่านต้องใช้ไม้แข็งเท่านั้น

ธงสีแดงที่ปรากฏโดดเด่น สัญลักษณ์ของการล้างแค้นของชาวมุสลิมนิกายชีอะห์ ท่ามกลางคลื่นฝูงชนจำนวนมหาศาลที่มาร่วมพิธีศพตลอดสัปดาห์ของอดีตผู้นำสูงสุดอิหร่านถูกมองว่าเป็นการแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนแบบไม่ต้องตีความว่า ประเทศอิหร่านควรจะทำสงครามกับสหรัฐต่อไป

ชนวนเหตุจากการปะทะทางทหาร ความตึงเครียดพุ่งสูงขึ้นเมื่อสหรัฐและอิหร่านเปิดฉากโจมตีทางทหารใส่กันอีกครั้งตั้งแต่ 7 กรกฎาคม สาเหตุหลักมาจากความขัดแย้งเรื่อง “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยทั้งสองฝ่ายยังตกลงกันไม่ได้ว่าอิหร่านมีสิทธิ์ควบคุมเส้นทางนี้มากน้อยแค่ไหน

“พวกกลุ่มอนุรักษนิยมสุดโต่งกำลังพยายามใช้บรรยากาศแห่งความโศกเศร้า ความไม่มั่นคงภายในชาติ และการต่อต้านการเจรจา มาบีบขอบเขตของการถกเถียงทางการเมืองที่ยอมรับได้ให้แคบลง และพยายามสะท้อนภาพว่าการประนีประนอมนั้น เป็นทั้งความเสี่ยงในเชิงยุทธศาสตร์และเป็นสิ่งที่ไม่ชอบธรรมในทางศีลธรรม” ซาอิด กอลการ์ (Saeid Golkar) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเทนเนสซีแห่งแชตตานูกา (University of Tennessee at Chattanooga) ผู้ศึกษาเกี่ยวกับกองกำลังความมั่นคงของอิหร่านกล่าว

ตามปกติแล้วกลุ่มอนุรักษนิยมสุดโต่งมักถูกนิยามว่าเป็นกลุ่มชนชั้นนำอิหร่านที่ปกป้องหลักการศาสนาของการปฏิวัติอิสลามปี 1979 คัดค้านการเปิดกว้างทางสังคมและการทูตกับชาติตะวันตก แต่ในความเป็นจริง จุดยืนของพวกเขามีความหลากหลายมากกว่านั้น โดยเป็นการรวมตัวกันอย่างหลวม ๆ ของกลุ่มฐานเสียงหลายกลุ่ม เช่น พรรคแนวร่วมเพย์ดารี (Paydari Front) ในรัฐสภา บางส่วนของกองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) รวมถึงกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงกับกองทัพนี้

กลุ่มอนุรักษนิยมสุดโต่งยังรวมถึงเครือข่ายผู้นำสวดวันศุกร์ที่รัฐบาลแต่งตั้ง ฝ่ายตุลาการ และกลุ่มการเมืองรอบตัวซาอีด จาลีลี (Saeed Jalili) อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด

โดยกลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้ มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ชัดเจนควบคู่ไปกับอุดมการณ์ปฏิวัติ เช่น เครือข่ายธุรกิจของกองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ที่มีบทบาทสำคัญในเส้นทางลักลอบขนส่งสินค้า การเก็งกำไรค่าเงิน และเครือข่ายการค้านอกระบบ ซึ่งเติบโตอย่างมหาศาลในช่วงที่อิหร่านถูกตัดขาดจากระบบการเงินโลก

สนามรบ VS การทูต

การล่มสลายของข้อตกลงหยุดยิงส่งผลกระทบต่อบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ซึ่งเป็นแผนแม่บทที่ใช้อ้างอิงในการเจรจาสันติภาพในอนาคต รวมถึงเรื่องชะตากรรมของโครงการนิวเคลียร์อิหร่านด้วย

การสู้รบที่ปะทุขึ้นใหม่นี้ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความแตกแยกที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับความคุ้มค่าของการเจรจา ซึ่งเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างเห็นได้ชัดในอิหร่านนับตั้งแต่การเจรจาเริ่มต้นขึ้น

“มีความตึงเครียดระหว่างฝ่ายที่ให้ความสำคัญกับ ‘สนามรบ’ เป็นหลัก กับฝ่ายที่ให้ความสำคัญกับ ‘การ ทูต’ ” อาลี ฟาธอลเลาะห์-เนจาด (Ali Fathollah-Nejad) ผู้อำนวยการศูนย์ตะวันออกกลางและระเบียบโลก ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองในกรุงเบอร์ลินกล่าว โดยเขาระบุว่า ฝ่ายที่เคลือบแคลงสงสัยในการทูตเชื่อว่า โครงการนิวเคลียร์ ขีปนาวุธนำวิถี และกองกำลังตัวแทนของอิหร่านทั่วตะวันออกกลางนั้น คือ “เสาหลักที่ขาดไม่ได้สำหรับการอยู่รอดของระบอบปกครอง การป้องปรามศัตรู และการขยายอิทธิพล ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่จะมาเจรจาต่อรองกันไม่ได้

ในภาพรวม เป็นที่เชื่อกันว่าการอสัญกรรมของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Khamenei) ผู้นำสูงสุด ในช่วงเริ่มต้นของสงคราม ช่วยเพิ่มอำนาจให้แก่กองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ในการบริหารประเทศ นอกจากนี้ การที่บุตรชายและผู้สืบทอดอำนาจไม่ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณะ ยิ่งมีส่วนทำให้บรรยากาศของความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้น

“บรรยากาศทางการเมืองในขณะนี้มีความผันผวนและไม่นิ่งเอาเสียเลย เราไม่รู้แน่ชัดด้วยซ้ำว่าใครเป็นผู้กุมอำนาจบริหารระบอบปกครองนี้อยู่” นายกอลการ์ กล่าว “ระบบกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลง พวกเขาจำเป็นต้องใช้เวลาในการจัดสรรและรวมอำนาจให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง

โดยทั่วไปแล้วกลุ่มอนุรักษนิยมสุดโต่งถูกมองว่าเป็นพวกที่ส่งเสียงดังมากกว่าจะมีอิทธิพลจริง และในกลุ่มพวกเขาก็มีผู้สนับสนุนการเจรจาอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อเปิดโอกาสให้อิหร่านได้ฟื้นฟูเศรษฐกิจที่พังทลาย อิหร่านเคยผ่านเส้นทางแบบนี้มาก่อนแล้ว ความตึงเครียดในลักษณะคล้ายกันนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในตอนที่รัฐบาลโอบามาและประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ ร่วมกันเจรจาข้อตกลงควบคุมโครงการนิวเคลียร์อิหร่านครั้งประวัติศาสตร์ (JCPOA) ซึ่งมีการลงนามกันไปเมื่อปี 2015

ในตอนนั้น ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มการเมืองเป็นการต่อสู้กันระหว่างฝ่ายปฏิรูปที่ต้องการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศและเน้นการทูตปฏิบัตินิยม (Pragmatic diplomacy) กับ ฝ่ายอนุรักษนิยม ที่มุ่งมั่นจะขับไล่สหรัฐออกไปจากภูมิภาค แต่แล้วในปี 2018 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์นำสหรัฐถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับนั้น ส่งผลให้ฝ่ายปฏิรูปถูกรุมประณามอย่างหนักว่าโดนรัฐบาลสหรัฐหลอกให้ยอมจำกัดโครงการนิวเคลียร์ และเหตุการณ์นี้เองกลายเป็นการปูทางให้ฝ่ายอนุรักษนิยมสุดโต่งสามารถเข้ารวบรวมและยึดกุมอำนาจในการบริหารประเทศได้อย่างเบ็ดเสร็จ

“ชนชั้นนำที่เป็นผู้กุมอำนาจปกครองยังคงถูกครอบงำโดยกลุ่มอนุรักษนิยมสุดโต่งในเฉดต่าง ๆ” นายฟาธอลเลาะห์-เนจาด กล่าว

จุดที่กลุ่มอนุรักษนิยมสุดโต่งอิหร่านมีความเห็นพ้องต้องกันมากที่สุดคือ เรื่องนิวเคลียร์ โดยเชื่อมั่นว่าอิหร่านควรพัฒนาศักยภาพนิวเคลียร์ขึ้นมาเพื่อใช้ป้องปรามศัตรู และมีจุดยืนดั้งเดิมคือคัดค้านการเจรจาโดยตรงกับรัฐบาลสหรัฐ

แม้ว่าจะไม่มีฝ่ายใดเลยที่ยอมอดทนอดกลั้นต่อความเห็นต่างภายในประเทศ แต่กลุ่มหนึ่งที่ได้นิยามตัวเองว่าเป็น ‘ฝ่ายปฏิบัตินิยม’ โต้แย้งว่าการจะอยู่รอดได้นั้น จำเป็นต้องยุติความเป็นศัตรูกับสหรัฐและเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นเสียงข้างน้อยในหมู่กลุ่มอนุรักษนิยมสุดโต่ง ปฏิเสธการยอมอ่อนข้อใด ๆ ให้แก่รัฐบาลสหรัฐ รวมถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน และเชื่อว่าอิหร่านจะสามารถมีชัยได้ด้วยการทำให้สงครามยืดเยื้อออกไป

ตามที่ปี 2015 อิหร่านลงนามในข้อตกลงนิวเคลียร์ร่วมกับสหรัฐและชาติมหาอำนาจอื่น ๆ ของโลก ซึ่งภายใต้ข้อตกลงนี้ อิหร่านยอมจำกัดโครงการนิวเคลียร์เพื่อแลกกับการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร

แต่ต่อมา สภาผู้พิทักษ์ของอิหร่าน (Guardian Council) ซึ่งเป็นองค์กรทางกฎหมายและศาสนาที่มีสมาชิกเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ 12 คน ทำหน้าที่ตรวจสอบกฎหมายทุกฉบับในประเทศ คัดค้านการให้สัตยาบันอนุสัญญา 2 ฉบับของคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงิน (Financial Action Task Force : FATF) ซึ่งเป็นหน่วยงานต่อต้านการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย เนื่องจากมองว่าการปฏิบัติตามกฎสากลเพื่อหยุดยั้งการฟอกเงินและการสนับสนุนทุนก่อการร้ายนั้น จะทำให้อิทธิพลในภูมิภาคของอิหร่านอ่อนแอลง

การเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้ธนาคารระหว่างประเทศต่าง ๆ ยังคงปฏิเสธที่จะทำธุรกรรมการเงินให้แก่อิหร่าน แม้ว่าจะมีการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรไปแล้วก็ตาม ซึ่งเป็นการตัดโอกาสไม่ให้อิหร่านได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของข้อตกลงนิวเคลียร์ตามที่ฮัสซัน รูฮานี (Hassan Rouhani) ประธานาธิบดีสายปฏิบัตินิยมในขณะนั้นเคยสัญญาเอาไว้

บรรดานักวิเคราะห์ระบุว่า การก้าวขึ้นมามีบทบาทนำของกองทัพลดทอนอิทธิพลของกลุ่มการเมืองต่าง ๆ ลง เนื่องจากในปัจจุบัน หน่วยงานหรือกลุ่มผู้มีอำนาจด้านความมั่นคงกลายมาเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก

ในเวลานี้ หน่วยงานความมั่นคงกลับหันมาสนับสนุนการเจรจาสันติภาพกับสหรัฐ โดยโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ (Mohammad Bagher Ghalibaf) ประธานรัฐสภาและหัวหน้าคณะผู้เจรจา ซึ่งเป็นอดีตผู้บัญชาการกองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) และผู้ที่เคยวิพากษ์วิจารณ์การเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 อย่างดุเดือด

แม้ว่าการที่กองทัพเข้ามาควบคุมรัฐบาลอย่างกว้างขวางจะช่วยจำกัดการเล่นเกมการเมืองของกลุ่มการเมืองต่าง ๆ ต่อการกำหนดนโยบายลงได้ แต่กลุ่มผู้นำก็ยังคงต้องคำนึงถึงมุมมองของฐานเสียงของกลุ่มอนุรักษนิยมสุดโต่งด้วยเช่นกัน โดยทั่วไปแล้ว คาดการณ์ว่าผู้สนับสนุนระบอบปกครองสายเหยี่ยวมีจำนวนไม่เกินร้อยละ 20 จากประชากรทั้งหมด 93 ล้านคน และเป็นกลุ่มหลักในหมู่ผู้ร่วมพิธีไว้อาลัยตลอดสัปดาห์อย่างแน่นอน

ภาพ Majid Asgaripour/WANA (West Asia News Agency) via REUTERS

อยาตอลเลาะห์ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำสูงสุดต่อจากบิดา เข้าร่วมกระแสเรียกร้องให้มีการล้างแค้นด้วยเช่นกัน โดยเขาได้ระบุในแถลงการณ์ที่หาได้ยากซึ่งประกาศว่า “เราให้คำมั่นว่าจะล้างแค้นให้แก่โลหิตอันบริสุทธิ์ของท่าน และโลหิตของบรรดาผู้พลีชีพทุกคนในสงครามทั้งสองครั้งนี้ จากน้ำมือของฆาตกรที่ก่ออาชญากรรมและน่าอัปยศอดสู พร้อมทั้งกล่าวเสริมว่า “การล้างแค้นครั้งนี้คือความต้องการของคนในชาติของเรา และมันจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน”

คาเมเนอีคนลูกไม่ได้เข้าร่วมพิธีศพของบิดา และไม่มีใครเห็นเขาปรากฏตัวต่อสาธารณชนเลย นับตั้งแต่มีรายงานว่าเขาได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการโจมตีอิหร่านระลอกแรกเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ก่อนหน้านี้เขาเคยออกแถลงการณ์ที่มีความคลุมเครือ โดยแสดงความเห็นพ้องกับบันทึกความเข้าใจ (MOU) แต่กลับไม่เห็นด้วยกับการลงนามในเอกสารดังกล่าวเนื่องจากเหตุผลทางหลักการ

ความคลุมเครือดังกล่าวเปิดช่องให้กลุ่มสุดโต่งพยายามเข้ามาแทรกแซงและมีอิทธิพลต่อนโยบาย ซึ่งนำไปสู่ความพยายามร่วมกันจนปรากฏเป็นธงสีแดงโดดเด่นในพิธีศพ ทุกผืนปักข้อความภาษาอาหรับที่มีความหมายว่า “โอ้ การล้างแค้นเพื่อฮุสเซน” ซึ่งมีที่มาจากการเสียชีวิตของอิหม่ามฮุสเซนในปี ค.ศ. 680 ด้วยน้ำมือของทรราช ถือเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญยิ่งของชาวชีอะห์ในการล้างแค้นให้แก่โลหิตของผู้บริสุทธิ์และการต่อต้านระบอบทรราช

“กลุ่มอนุรักษนิยมสุดโต่งเชื่อว่า อิหร่านควรข่มขู่ศัตรูอย่างชัดเจนว่าจะลงมือล้างแค้นเป็นการส่วนตัวให้กับการลอบสังหารผู้นำและเจ้าหน้าที่ระดับสูง ซึ่งไม่ใช่เพียงเพื่อใช้เป็นกลยุทธ์ในการต่อรองเท่านั้น แต่ยังเป็นวิธีการป้องปรามไม่ให้เกิดการโจมตีขึ้นอีกในอนาคตด้วย” โมฮัมหมัด ทาบาร์ (Mohammad Tabaar) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเท็กซัส แอนด์ เอ็ม (Texas A&M University) ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองอิหร่านกล่าวและระบุอีกว่า ตอนนี้เราเริ่มเห็นแนวคิดนี้ค่อย ๆ ถูกนำมาใช้โดยกลุ่มผู้นำแล้ว สะท้อนให้เห็นจากการใช้สัญลักษณ์สีแดงอย่างโดดเด่นในระหว่างพิธีศพของคาเมเนอี

ฮุสเซน ชารีอัตมาดารี (Hossein Shariatmadari) บรรณาธิการผู้ทรงอิทธิพลของหนังสือพิมพ์เคย์ฮาน (Kayhan) หนังสือพิมพ์รายวันเผยแพร่เป็นภาษาเปอร์เซีย ซึ่งบทความของเขามักสะท้อนแนวคิดแบบอนุรักษนิยมสุดโต่งได้ตั้งคำถามว่า เหตุใดคณะผู้เจรจาถึงยอมผ่อนปรนให้เรือขนส่งสินค้าใด ๆ ก็ตามเดินทางผ่านช่องแคบไปได้

“พวกคุณก็รู้ดีแก่ใจไม่ใช่หรือ” เขาเขียนระบุ “ว่าการเปิดช่องแคบฮอร์มุซนั้น เท่ากับการปลดอาวุธของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านต่อหน้าการโจมตีศัตรู?!”

อย่างไรก็ดี บรรดานักวิเคราะห์ระบุว่า ในท้ายที่สุดแล้วรัฐบาลอาจยอมละทิ้งอุดมการณ์ต่อต้านอเมริกา หากผลประโยชน์ที่ได้รับนั้นคุ้มค่าพอ

“ถ้าพวกเขามองเห็นข้อตกลงที่เป็นประโยชน์และมีความน่าเชื่อถือในแง่ที่ว่าสหรัฐจะปฏิบัติตามข้อตกลงในส่วนของตน พวกเขาก็พร้อมจะอ้าแขนรับมันอย่างแน่นอน เพราะจะช่วยขยายฐานเสียง” นายทาบาร์ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเท็กซัส แอนด์ เอ็ม กล่าว และระบุว่า สามารถดึงดูดใจชาวอิหร่านจำนวนมากที่ต้องการมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับสหรัฐได้

คำถามในตอนนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่ว่ากลุ่มอนุรักษนิยมสุดโต่งจะขัดขวางการทูตได้สำเร็จหรือไม่ แต่เป็นเรื่องที่ว่าขั้วอำนาจใดบ้างที่ได้ข้อสรุปแล้วว่า การขัดขวางนั้นมีราคาที่ต้องจ่ายแพงกว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับ

อย่างไรก็ดี ความคลางแคลงใจอย่างรุนแรงยังคงมีอยู่ว่าสหรัฐจะปฏิบัติตามข้อตกลงหรือไม่ บรรดานักวิเคราะห์ระบุว่า เมื่อพิจารณาจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา จึงเกิดความระแวงเป็นวงกว้างว่าทรัมป์อาจจะกลับคำในท้ายที่สุด แม้ว่าเขาจะต้องการข้อตกลงเพื่อช่วยลดราคาน้ำมันก็ตาม

เอสมาอิล บาเฆอี (Esmail Baghaei) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ถูกตั้งคำถามว่า เหตุใดคณะผู้แทนอิหร่านจึงปฏิเสธที่จะจับมือต่อหน้าสาธารณชนกับคู่เจรจาฝ่ายสหรัฐฯ ซึ่งเขาได้หยิบยกบทกวีของรูมี (Rumi) มาตอบว่า เนื่องจากมีปีศาจในร่างมนุษย์อยู่มากมาย เราจึงไม่ควรยื่นมือไปจับกับมือของใครก็ได้

อ้างอิง :

แท็กที่เกี่ยวข้อง

IRGC อิหร่าน สงครามอิหร่าน