ถอดรหัส ‘นักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง’ เปย์ 3.5 เท่า ล่าประสบการณ์หรู
นักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูง (Affluent Travelers) หนึ่งในกลุ่มนักท่องเที่ยวที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคการท่องเที่ยว ท่ามกลางปัจจัยท้าทายรอบโลก คนกลุ่มนี้กลับเป็นขุมพลังที่สร้างเม็ดเงินใหม่ (New Spending) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกถึง 75% และมียอดใช้จ่ายเฉลี่ยสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 3.5 เท่า
ขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าว กำลังเปลี่ยนนิยามการใช้จ่ายจากเดิมที่เน้นความหรูหรา และวัดจากการซื้อสิ่งของราคาแพง แต่ปัจจุบันกำลังก้าวสู่ยุคที่ความหรูหรา ถูกวัดที่การเสาะหา ‘ประสบการณ์’ ระดับเอ็กซ์คลูซีฟ
“ประชาชาติธุรกิจ” ชวนสำรวจอินไซต์น่าสนใจจาก Visa (วีซ่า) ที่เปิดเผยในงาน Visa Connect 2026 เพื่อถอดรหัสพฤติกรรมความมั่งคั่งยุคใหม่ ว่าพวกเขามาจากไหน ต้องการอะไร และภาคธุรกิจไทยจะคว้าโอกาสจากขุมทรัพย์ที่กำลังเปลี่ยนโฉมการเดินทางของโลกนี้ได้อย่างไร
นักท่องเที่ยวระดับบน เปย์มากกว่ากลุ่มทั่วไป 3.5 เท่า
นักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูง กำลังกลายเป็นขุมพลังหลักของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยว (Economic Drivers) โดย 75% ของยอดการใช้จ่ายใหม่ (New spending) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกถูกขับเคลื่อนโดยผู้บริโภคระดับบน และมีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2031 ประมาณ 1 ใน 3 ของกลุ่มบุคคลที่มีความมั่งคั่งระดับสูงมาก (Ultra-High Net Worth) ทั่วโลกจะกระจุกตัวอยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
ข้อมูลระบุเพิ่มเติมว่า นักท่องเที่ยวระดับบนในเอเชียใช้จ่ายมากกว่าค่าเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 3.5 เท่า และในหมวดการท่องเที่ยวรวมถึงสินค้าแบรนด์เนม 1 ใน 4 ของยอดใช้จ่ายมาจากคนกลุ่มนี้ (ผู้ที่มีรายได้สูงกว่า 200,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี)
ขณะที่ข้อมูลการใช้จ่ายในประเทศไทย หากดูจากยอดการใช้จ่ายสูงสุดต่อบัญชีของผู้ถือบัตร (Spend per active cardholder) ในไทย อันดับ 1 คือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ตามมาด้วย สหรัฐอเมริกา, อิสราเอล และสหราชอาณาจักร
เมื่อเจาะไปยังรูปแบบการใช้จ่าย พบว่านอกจากช้อปปิ้งและที่พักแล้ว นักท่องเที่ยวต่างชาติยังขยายการใช้จ่ายไปยังหมวดไลฟ์สไตล์อื่นๆ มากขึ้น เช่น บริการสุขภาพ, ความบันเทิง, ร้านอาหารชั้นนำ และการซื้ออาหาร/ของชำทั่วไป สะท้อนความต้องการสัมผัสวิถีชีวิตท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง
พลังมหาศาลจากนักท่องเที่ยวกลุ่ม “เยือนซ้ำ”
แม้กลุ่มนักท่องเที่ยวที่กลับมาเยือนซ้ำจะมีสัดส่วนเพียง 20% แต่กลับเป็นฟันเฟืองสำคัญที่สร้างยอดการใช้จ่ายสูงถึง 34% และหากเป็นการกลับมาเยือนตั้งแต่ครั้งที่ 3 ขึ้นไป อัตราการใช้จ่ายจะพุ่งสูงกว่าผู้ที่เพิ่งมาครั้งแรกถึง 3-4 เท่า
ดังนั้น ทริปแรกของนักเดินทางจึงไม่ใช่แค่การทำธุรกิจที่จบแล้วจบไป แต่คือ “ปฐมบทของการสร้างความสัมพันธ์” หัวใจสำคัญของการคว้าโอกาสนี้ คือการส่งมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับ เพื่อดึงดูดให้พวกเขากลับมาเยือนซ้ำอย่างต่อเนื่อง
ความมั่งคั่งยุคใหม่ กำลังเปลี่ยน
อีกข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจ คือ เรื่องของความมั่งคั่งยุคใหม่ ที่ไม่ได้ผูกติดกับอสังหาริมทรัพย์หรืออุตสาหกรรมดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว แต่มาจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยี, AI และเซมิคอนดักเตอร์
โดยข้อมูลพบว่ายอดการใช้จ่ายผ่านบัตรระดับบนเติบโตอย่างก้าวกระโดดในประเทศที่เป็นห่วงโซ่อุปทานของกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ เช่น ฟิลิปปินส์ (50%), ไต้หวัน (40%) และเวียดนาม (38%) พนักงานบริษัทเทคโนโลยีที่ได้รับโบนัสสูงเหล่านี้กำลังกลายเป็นลูกค้ากลุ่มใหม่ที่สำคัญ
เปลี่ยนจากโชว์สถานะ สู่การสะสมประสบการณ์
นอกจากข้อมูลในเชิงตัวเลขแล้ว ยังมีการระบุถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของกลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง โดยคนกลุ่มนี้ก้าวข้ามการซื้อของเพื่อโชว์สถานะ แต่หันมาให้ความสำคัญกับการ “สะสมประสบการณ์ชีวิต” ร่วมกับคนสำคัญ
ในมุมมองของการโรงแรม ลูกค้ากลุ่มนี้ไม่ได้มองหาแค่สตรีทฟู้ดทั่วไปที่ใคร ๆ ก็หาได้บน Google แต่ต้องการร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ หรือร้านอาหารท้องถิ่นขนานแท้ที่ “จองยากที่สุด” โดยคาดหวังว่าโรงแรมจะใช้อภิสิทธิ์จองให้ได้ เพื่อนำเรื่องราวเหล่านี้กลับไปเป็นความทรงจำ อีกทั้งคาดหวังประสบการณ์ที่ราบรื่นไร้รอยต่อแบบสุดๆ และต้องการการเชื่อมโยงที่มีความหมายกับสถานที่ที่ไปเยือน
เอาชนะใจลูกค้าด้วย “สถานะ”
ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมการบิน สะท้อนมุมมองต่อกลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง โดยในอุตสาหกรรมมักเรียกคนกลุ่มนี้ว่า HVIT (High Value International Traveler) ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เดินทางด้วยชั้นธุรกิจและชั้นเฟิร์สคลาส ซึ่งปัจจุบัน กลุ่มดังกล่าว มีอัตราการเติบโตสูงกว่าผู้โดยสารชั้นประหยัดอย่างชัดเจน
ขณะเดียวกัน วิธีเอาชนะใจลูกค้าระดับนี้ การแข่งกันแจกแต้มหรือไมล์สะสมนั้นไม่เพียงพอ แต่ต้องเน้นการมอบ “สถานะ (Status)” และสิทธิพิเศษที่สะท้อนความเหนือระดับ จึงจะสามารถสร้างความภักดีต่อแบรนด์ (Loyalty) ที่ยั่งยืนได้
สนใจ “สุขภาพดีก่อนเจ็บป่วย”
ในด้านสุขภาพ นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับ “Health span” (ช่วงเวลาของการมีสุขภาพดีก่อนเจ็บป่วย) มากพอ ๆ กับอายุขัยรวม โดยกลุ่มนี้ยินดีทุ่มเงินไปกับเวชศาสตร์เชิงป้องกัน (Preventive medicine), อสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาพ (Wellness real estate), รวมถึงโปรแกรมฟื้นฟูการนอนหลับ และการจัดการความเครียด/สุขภาพจิต
สำหรับสถิติในไทย ลูกค้ากลุ่มหลักที่บินมาทำโปรแกรมสุขภาพคือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE), สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร โดยมักจะมียอดใช้จ่ายสูงกว่า 100,000 บาทต่อทริป และมักพำนักอยู่ในไทยนานถึง 2 สัปดาห์
ยุทธศาสตร์ Visa เจาะกลุ่มกำลังซื้อสูง
จากข้อมูลดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงกระแสนักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูงที่กำลังเปลี่ยนไปจากเดิม และกำลังเป็นการเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ของ Visa ในการเจาะตลาดลูกค้ากลุ่มกำลังซื้อสูง (Affluent) และกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง (High Net Worth) โดยเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียง “ช่องทางการชำระเงิน” ไปสู่การเป็น “เพื่อนร่วมเดินทาง (Travel Companion)” ผ่านหลากหลายรูปแบบ
ตั้งแต่การยกระดับผลิตภัณฑ์บัตร Visa Infinite เพื่อทำให้บัตรใบนี้กลายเป็น “บัตรใบแรกที่ลูกค้าเลือกหยิบมาใช้ (Top-of-wallet)” ทั้งในโลกดิจิทัลและกระเป๋าสตางค์จริง และนำสิทธิพิเศษและประสบการณ์ที่มีมูลค่าสูง (High-value experiences) เข้าไปผูกติดเป็นสิทธิประโยชน์พื้นฐานของตัวบัตร ผ่านแพลตฟอร์ม Visa Destinations ซึ่งเปิดให้บริการแล้วกว่า 10 จุดหมายปลายทางทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศแรกในเอเชียแปซิฟิก
ขณะที่แพลตฟอร์ม Visa Destinations เป็นการคัดสรรประสบการณ์ระดับเอ็กซ์คลูซีฟ (Curated experiences) ที่หาซื้อเองได้ยาก โดยอิงจากความหลงใหลหลักของนักเดินทาง ได้แก่ ด้านวัฒนธรรม การช้อปปิ้ง การรับประทานอาหาร สุขภาพ และความบันเทิง
นอกจากนี้ Visa ถือโอกาสขยายแพลตฟอร์ม Visa Destinations สู่ประเทศไทย ด้วยการเปิดแคมเปญที่ย่านทรงวาด กรุงเทพฯ เพื่อพานักท่องเที่ยวและผู้ถือบัตรวีซ่าเข้าไปสัมผัสกับย่านศิลปะ วัฒนธรรม งานคราฟต์ และร้านค้าลับ (Hidden gems) ที่ไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยวกระแสหลักบนโปสการ์ด พร้อมทั้งดึงร้านค้าขนาดเล็กให้มีส่วนร่วม พร้อมมอบดีลพิเศษและสิทธิประโยชน์ให้เฉพาะผู้ที่ถือบัตรวีซ่า
ขณะเดียวกัน Visa ตั้งเป้าขยายเครือข่ายร้านค้ารับบัตรดิจิทัลในไทยเพิ่มอีกกว่า 56,000 แห่งทั่วประเทศ เจาะจงไปที่กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวโดยตรง เช่น ร้านอาหาร ที่พัก สถานที่ท่องเที่ยว บริการเวลเนส รวมถึงผู้ประกอบการขนาดย่อม (SMEs) เพื่อให้นักท่องเที่ยวระดับบนสามารถใช้จ่ายได้อย่างราบรื่นในทุกหนทุกแห่ง
ในด้านอื่น ๆ Visa ยังเข้าไปมีบทบาทในทุก ๆ จุดเชื่อมต่อของการเดินทาง ไม่ใช่แค่ตอนที่ลูกค้ารูดบัตรจ่ายเงิน โดยมีการนำเสนอแพลตฟอร์มดิจิทัลที่อาจมีระบบ AI เข้ามาขับเคลื่อน เพื่อช่วยยกระดับประสบการณ์ตั้งแต่ขั้นตอนค้นหาข้อมูล จองทริป ไปจนถึงการรับสิทธิพิเศษแบบไร้รอยต่อ
อีกทั้งร่วมมือกับพันธมิตรในระบบนิเวศน์การเดินทาง เช่น เครือข่ายสายการบิน Star Alliance เพื่อนำเสนอคุณค่าที่ตรงใจลูกค้า เช่น การเปิดตัวบัตรเครดิตร่วม (Co-branded card) ในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมอบ “สถานะ (Status)” และสิทธิพิเศษเหนือระดับให้กับผู้ถือบัตรแทน และกลยุทธ์ดังกล่าวสามารถเอาชนะใจลูกค้ากลุ่มพรีเมียม และสร้างฐานลูกค้าที่มียอดการใช้จ่ายสูงกว่าค่าเฉลี่ยในตลาดได้อย่างประสบความสำเร็จ