ประเทศไทยต้องแก้ เศรษฐกิจ K-Shape
คอลัมน์ : สามัญสำนึก
ผู้เขียน : วิมล ตัน
เศรษฐกิจไทยกำลังเติบโตแบบ K-Shape
เป็นเรื่องที่รัฐบาล โดยเฉพาะหน่วยงานกำกับดูแลเศรษฐกิจมหภาค ต้องให้ความสนใจและเร่งหาทางแก้ไขโดยด่วน
เพราะเศรษฐกิจแบบ K-Shape สร้างปัญหา ตรงที่เป็นการเติบโตที่ไม่เท่าเทียมกัน เหมือนตัวอักษร K ที่มีขาหนึ่งพุ่งขึ้น ขณะที่อีกขาดิ่งลง เป็นความแตกต่างที่ธุรกิจ “ขาบน” ร่ำรวย ทำมาค้าขึ้น ได้ประโยชน์เต็มไม้เต็มมือ กำไรโตพรวด ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนในขณะนี้ คือ อุตสาหกรรมในกลุ่มดิจิทัล กลุ่มเทค อิเล็กทรอนิกส์ AI ที่ได้รับความนิยม กำไรเติบโตหลายสิบเปอร์เซ็นต์ แต่อีกข้างหนึ่งที่น่าห่วง คือธุรกิจ “ขาล่าง” ซึ่งคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ระบุว่า เป็นกลุ่ม 7 อุตสาหกรรมดั้งเดิมของไทย เช่น อุตฯยานยนต์ ปิโตรเคมี วัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี ที่โดนแรงกดดันจากสินค้าต่างประเทศที่หลั่งไหลเข้ามาตีตลาดในประเทศ แย่งลูกค้า ตัดราคา จนทำให้ยอดขายสาละวันเตี้ยลง รายได้ลด แข่งขันไม่ได้
เป็นสาเหตุที่เราได้เห็นตัวเลขเศรษฐกิจปีนี้เหมือนว่าเติบโตดี การส่งออกช่วง 7 เดือนแรกของปีขยายตัวถึง 18.2% กกร.เองก็มีการปรับประมาณการจีดีพีปี 2569 จากเดิม 1.6-2% เป็น 2.1-2.5% แต่เป็นตัวเลขที่ไม่สะท้อนภาพเศรษฐกิจทั้งหมด เพราะการส่งออกบางกลุ่มสินค้าสดใสมาก ขณะที่กำลังซื้อของคนในประเทศกลับลดน้อยถอยลง ด้วยพิษผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง ราคาพลังงานที่สูงขึ้น ทำให้ต้นทุนสินค้าเพิ่ม เงินเฟ้อพุ่ง เงินในกระเป๋ากลับเท่าเดิม ลองเดินตลาด สำรวจพ่อค้าแม่ขายตามแผงลอยต่าง ๆ จะได้คำตอบแบบเดียวกันว่า ค้าขายซบเซา ลูกค้าร่อยหรอ
เป็นอารมณ์ที่ไปคนละทางกับตัวเลขส่งออก และจีดีพี !!
เศรษฐกิจ K-Shape แบบนี้จะส่งผลเสียที่รุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว เพราะจะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ยิ่งตัว K ขาบนกับขาล่างถ่างออกมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมมากขึ้นในสังคม กลุ่มขาบน คือคนรวยและกลุ่มทุนหนา ที่มีสัดส่วนน้อย ยิ่งรวยขึ้น กุมอำนาจทางเศรษฐกิจเข้าขั้นผูกขาด ขณะที่กลุ่ม K ขาล่าง คือธุรกิจดั้งเดิมของไทย กลุ่มเอสเอ็มอีที่ไปต่อไม่ไหว และคือประชากรกว่า 1 ใน 3 ของประเทศที่มีปัญหาถูกกดทับด้วยหนี้ครัวเรือน ไม่มีเงินจับจ่ายใช้สอย รายได้โตไม่ทันรายจ่าย ก็ต้องวนลูปกับการกู้หนี้ยืมสินมาใช้ในชีวิตประจำวัน กลายเป็น “กับดักหนี้” ที่ตอนนี้ก็เป็นปัญหาหนักอกของประเทศอยู่แล้ว
หากปล่อยให้เศรษฐกิจเป็น K-Shape ต่อไปโดยไม่เร่งแก้ เชื่อว่ากับดักหนี้จะกลายร่างเป็น “หลุมดำ” ดูดทุกสิ่งทุกอย่าง
จริง ๆ แล้ว ประเทศไทยรบพุ่งกับปัญหาความเหลื่อมล้ำมาหลายปีดีดัก แต่เหมือนว่าจะไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเท่าใดนัก แทบทุกรัฐบาลมักใช้ “ประชานิยม” โดยให้เหตุของการดูแลกลุ่มคนเปราะบาง เป็นสาระสำคัญในการใช้เงินงบประมาณอุดหนุนด้วยการแจกเงิน ทั้งบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการคนละครึ่ง คนละครึ่งพลัส ซึ่งล้วนแต่เป็นการแก้ที่ปลายเหตุ แก้แบบเฉพาะหน้า ไม่ใช่นโยบายการสร้างรายได้แบบมั่นคงยั่งยืน
จากนี้การดูแล “กลุ่มคนขาล่าง” ต้องเข้มข้น จริงจังกว่านี้
ในส่วนของ “กลุ่มคน K ขาบน” เอง จะปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติแบบนี้ไม่ได้ รัฐบาลอาจต้องกำกับดูแล ออกนโยบายให้เกิดการ “แบ่งปัน” หรือดูแลให้ธุรกิจเหล่านี้รับผิดชอบต่อสังคม (Social Response) ยิ่งมีกำไรมาก ยิ่งต้องตอบแทนคืนกลับให้สังคมมากขึ้น ไม่เช่นนั้น สภาพความเหลื่อมล้ำ ชาวบ้านตาดำ ๆ ที่หาเช้าไม่พอกินค่ำ ย่อมมีอารมณ์หงุดหงิด อิจฉา ไม่หลงใหลได้ปลื้มไปกับกำไรที่สวยหรูของบริษัทเหล่านั้น พาลจะมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อการบริหารประเทศของรัฐบาล
รัฐบาลก็จะอยู่ยาก !!