จับตา ‘สะพานข้ามเกาะช้าง’ หมื่นล้าน ปลุกเศรษฐกิจทะเลภาคตะวันออก
โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะช้าง จ.ตราด มูลค่า 15,000 ล้านบาท ถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นใหญ่ที่จะเข้ามายกระดับโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของจังหวัดตราด
ขณะที่เสียงชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ได้คัดค้านโครงการ แต่ต้องการให้กำหนดค่าชดเชยที่ดินอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม โดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งเกาะช้างเป็นเกาะขนาดใหญ่อันดับ 3 ของประเทศ เสมือนอัญมณีเม็ดงามแห่งทะเลตะวันออก
เคาะแนวที่ 3 ระยะทาง 5.9 กม.
ที่ผ่านมาการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) โดยบริษัทที่ปรึกษาศึกษาความเหมาะสมด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อม เสนอความคืบหน้าการออกแบบโครงการ รวมถึงแนวทางการเวนคืนที่ดิน พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน
นายครรชิต วิลัยศิลป์ วิศวกรงานทางอาวุโส เปิดเผยว่า จากการศึกษาคัดเลือกเส้นทางที่เหมาะสมที่สุด พิจารณาจากเส้นทางที่สั้นที่สุดและมีข้อจำกัดน้อยที่สุด พบว่ามีแนวเส้นทางรวมทั้งสิ้น 5.9 กม. จุดเริ่มต้นอยู่ที่บริเวณจุดเชื่อมต่อกับถนนทางหลวงชนบทตราด 4006 ที่ กม. 2+790 ในพื้นที่บ้านธรรมชาติล่าง ต.คลองใหญ่ อ.แหลมงอบ โดยแนวเส้นทางมุ่งตรงไปทางทิศใต้ผ่านพื้นที่เกษตรกรรมเข้าสู่พื้นที่ทะเล และจุดสิ้นสุดอยู่ที่บริเวณจุดเชื่อมต่อกับถนน อบจ.ตราด 10026 ที่ กม. 5+435 ในเขตพื้นที่บ้านด่านใหม่ ใกล้สำนักงานการไฟฟ้าเกาะช้าง ต.เกาะช้าง อ.เกาะช้าง
รูปแบบโครงสร้างสะพานเป็นทางยกระดับข้ามทะเล รองรับการจราจร 1 ช่องทางต่อทิศทาง ช่องจราจรกว้าง 3.50 เมตร โดยมีบริเวณไหล่ด้านในกว้าง 0.50 เมตร ด้านนอก 3.50 เมตร
ความแตกต่างจากทางด่วนพิเศษที่เคยสร้างมา คือ มีช่องจราจร 1 ช่อง สำหรับรถจักรยานยนต์โดยเฉพาะ (Motorcycle Exclusive Lane) ตามความต้องการของชุมชนบนเกาะช้าง โดยมีความกว้างช่องจราจรรวมไหล่ทางประมาณ 3 เมตร
ซึ่งโครงสร้างสะพานแบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ ช่วงสะพานที่มีความยาวเป็นพิเศษ ใช้โครงสร้างสะพานขึง (Extradosed Bridge) มีความยาวช่วงเสา 240 เมตร เพื่อรองรับการสัญจรของเรือขนาดใหญ่ และโครงสร้างสะพานช่วงความยาวทั่วไป ใช้โครงสร้างสะพานคานยื่นสมดุล (Balanced Cantilever Bridge) มีความยาวช่วงเสา 120 เมตร
ทั้งนี้ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินการระยะที่ 2 ปี 2570-2572 เพื่อจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และเตรียมกระบวนการเวนคืนที่ดิน จัดทำรายละเอียดโครงการและงบประมาณ เพื่อเสนอต่อกระทรวงคมนาคม เพื่อขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี คาดว่าจะใช้งบฯ ก่อสร้างประมาณ 15,000 ล้านบาท
คาดว่าจะเริ่มดำเนินการในปี 2573-2574 เพื่อจัดการกรรมสิทธิ์ที่ดินและจ่ายค่าทดแทนให้ผู้ได้รับผลกระทบ หากการเวนคืนเป็นไปตามแผนคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2574 ใช้เวลาประมาณ 3-4 ปี และเปิดให้บริการได้ราวปี 2578
เล็งเก็บค่าผ่านทางเท่าเฟอรี่

อีกประเด็นสำคัญคืออัตราค่าผ่านทาง โดย นายกฤษฎา จันทรเสนา ผู้อำนวยการกองจัดการสิ่งแวดล้อม ฝ่ายพัฒนาโครงการ กทพ. เปิดเผยว่า เบื้องต้นมีนโยบายกำหนดอัตราค่าผ่านทางในระดับใกล้เคียงกับค่าโดยสารเรือเฟอรี่ ประมาณ 200-300 บาท/คัน เพื่อให้ไม่เป็นภาระโดยค่าใช้จ่ายกับประชาชน รวมถึงใช้บริการได้ 24 ชั่วโมง ช่วยยกระดับการเดินทางระหว่างเกาะช้างกับฝั่งแผ่นดินใหญ่ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ต้องเดินทางไปพบแพทย์อย่างเร่งด่วน ตลอดจนส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม
จ่อเวนคืนที่ดิน 65 แปลง
ขณะที่การเวนคืนที่ดิน มีเจ้าของที่ดินจำนวนมากมาร่วมรับฟังความคิดเห็น พบว่าส่วนใหญ่กังวลมูลค่าที่ดินที่ถือครองอยู่ ปัจจุบันมีราคาในท้องตลาดค่อนข้างสูง โดยเฉพาะฝั่ง อ.เกาะช้าง ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว การเวนคืนจึงต้องการราคาที่เหมาะสม และเป็นธรรม

ด้าน ดร.พิเศษ เสนาวงษ์ ผู้ชำนาญการด้านสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่าจะมีพื้นที่การเวนคืนที่ดิน 65 แปลง แบ่งเป็น พื้นที่ ต.เกาะช้าง อ.เกาะช้าง จำนวน 23 แปลง เนื้อที่ 18 ไร่ 3 งาน 95 ตารางวา มีสิ่งปลูกสร้าง 12 หลัง ส่วนพื้นที่ ต.คลองใหญ่ อ. แหลมงอบ จำนวน 42 แปลง เนื้อที่ 41 ไร่ 2 งาน 94 ตารางวา มีสิ่งปลูกสร้าง 26 หลัง
การเวนคืนจะดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2562 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยการกำหนดค่าทดแทนจะพิจารณาจากราคาตลาด ราคาซื้อขายย้อนหลัง 2 ปี ราคาที่ดินใกล้เคียงในรัศมี 2 กิโลเมตร ราคาประเมินของธนาคาร และราคาประเมินที่ราชการกำหนด ก่อนนำมาเปรียบเทียบเพื่อกำหนดราคาที่เหมาะสม โดยใช้หลักราคาสูงสุดในการซื้อขาย
รวมถึงค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้าง ค่ารื้อถอน ค่าขนย้าย ค่าก่อสร้างโรงเรือนใหม่ ค่าเสียหายอื่น ๆ รวมถึงค่าธรรมเนียมการโอนและการแบ่งโฉนดที่เหลือ ซึ่ง กทพ.จะเป็นผู้รับผิดชอบ หากเจ้าของที่ดินยินยอมลงนามส่งมอบที่ดินภายใน 120 วัน จะได้รับเงินชดเชยเพิ่มอีก 2% ของราคาที่ดิน แต่หากไม่สามารถตกลงกันได้ภายใน 180 วัน จะเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายและประกาศพระราชกฤษฎีกาเวนคืน โดย กทพ.จะนำเงินค่าทดแทนไปฝากไว้ที่ธนาคารออมสินตามขั้นตอน
ส่วนไม้ยืนต้นก็ได้รับการชดเชยตามประเภท โดยเฉพาะทุเรียนพันธุ์ดีขนาดใหญ่ที่ให้ผลผลิตแล้ว ได้รับชดเชยต้นละ 28,000 บาท
ทั้งนี้ นายกฤษฎา กล่าวเสริมว่าเบื้องต้นได้ประเมินมูลค่าการเวนคืนไว้ที่หลักพันล้านบาท และเดือนตุลาคม ถึงพฤศจิกายนนี้ กทพ.เตรียมจัดประชุมทดสอบความสนใจของนักลงทุน(Market Sounding) เพื่อประเมินความสนใจของภาคเอกชนในการร่วมลงทุน
ชาวบ้านขอราคาชดเชยเป็นธรรม
ด้าน นายศิริ แซ่เล้า อาชีพค้าขาย หนึ่งในเจ้าของที่ดินที่อยู่ในแนวเวนคืน ฝั่ง อ.แหลมงอบ เปิดเผยว่า เมื่อ 2 ปีที่แล้วได้มาซื้อที่ดิน 16 ไร่ เพื่อสร้างโกดังเก็บของ คาดว่าจะถูกเวนคืนประมาณ 3 ไร่ ยอมรับว่าการเวนคืนมีผลกระทบเพราะต้องเสียที่ดินไป และกังวลว่าค่าชดเชยที่ได้รับอาจไม่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของที่ดินเมื่อเทียบกับมูลค่าในอนาคต จึงขอให้มีการกำหนดราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้คัดค้านโครงการ และเห็นด้วยกับการก่อสร้าง เชื่อว่าเมื่อโครงการนี้แล้วเสร็จจะช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้าเมื่อเทียบกับการขนส่งทางเรือ อีกทั้งยังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้จังหวัดตราดมากขึ้น

ขณะเดียวกัน นายจักรกฤษณ์ สลักเพชร นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลเกาะช้างใต้ อ.เกาะช้าง ในฐานะตัวแทนของชาวบ้าน ได้กล่าวถึงหลักเกณฑ์การเวนคืนที่ดินของ กทพ. โดยระบุว่า เกณฑ์การเปรียบเทียบราคาตลาดกับราคาประเมินที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของ กพท.มีความเหมาะสม
ปัจจุบันที่ดินฝั่ง อ.เกาะช้าง ซึ่งติดทะเลและชายหาด มีราคาซื้อขายประมาณไร่ละ 7-8 ล้านบาท ส่วนที่ดินทั่วไปติดถนนประมาณไร่ละ 2.5-3 ล้านบาท ขณะที่บางแปลงมีการลงทุนสิ่งปลูกสร้าง ทำประโยชน์เชิงธุรกิจ รีสอร์ต ที่พัก และการทำสวน ซึ่งจะได้รับค่าทดแทนในส่วนต่าง ๆ ตามหลักเกณฑ์ ตามแผนการเวนคืนที่คาดว่าจะเริ่มดำเนินการในปี 2573 ทำให้ในช่วง 4-5 ปีข้างหน้าเจ้าของที่ดินและผู้เช่ายังสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้
ที่น่าจับตาคือ ที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืน และบริเวณใกล้เคียงแนวสะพาน โดยเฉพาะบริเวณบ้านด่านใหม่ ซึ่งแนวถนนจะตัดผ่านโดยตรง ยังมีโอกาสเห็นการลงทุนทยอยเข้ามาก่อนเริ่มก่อสร้าง อาจทำให้ราคาที่ดินปรับสูงขึ้นตาม
คนเกาะช้างขอส่วนลดพิเศษ
ต่อมานายจักรกฤษณ์กล่าวถึงอัตราค่าผ่านทางว่า ขอให้พิจารณาอัตราค่าผ่านทางสำหรับราคาคนในท้องถิ่นเป็นกรณีพิเศษ เพราะมีประชาชนที่ต้องเดินทางเข้า-ออกเกาะเป็นประจำ ทั้งชาวบ้าน ข้าราชการ พนักงานที่ทำงานบนเกาะแต่ไม่ได้ย้ายสำเนาทะเบียนบ้าน รวมถึงรถตู้รับส่งนักเรียนที่เดินทางเป็นประจำในวันจันทร์-ศุกร์
โดยเสนอให้มีระบบลงทะเบียนและบัตรผ่านสำหรับคนท้องถิ่น ให้มีบัตรผ่านที่ใช้เป็นมาตรฐาน โดยอาจนำแนวทางของระบบ Easy Pass หรือ M-Flow มาปรับใช้ พร้อมเสนอให้ลดอัตราค่าผ่านทางสำหรับคนในพื้นที่อย่างน้อย 50%
เร่งขยายถนนรองรับนักท่องเที่ยว
ต่อมานายจักรกฤษณ์ยังได้บอกอีกว่าสิ่งที่คนเกาะช้างยังกังวลคือ หากทางพิเศษเปิดใช้งานอาจทำให้ปริมาณนักท่องเที่ยวและยานพาหนะที่เพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาโครงข่ายถนนไปพร้อม ๆ กัน
ปัจจุบันการพัฒนาโครงข่ายถนนบนเกาะช้างแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 ถนนรอบเกาะช้าง บางเบ้า-สลักเพชร ระยะทาง 11 กม. เชื่อมเส้นทางถนนรอบเกาะช้าง ขณะนี้เหลือการเสนอ ครม.อนุมัติงบประมาณให้กรมทางหลวงชนบทเป็นผู้ดำเนินการ คาดว่าใช้เวลาก่อสร้าง 2 ปี จะแล้วเสร็จปี 2573
ส่วนที่ 2 ถนนที่มีอยู่โดยรอบเกาะช้างทั้งหมดระยะทาง 70 กม.จำเป็นต้องปรับปรุง และขยายช่องทางเพื่อรองรับการจราจรและความปลอดภัย โดยบางช่วงควรขยายความกว้างจาก 6 เมตรเป็น 10 เมตร เช่น บริเวณบ้านบางเบ้า ที่กว้างเพียง 2 เมตรเท่านั้น
แต่มีข้อจำกัดสำคัญ คือพื้นที่ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง จำเป็นต้องขออนุญาตใช้พื้นที่จากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รวมถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณ เพราะถนนส่วนใหญ่เป็นความรับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนจังหวัดตราด ซึ่งมีงบประมาณไม่เพียงพอ
นอกจากนี้ เสนอให้พิจารณากำหนดความเร็วของรถจักรยานยนต์ ประมาณ 50-60 กม./ชม. ซึ่งจะใช้เวลาเดินทางเพียง 6 นาทีเท่านั้น เพราะเกาะช้างเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีการเดินทางด้วยรถจักรยานยนต์จำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มบิ๊กไบก์ที่มักใช้ความเร็วสูง เกรงว่าจะเกิดอุบัติเหตุและกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยว โดยเฉพาะกับคนในท้องถิ่นที่ไม่คุ้นเคยกับการใช้ทางด่วน
