House Foods ยักษ์อาหารญี่ปุ่น จ่อขายธุรกิจ CoCo Ichibanya
คอลัมน์ : Market Move
วงการร้านอาหารญี่ปุ่นเกิดแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ เมื่อเฮาส์ ฟูดส์ กรุ๊ป (House Foods Group) เตรียมขายกิจการโคโค่ อิฉิบันยะ (CoCo Ichibanya) เชนร้านข้าวแกงกะหรี่เบอร์ 1 ของญี่ปุ่น ซึ่งมีสาขากว่า 1,500 สาขา กระจายอยู่ทั้งในญี่ปุ่นและอีกหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงไทย
สำนักข่าว “นิกเคอิ เอเชีย” รายงานว่า เฮาส์ ฟูดส์ กรุ๊ป กำลังพิจารณาขายกิจการเชนร้านข้าวแกงกะหรี่ โคโค่ อิฉิบันยะ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนปรับพอร์ตโฟลิโอเพื่อสร้างการเติบโต
ทั้งนี้ เฮาส์ ฟูดส์ฯ เป็นผู้จัดส่งผงแกงกะหรี่ให้กับร้านโคโค่ อิฉิบันฯ มาตั้งแต่ก่อตั้งร้านในปี 1978 ต่อมาในปี 2004 ทั้งสองบริษัทได้ร่วมทุนและดำเนินกิจการร้านอาหารแกงกะหรี่ด้วยกันในประเทศจีน
ก่อนที่เฮาส์ ฟูดส์ฯ จะซื้อกิจการโคโค่ อิฉิบันฯ เข้ามาเป็นบริษัทในเครือเมื่อปี 2015 ด้วยเม็ดเงินลงทุน 30,000 ล้านเยน และการทำคำเสนอซื้อหุ้นเพิ่มหรือเทนเดอร์ออฟเฟอร์จนสามารถขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ด้วยสัดส่วน 51% ซึ่งที่ผ่านมาเฮาส์ ฟูดส์ฯ และโคโค่ อิฉิบันฯ มีความร่วมมือกันในด้านการจัดซื้อวัตถุดิบ
สำหรับการขายกิจการครั้งนี้คาดว่าจะนำไปสู่การยุบโครงสร้างการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แบบคู่ระหว่างบริษัทแม่และบริษัทลูกของเฮาส์ ฟูดส์ฯ และโคโค่ อิฉิบันฯ และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินทุน โดยคาดว่าความร่วมมือด้านการจัดหาวัตถุดิบระหว่างทั้ง 2 บริษัทจะยังคงดำเนินต่อไป
โดยทั้งเฮาส์ ฟูดส์ฯ และโคโค่ อิฉิบันฯ เลือกที่ปรึกษาทางการเงินเพื่ออำนวยความสะดวกในการขายเรียบร้อยแล้ว ขณะที่กองทุนหลายแห่งแสดงความสนใจในการเข้าซื้อกิจการต่อเช่นกัน คาดว่าทั้ง 2 บริษัทจะเริ่มขอข้อเสนอที่ไม่ผูกมัดจากผู้ซื้อที่มีศักยภาพเร็ว ๆ นี้ โดยโคโค่ อิฉิบันฯ กำลังพิจารณาที่จะออกจากตลาดหลักทรัพย์

ปัจจุบันโคโค่ อิฉิบันฯ มีเครือร้านแกงกะหรี่จำนวนมาก ไม่เพียงแค่ในญี่ปุ่น แต่รวมไปถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และภูมิภาคอื่น ๆ ด้วย
แม้ว่าความร่วมมือของทั้ง 2 บริษัทจะสร้างประโยชน์ร่วมกันในบางด้าน เช่น การจัดหาวัตถุดิบและการดำเนินงานในต่างประเทศ แต่โคโค่ อิฉิบันฯ ก็ประสบปัญหาจำนวนลูกค้าลดลงและอัตราการเติบโตชะลอตัวลง เนื่องจากการปรับขึ้นราคาหลายครั้งเพื่อรับมือกับภาวะเงินเฟ้อในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ขณะเดียวกันการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์พร้อมกัน ทั้งบริษัทแม่และบริษัทลูก ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง ในเรื่องความกังวลต่อความเป็นไปได้ที่จะเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างบริษัทแม่และบริษัทลูก
ทำให้เฮาส์ ฟูดส์ฯ วางแผนเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างและมุ่งเน้นทรัพยากรด้านการบริหารจัดการไปที่ส่วนงานที่มีศักยภาพในการเติบโตแทน
โดยในปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2026 ที่ผ่านมา โคโค่ อิฉิบันฯ ประกาศกำไรสุทธิ2.5 พันล้านเยน ลดลง 19.2% จากปีก่อนหน้า
ขณะที่มีรายได้สุทธิ 65.5 พันล้านเยน เพิ่มขึ้น 7.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และบริษัทมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ประมาณ 1.5 แสนล้านเยน ณ วันศุกร์ที่ผ่านมา
ด้านสำนักข่าว “เจแปนไทม์” รายงานถึงความเห็นของนักวิเคราะห์ อาทิ “สึโตมุ ยามาดะ” นักวิเคราะห์จากมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ อีสมาร์ท ซีเคียวริตีส์ ซึ่งกล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นรายใหญ่จะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับอิฉิบันยะในการก้าวเข้าสู่ช่วงการเติบโตทางธุรกิจขั้นต่อไป โดยโคโค่ อิฉิบันยะน่าจะดึงดูดผู้ซื้อรายใหญ่ รวมถึงบริษัทไพรเวตอิควิตี้ และหากการขายสำเร็จหุ้นอาจปรับตัวสูงขึ้นอีก 30%
ทั้งนี้ในญี่ปุ่นแกงกะหรี่ญี่ปุ่นกลายเป็นอาหารหลักประจำชาติ เนื่องจากราคาจับต้องได้ รสชาติที่ผู้คนคุ้นเคย และปรับแต่งได้ง่าย ซึ่งร้านโคโค่ อิฉิบันยะ ต่อยอดจุดเด่นนี้ด้วยการมีระดับความเผ็ดและเครื่องต่าง ๆ ให้เลือกหลากหลาย
รวมถึงผักและไก่ทอดหลากหลายชนิด จนเป็นที่นิยมทั้งในหมู่พนักงานบริษัทและนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะแกงกะหรี่หมูทอดและแกงกะหรี่ทะเลที่เป็นเมนูขายดีที่สุด
ด้วยความนิยมแกงกะหรี่สไตล์ญี่ปุ่นที่แพร่ขยายไปทั่วโลกนี้ ทำให้แกงกะหรี่หมูทอดของร้านโคโค่ อิฉิบันยะ ถูกนำมาใช้เป็นดัชนีวัดกำลังซื้อของเงินเยนที่อ่อนค่าลง โดย “เจฟฟ์ ยู” นักวางกลยุทธ์อาวุโสจากธนาคารนิวยอร์กเมลลอนด้วย