เลิกเพดานน้ำมันลิตร 35 บาท กองทุนอ่วมอุ้ม B20-ตรึงLPG
กบง.สั่งยกเลิกเพดานคุมราคาขายปลีกน้ำมันที่ 35 บาทต่อลิตร เพื่อเพิ่มความคล่องตัว ยืดหยุ่นปรับราคาได้สะดวกขึ้น ชี้เหตุน้ำมันช่วงนี้ผันผวน เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง ยังไม่ปรับราคาขาย แต่ใช้วิธีบริหารกองทุน ชดเชยดีเซล-เก็บเพิ่มเบนซินแทน เผยควักเงินชดเชยดีเซล B20 แล้ว 11.72 บาทต่อลิตร พร้อมตรึงราคา LPG ยาว หวั่นกระทบค่าครองชีพประชาชน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ยกเลิกมาตรการกำหนดเพดานราคาขายปลีกน้ำมันที่ระดับ 35 บาทต่อลิตร ซึ่งเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีความผันผวน
โดยปรับเพิ่มขึ้นและปรับลดลงภายในไม่กี่วัน ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการแทรกแซงราคาที่เข้มงวดเช่นในช่วงที่เกิดวิกฤตราคาน้ำมันก่อนหน้านี้ ซึ่งรัฐบาลกำหนดเพดานราคาไว้เพื่อป้องกันผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงอย่างรวดเร็ว โดยใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าอุดหนุนราคา แต่เมื่อแนวโน้มราคาน้ำมันอ่อนตัวลงต่อเนื่อง
ทำให้ กบง.เห็นว่าควรยกเลิกข้อจำกัดดังกล่าว เพื่อให้การบริหารราคาน้ำมันกลับมาเป็นไปตามกลไกมากขึ้น อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันโลกที่ขึ้นได้ไม่กี่วัน แล้วปรับลดลง ยังไม่มีผให้ราคาน้ำมันในประเทศในขณะนี้ต้องปรับเปลี่ยน โดยระหว่างนี้ทางการจะใช้วิธีการชดเชยราคาน้ำมันดีเซล และเก็บเงินเข้ากองทุนในส่วนของเบนซินไปก่อน
นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เปิดเผยว่า การยกเลิกเพดานราคาไม่ได้หมายความว่าราคาน้ำมันจะปรับขึ้นทันที แต่เป็นการเปิดโอกาสให้กองทุนน้ำมันสามารถบริหารราคาได้อย่างยืดหยุ่น หากต้นทุนเปลี่ยนแปลงก็ไม่จำเป็นต้องกลับมาแก้ไขมติเรื่องเพดานราคาใหม่ทุกครั้งเหมือนที่ผ่านมา ทั้งนี้ การยกเลิกเพดานจะช่วยให้การบริหารสภาพคล่องของกองทุนน้ำมันมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาเมื่อกำหนดเพดานไว้ที่ 35 บาทต่อลิตร หากต้นทุนสูงขึ้นก็ไม่สามารถปรับราคาได้เกินกรอบ ส่งผลให้กองทุนต้องแบกรับภาระชดเชยเพิ่มขึ้น
สำหรับการพิจารณาจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันจากโรงกลั่นในรอบเดือนสิงหาคมนั้น ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะมีการจัดเก็บเพิ่มเติมหรือไม่ เนื่องจากต้องรอประเมินส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบกับราคาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป รวมถึงต้นทุนของโรงกลั่นในช่วงสิ้นเดือนกรกฎาคมก่อน ซึ่งหากส่วนต่างติดลบก็ไม่จำเป็นต้องเก็บเงิน ณ โรงกลั่นเพิ่ม อาจจะใช้วิธีอื่นเพื่อพยุงราคาน้ำมันไว้
ส่วนการคำนวณอัตราการจัดเก็บแต่ละครั้งจะใช้สูตรที่แตกต่างกันตามสถานการณ์ตลาด โดยพิจารณาข้อมูลต้นทุนของโรงกลั่นหลายแห่ง และอาจมีการตัดค่าที่สูงสุดและต่ำสุดออก เพื่อให้สะท้อนต้นทุนเฉลี่ยที่เหมาะสม ไม่ได้ใช้สูตรตายตัวเหมือนทุกครั้ง
“หากผลการคำนวณพบว่าค่าการกลั่นกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หรือบางช่วงติดลบ ก็อาจไม่มีความจำเป็นต้องจัดเก็บเงินเพิ่มเติม เพราะกลไกจะสิ้นสุดตามรอบ 21 วัน”
นอกจากนี้ แม้ว่ากองทุนน้ำมันได้ดำเนินการเตรียมวงเงินกู้ไว้แล้ว 20,000 ล้านบาท แต่คาดว่าอาจจะยังไม่จำเป็นต้องเบิกใช้ เนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันเริ่มผ่อนคลาย หากในอนาคตราคาน้ำมันกลับมาปรับตัวสูงขึ้นจนกระทบสภาพคล่องของกองทุน จึงจะพิจารณาเบิกใช้วงเงินดังกล่าว
ทั้งนี้ ปัจจุบันกองทุนน้ำมันยังคงติดลบที่ประมาณ 58,000 ล้านบาท ยังมีภาระเงินไหลออกจากการชดเชยราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้ม (LPG) รวมกันเฉลี่ยประมาณ 515 ล้านบาทต่อวัน แม้ตัวเลขดังกล่าวเริ่มลดลงจากช่วงที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง แต่ยังถือเป็นภาระสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ส่วนกรณีข้อเสนอให้ปรับขึ้นราคา LPG ภาคครัวเรือนนั้น ยอมรับว่ายังทำได้ยาก เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ขณะที่รายได้ที่กองทุนจะได้รับจากการปรับราคาก็ไม่ได้สูงมากนัก จึงยังคงใช้กลไกกองทุนเข้ามาช่วยรักษาเสถียรภาพราคาในช่วงนี้
ล่าสุด ประกาศคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ฉบับที่ 110 พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ยังคงกำหนดให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปดูแลราคาน้ำมันบางประเภทผ่านกลไกการชดเชย เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพควบคู่กันไป
โดยน้ำมันที่ได้รับเงินชดเชยจากกองทุนประกอบด้วย แก๊สโซฮอล์ 95 และแก๊สโซฮอล์ 91 ในอัตรา 1.88 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E20 ในอัตรา 5.75 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E85 ในอัตรา 5.28 บาทต่อลิตร น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาในอัตรา 6.45 บาทต่อลิตร และน้ำมันดีเซล B20 ในอัตรา 11.72 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่ได้รับการชดเชยสูงสุด
ขณะเดียวกันกองทุนยังคงจัดเก็บเงินจากน้ำมันบางประเภทเพื่อนำมาเป็นแหล่งเงินสำหรับการอุดหนุนดังกล่าว โดยน้ำมันเบนซินต้องส่งเงินเข้ากองทุน 5.47 บาทต่อลิตร น้ำมันก๊าด 0.10 บาทต่อลิตร น้ำมันดีเซลพรีเมี่ยม 1.50 บาทต่อลิตร น้ำมันดีเซลบางประเภท 1.00 บาทต่อลิตร น้ำมันดีเซลหมุนช้า 1.20 บาทต่อลิตร และน้ำมันเตา 0.06 บาทต่อลิตร เป็นหลักการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้การจัดเก็บเงินจากเชื้อเพลิงบางชนิดเพื่อนำไปชดเชยราคาน้ำมันที่ภาครัฐต้องการดูแลเป็นพิเศษ
เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาพลังงาน ลดผลกระทบต่อค่าครองชีพ และสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น กลุ่มแก๊สโซฮอล์และน้ำมันดีเซล B20 ซึ่งมีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพในสัดส่วนที่สูงกว่าเชื้อเพลิงทั่วไป
นายฉัตรชัย คุณโลหิต รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมทั้งด้านนโยบายและกลไกการบริหารจัดการ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาพลังงานและลดผลกระทบต่อประชาชน เนื่องจากมาตรการพยุงราคาน้ำมันยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ฝ่ายนโยบายใช้พิจารณาตามสถานการณ์
ขณะที่ฝ่ายประจำได้ติดตามฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ประเมินภาระการอุดหนุน และเตรียมความพร้อมด้านกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ เพื่อรองรับทุกทางเลือกที่รัฐบาลอาจตัดสินใจ ซึ่งกระทรวงได้ติดตามฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างใกล้ชิด ทั้งการประเมินแนวโน้มหนี้ การคำนวณวงเงินอุดหนุน และการจัดเตรียมขั้นตอนตามกฎหมาย หากมีการตัดสินใจใช้กองทุนน้ำมันเข้ามาช่วยดูแลราคา หรือปรับรูปแบบการอุดหนุน ก็สามารถดำเนินการได้ทันที
นอกจากนี้ กระทรวงยังต้องติดตามสถานการณ์การใช้น้ำมันแบบวันต่อวัน โดยเฉพาะข้อมูลที่ผู้ค้าน้ำมันรายงานเข้าระบบ เพื่อใช้ประเมินปริมาณสำรอง การกระจายเชื้อเพลิง และแนวโน้มความต้องการใช้ในแต่ละพื้นที่ หากเกิดสถานการณ์ผิดปกติหรือมีสัญญาณการแห่ซื้อน้ำมัน (Panic Buying) ก็สามารถประสานผู้ค้าน้ำมันเพื่อเพิ่มการขนส่งและกระจายน้ำมันได้ทันทีลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาขาดแคลนเฉพาะพื้นที่
สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่ปริมาณน้ำมันในประเทศที่ยังมีเพียงพอ แต่เป็นพฤติกรรมการแห่เติมน้ำมันของประชาชน หากเกิดข่าวลือหรือความวิตกกังวล เพราะอาจทำให้ความต้องการใช้น้ำมันพุ่งขึ้นในระยะเวลานั้น ๆ จนระบบขนส่งและการกระจายไม่สามารถรองรับได้ทัน แม้ว่าน้ำมันสำรองจะยังมีเพียงพอก็ตาม ดังนั้น กระทรวงพลังงานจึงยืนยันว่า การดูแลราคาน้ำมันจะดำเนินควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพด้านปริมาณและการกระจายเชื้อเพลิง เพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด หากสถานการณ์ราคาพลังงานโลกเกิดความผันผวนในอนาคต