ทุเรียนใต้ราคาร่วงหนักรอบ 7 ปี ดึงล้งภาคตะวันออกช่วยรับซื้อ
ทุเรียนภาคใต้วิกฤตหนักสุดในรอบ 7 ปี ชี้ปีนี้ผลผลิตเพิ่มกว่า 1 แสนตัน ฉุดราคาหน้าสวนร่วง หมอนทองเกรด A เหลือ 60-65 บาท ชาวสวนขอรัฐสร้างห้องเย็นจังหวัดละ 1 แห่ง รับมือผลผลิตล้นตลาดและเพิ่มมูลค่า พร้อมลดต้นทุน ขณะที่กระทรวงพาณิชย์เร่งดึงล้งภาคตะวันออกรับซื้อ พร้อมเร่งเปิดตลาดส่งออกพยุงราคาเกษตรกร
ความคืบหน้าสถานการณ์ราคาทุเรียนภาคใต้ปี 2569 เผชิญวิกฤตสุดในรอบ 7 ปี หลังผลผลิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากสภาพอากาศแปรปรวน ทำให้ผลผลิตออกพร้อมกันถึง 3 รุ่น ทำให้ทุเรียนล้นตลาด ราคาหน้าสวนร่วงต่อเนื่อง ภาคเอกชนเสนอรัฐบาลลงทุนสร้างห้องเย็นและโรงงานฟรีซดรายจังหวัดละ 1 แห่ง เพื่อดูดซับผลผลิตและพยุงราคา
ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา ระบุว่า ในปี 2569 นี้ในพื้นที่ภาคใต้มีเนื้อที่ทุเรียนยืนต้นจำนวน 910,380 ไร่ ให้ผลผลิตได้จำนวน 752,515 ตัน เพิ่มขึ้น 32.20% ขณะที่ในปี 2568 มีเนื้อที่ยืนต้นจำนวน 870,593 ไร่ ให้ผลผลิตเพียง 569,241 ตัน

ทุเรียนใต้สาหัสสุดรอบ 7 ปี
นายนัด ดวงใส อดีตประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด (สยท.) และเจ้าของสวนทุเรียนรายใหญ่ จ.ชุมพร กล่าวว่า ปีนี้ถือเป็นปีที่ราคาทุเรียนตกต่ำสุดในรอบ 7 ปี เพราะมีปัจจัยหลายอย่างรุมเร้า ทั้งสภาพอากาศแปรปรวน ทำให้ทุเรียนออกผลผลิตถึง 3 รุ่น จากเดิมมีเพียง 1 รุ่น หรือมากสุดไม่เกิน 2 รุ่นในบางปี
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผลผลิตจากแต่ละพื้นที่ออกสู่ตลาดพร้อม ๆ กัน ตั้งแต่จันทบุรีลงมาถึงชุมพร สุราษฎร์ธานี จนถึง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งปกติจะเป็นพื้นที่ปลายฤดูมักขายได้ราคาดี แต่ปีนี้ราคากลับตกต่ำ จากผลผลิตจังหวัดต้นฤดูยังไม่หมด ขณะที่ผลผลิตรุ่นใหม่ต่างทยอยออกต่อเนื่อง โดยเฉพาะสวนทุเรียนอายุ 5 ปีขึ้นไปเริ่มให้ผลผลิตพร้อมกันในปีนี้
หลายประเทศแย่งตลาดจีน
นายนัดกล่าวต่อว่า ผลกระทบไม่ได้เกิดเฉพาะเกษตรกรเท่านั้น แต่ยังกระทบไปถึงผู้รับเหมาซื้อทุเรียนล่วงหน้า หลายรายต้องขอยกเลิกสัญญาและยอมเสียเงินมัดจำ เนื่องจากราคาที่ตกลงซื้อไว้สูงกว่าราคาตลาด เช่น สัญญาแรกซื้อในราคา 87 บาท/กก. (ไซซ์ AB) แต่หลังตัดผลผลิตมีดแรก ราคาลงเหลือ 80 บาท/กก. และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องทำให้ยิ่งรับซื้อก็ยิ่งขาดทุน
“ปัจจัยด้านตลาดก็เป็นอีกสาเหตุสำคัญ แม้จีนยังเป็นตลาดหลักของทุเรียนไทย แต่ผู้บริโภคจีนมีทางเลือกมากขึ้น ทั้งเวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย รวมถึง สปป.ลาว ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว ส่งผลให้กำลังซื้ออ่อนแรงลง เห็นได้จากโรงงานแช่แข็งและฟรีซดรายรายใหญ่ในชุมพร เคยส่งออกทุเรียนไปจีนเฉลี่ย 10 ตู้/วัน ปัจจุบันเหลือเพียง 3-4 ตู้/วัน ลดลงมากกว่า 50%”
หมอนทองไซซ์ A เหลือ 65 บาท
แหล่งข่าวเจ้าของสวนทุเรียน อ.ตะโหมด จ.พัทลุง กล่าวว่า ทุเรียนในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างมีผลผลิตออกสู่ตลาด 2-3 รุ่น ช่วงแรกสามารถขายได้ในราคา 80-120 บาท/กก. แต่ปัจจุบันราคาหน้าสวนปรับลดลงมาอยู่ที่ 40-80 บาท/กก. จากปีก่อนราคาเฉลี่ย 100 บาท/กก. ขึ้นอยู่กับขนาดและคุณภาพของผลผลิต นอกจากนี้ ชาวสวนยังเผชิญปัญหาสัตว์รบกวนสวนทุเรียน ที่กัดแทะผลทุเรียนจนเสียรูปทรง ทำให้ต้องขายราคาต่ำกว่าปกติ
ชาวสวนขนาดใหญ่หลายรายเตรียมลดพื้นที่ดูแลลงกว่า 50% เช่น จากเดิม 100 ไร่ เหลือดูแลเพียง 50 ไร่ โดยจะคัดเลือกเฉพาะต้นที่มีความแข็งแรง ส่วนต้นที่อ่อนแอจะปล่อยไว้ไม่โค่นทิ้ง เพื่อลดภาระการลงทุนใหม่ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ ผู้ลงทุนปลูกทุเรียนรายใหม่กว่า 30-35% ยังไม่สามารถคืนทุนได้ คาดว่าจะส่งผลกระทบไปยังธุรกิจจำหน่ายปุ๋ยและยาเวชภัณฑ์ ยอดขายอาจลดลงตามกำลังซื้อของเกษตรกรในพื้นที่
นายกัมปนาท วงค์ชูวรรณ ผู้จัดการกลุ่มทำสวนธารน้ำทิพย์ และเจ้าของสวนทุเรียนรายใหญ่ จังหวัดยะลา กล่าวว่า ขณะนี้ผลผลิตทุเรียนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส มีผลผลิตออกสู่ตลาดมากกว่าทุกปี ส่งผลให้ราคาจำหน่ายในปีนี้ปรับตัวลดลงอย่างชัดเจน โดยราคาทุเรียนหมอนทองไซซ์ A มีราคาสูงสุดเพียงแค่ 65 บาท/กก. ส่วนทุเรียนตกไซซ์เหลือราคา 45 บาท /กก. ส่วนทุเรียนตกเกรดเหลือเพียง 20 บาท/กก.
แม้ในพื้นที่มีล้งรับซื้อทุเรียนไม่น้อยกว่า 10 แห่ง แต่ยังมีทุเรียนตกเกรดจำนวนมากที่ไม่สามารถระบายออกสู่ตลาดได้ เนื่องจากโรงงานแปรรูปทุเรียนมีน้อยเมื่อเทียบกับปริมาณผลผลิต ส่วนผู้รับเหมาสวนทุเรียนที่รับซื้อล่วงหน้าในราคา 70-80 บาท/กก. ต่างประสบภาวะขาดทุนเช่นเดียวกัน
ชง 3 มาตรการแก้ปัญหายั่งยืน
ด้านนายสุรศักดิ์ กุลลาย ประธานเครือข่ายทุเรียนจังหวัดพัทลุง กล่าวว่า ปัญหาราคาทุเรียนไม่ได้เกิดจากผลผลิตล้นตลาดเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากมาตรการตรวจสอบสารตกค้างของประเทศปลายทางที่เข้มงวดขึ้น ทำให้การส่งออกชะลอตัว ขณะที่ผลผลิตเพิ่มขึ้นแต่ความต้องการซื้อยังเท่าเดิม ส่งผลให้ราคาหน้าสวนในหลายพื้นที่เหลือเฉลี่ยไม่เกิน 70 บาท/กก.
จึงเสนอแนวทางแก้ปัญหาในระยะยาว ส่งเสริมตลาดภายในประเทศและเพิ่มการแปรรูปทุเรียน ควบคู่กับการลงทุนสร้างห้องเย็นกับโรงงานฟรีซดรายจังหวัดละ 1 แห่ง เพื่อใช้เก็บรักษาทุเรียนสดได้นาน 1 ปี รวมถึงนำทุเรียนที่มีตำหนิหรือเสียรูปทรงมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า เป็นการชะลอการระบายผลผลิตในช่วงราคาตกต่ำ รวมทั้งลดต้นทุนการผลิต โดยควบคุมราคาเวชภัณฑ์ ยารักษาโรค ยาบำรุง และปุ๋ย
พาณิชย์ดึงล้งระยอง-จันท์ช่วย
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้ผลผลิตทุเรียนภาคใต้เริ่มทยอยออกสู่ตลาดแล้ว แต่สภาพอากาศที่มีฝนตกต่อเนื่องอาจกระทบต่อคุณภาพผลผลิต กระทรวงพาณิชย์จึงเร่งดำเนินมาตรการดูดซับผลผลิตเพื่อป้องกันปัญหาราคาตกต่ำ โดยประสานผู้ประกอบการล้งจากภาคตะวันออก ทั้งจังหวัดจันทบุรี ระยอง และตราด ลงไปรับซื้อผลผลิตในพื้นที่ภาคใต้โดยตรง
“เราพยายามดึงล้งจากภาคตะวันออกลงไปรับซื้อ พร้อมสนับสนุนให้เปิดรับซื้อในราคาที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้ราคาทุเรียนไม่ต่ำกว่า 80-90 บาทต่อกิโลกรัม”
เร่งผลักดันส่งออกมากขึ้น
นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์จะใช้กลไกของคณะกรรมการบริหารกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ผ่านกรมการค้าภายใน สนับสนุนค่าบริหารจัดการเพิ่มเติมแก่ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมรับซื้อ เพื่อลดผลกระทบจากภาวะผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก โดยผลผลิตที่รับซื้อนำตลาดจะถูกส่งเข้าสู่การแปรรูปและกระจายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อรักษาสมดุลของตลาด
ขณะที่ด้านการส่งออก กระทรวงพาณิชย์วางแผนรองรับผลผลิตทุเรียนตั้งแต่ต้นปี หลังประเมินว่าปีนี้ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นกว่า 30% อยู่ที่ประมาณ 2.07 ล้านตัน โดยปกติทุเรียนไทยส่งออกประมาณ 70% และจำหน่ายในประเทศ 30% จึงตั้งเป้าผลักดันมูลค่าส่งออกจาก 148,000 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมา เป็น 179,000 ล้านบาท ในปีนี้
ทูตพาณิชย์เดินเครื่องรุกตลาด
นางศุภจีกล่าวอีกว่า มอบหมายเป้าหมายการส่งออกให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) หรือทูตพาณิชย์ในแต่ละประเทศอย่างชัดเจน พร้อมติดตามผลอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลถึงเดือนพฤษภาคมการส่งออกทุเรียนมีมูลค่ากว่า 100,000 ล้านบาท เหลือเป้าหมายที่ต้องผลักดันอีกประมาณ 70,000-80,000 ล้านบาท
“การวางแผนล่วงหน้า ทั้งการเปิดตลาด การบริหารการส่งออก และการดูแลตลาดภายใน ทำให้เชื่อว่าทุเรียนไทยจะสามารถรองรับผลผลิตที่เพิ่มขึ้นได้ และช่วยรักษาเสถียรภาพราคาของเกษตรกรในช่วงที่ผลผลิตภาคใต้ออกสู่ตลาด”