เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
SD ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
เศรษฐกิจภูมิภาค เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
ดูทั้งหมด

“คุยกับ ครม.อนุทิน” เทปแรก ‘ปกรณ์’ ลุยรีแบรนด์ระบบ ขรก. ดันบริการ ปชช.เร็วขึ้น 20-30%

05 ก.ย. 2569 | 11:13น.
"คุยกับ ครม.อนุทิน" เทปแรก 'ปกรณ์' ลุยรีแบรนด์ระบบ ขรก. ดันบริการ ปชช.เร็วขึ้น 20-30%

ปกรณ์ ประเดิมเทปแรก “คุยกับ ครม.อนุทิน” ลุยพัฒนาระบบราชการ ต้องลดรายจ่ายประจำ-จำนวนคน หลังทำงบลงทุนเหลือเพียง 20% มองราชการไทยตามไม่ทันโลก ปักธง Open Government เชื่อมฐานข้อมูลสู้คอรัปชั่น ดันบริการประชาชนเร็วขึ้น 20-30% ลั่นต้องรีแบรนด์ระบบราชการ สู่การพัฒนาประสิทธิภาพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเดิมเทปแรกรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ตอนแรกคุยกับนายปกรณ์นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ประเด็น ถึงเวลาแล้วหรือยัง ? กับการปรับระบบราชการ

โดยนายปกรณ์ กล่าวถึงการปฏิรูประบบราชการ ว่า ตนไม่ชอบใช้คำว่าปฏิรูประบบราชการ แต่เปลี่ยนเป็นพัฒนาประสิทธิภาพของระบบราชการ เนื่องจากการปฏิรูประบบราชการแต่ละครั้งเป็นภาพจำของความล้มเหลว มีเพียงการตั้งคณะกรรมการคณะทำงานการศึกษาวิจัย มีแต่นโยบายแนวทางแต่ไม่ลงมือทำ ส่วนไม่ทำแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ปีนี้จะเห็นว่างบประมาณรายจ่ายประจำเพิ่มขึ้นสูงถึง 73% จากงบประมาณทั้งประเทศ มีงบลงทุนเพียง 20% ที่เหลือเป็นงบใช้หนี้

หากสามารถปรับงบในส่วนที่เกี่ยวข้องของงบประจำลดลง และนำมาใช้ในการพัฒนาประเทศมากขึ้นประเทศจะไปได้ดีกว่านี้หรือไม่ นี่คือสิ่งที่รัฐบาลคิดมาตลอดทุกรัฐบาล แต่ยังไม่มีการลงมือทำ

ปีนี้เป็นปีของความยากลำบาก และเผชิญกับความท้าทายต่างๆของโลกเต็มไปหมด ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ที่มีการใช้กำลังกัน ส่งผลต่อห่วงโซ่การค้า การค้าโลกก็ผิดปกติไปอย่างมาก เนื่องจากมีการแทรกแซง และใช้มาตรการต่างๆในการกดดันประเทศอื่นๆ การค้าพาณิชย์ไม่ได้เหมือนเมื่อ 10 ปีก่อน

ขณะที่การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ทั้งน้ำท่วม ดินโคลนถล่ม แม้กระทั่งทั่วโลกก็เจอปัญหานี้ ในยุโรป มีอากาศร้อนจัดไฟไหม้ป่า ซึ่งกระทบทั้งหมด ฉะนั้นต้องรื้อฟื้นฟูแก้ไขเยียวยากว่าจะกลับมาเหมือนเดิมได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายและสถานการณ์พวกนี้จะยิ่งรุนแรงมากขึ้น

ประกอบกับการที่ เราเข้าสู่สังคมสูงวัย กำลังรายงานก็มีน้อยแต่ต้องจ่ายภาษีมาเพื่อดูแลคนสูงวัยจำนวนมาก ซึ่งทางการแพทย์ดูแลดีขึ้นเรื่อยๆอายุก็ยืนขึ้น เป็นไปไม่ได้ไม่มีตังค์พอสิ่งที่เกิดขึ้นคือหากไม่พัฒนาประสิทธิภาพของระบบราชการสิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือเราไม่มีเงินเหลือพอที่จะพัฒนาประเทศในด้านอื่น

แล้วประเทศจะพัฒนาได้อย่างไรขณะที่ประเทศคู่แข่งหรือประเทศเพื่อนบ้าน มีการพัฒนาปรับเปลี่ยนโครงสร้างของระบบราชการ ปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของภาครัฐไปหมดแล้ว จากการเป็นรัฐที่ควบคุมจำกัดกลายเป็นรัฐที่อำนวยความสะดวก ในการประกอบธุรกิจของภาคเอกชน เพราะฉะนั้นขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศจะน้อยลงไปเรื่อยๆ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น

นายปกรณ์ มองว่า มีอยู่ 3-4 ส่วน คือการลดอัตรากำลังรีดไขมันออก ขณะนี้มีเทคโนโลยีที่สามารถเข้ามาช่วยในการทำงานได้แล้วงานบางอย่างอาจไม่จำเป็นที่จะต้องใช้คนจำนวนมากเหมือนเมื่อก่อน เช่นเดียวกับภาคเอกชนประเทศจีน ขณะนี้กำลังเดินหน้าใช้ AI ทดแทนแรงงาน และสร้างงานใหม่ให้กับกลุ่มคนที่ออกเพื่อสร้างรายได้ใหม่ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วทำให้เห็นว่าเราต้องเปลี่ยนแล้ว เพราะหากไม่เปลี่ยนก็จะตามใครไม่ทัน

ส่วนที่ 2 คือกระบวนการทำงานของภาครัฐจะต้องลดขั้นตอนการซ้ำซ้อน ไม่ใช่เพียงแต่ลดคน และต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้เทียบเท่าเดิม เพื่อทดแทนสิ่งที่หายไป และผลที่จะได้คือจะใช้งบประมาณในส่วนรายจ่ายประจำน้อยลง และจะมีงบในการพัฒนาประเทศจาก 20% สู่ 30% และใช้ในการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติได้ด้วย

พร้อมกับระบุว่า เรามีการวางโครงสร้างเรื่องการพัฒนาระบบราชการมาอย่างยาวนาน แต่กลับยังไม่ได้รับการพัฒนา และสิ่งที่ขาดหายไปคือการลงมือทำจริง แม้จะมีการตั้งสำนักงาน กพร.ขึ้นมา ไม่มีการลดจำนวนคน และตำแหน่งที่เพิ่มไม่ใช่การเพิ่มตำแหน่งปฏิบัติการ แต่ไปเพิ่มตำแหน่งผู้กำหนดนโยบาย ตำแหน่งบริหาร จนทำให้หลายหน่วยไม่มีผู้ปฏิบัติงานแล้วจะเดินได้อย่างไร หัวโตตัวลีบ ไม่มีแรงเดิน

นายปกรณ์ ยังกล่าวอีกว่า การปฏิรูประบบราชการสู่การเป็น Digital Government และจะต้องเป็น Open Government เป็นรัฐบาลที่โปร่งใส ไม่มีทุจริต ทุกอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นสามารถควบคุมได้ทั้งหมด ซึ่งจะทำให้โกงได้ รายการเดินหน้าสู่Digital Government คือการต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ไม่ใช่การเพิ่มคน ในการทดแทนงานบางอย่าง ที่อาจจะไม่จำเป็นต้องใช้คนทำ

เช่นการเดินหนังสือ เพราะเรามีระบบที่สามารถส่งตรงได้ ผ่านการใช้ Argentic AI วิเคราะห์ข้อมูลได้แม่นยำ ด้วยการเชื่อมฐานข้อมูลทั้งหมด เพื่อให้เป็นDigital Government เพราะถังข้อมูลในปัจจุบันยังไม่เชื่อมกันและเปลี่ยนจากการสแกนภาพเก็บข้อมูลเป็น Machine – Readable format ซึ่ง AI สามารถวิเคราะห์ได้

ส่วนที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกต ว่ามีการลดจำนวนคนลงแล้วจะลดประสิทธิภาพในการทำงานนั้น นายปกรณ์ ระบุว่า แต่ละงานไม่เหมือนกันแต่สิ่งที่เราคิดอยู่บนพื้นฐานคือระบบราชการ ไทยจ้างแบบ One Side Fits all ซึ่งมีภารกิจของแต่ละคนที่แตกต่างออกไป การออกแบบระบบการจ้างจึงแตกต่างกันออกไป

อย่างครูแพทย์ ตำรวจ ที่มีภาระงานตารางเวลา ที่ไม่เหมือนกัน แต่กฎหมายไทยถูกออกแบบการจ้างงานของข้าราชการที่เหมือนกัน ที่ไม่สอดรับกับความเป็นจริง ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่คือการคงอัตรากำลัง ณวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ ถือเป็นอัตรากำลังสูงสุดเท่าที่จะมีได้ และหลังจากนี้จะค่อยๆทยอยลด โดยใช้สิ่งอื่นเข้ามาทดแทน ทั้งการใช้เทคโนโลยีเข้ามาแทน หรือการจ้างงานรูปแบบอื่นทดแทนการเป็นข้าราชการ

ส่วนกรณีกระแสดราม่า ยกเลิกการจ้างงานตำแหน่งบรรณารักษ์นั้น นายปกรณ์ ระบุว่า บรรณารักษ์เป็นวิชาชีพไม่ได้บอกว่าจะยกเลิกแต่เป็นวิชาชีพที่อยู่แต่หากเกษียณจะไม่มีการบรรจุเพิ่ม เป็นข้าราชการ แต่ใช้การจ้างด้วยวิธีอื่น ซึ่งบริบทของห้องสมุดต่างไปจากเดิมที่แต่ก่อนคนจะต้องวิ่งเข้าหาห้องสมุดแต่ปัจจุบัน ต้องนำข้อมูลเข้าสู่ระบบให้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยไม่ต้องเดินทางมา ฉะนั้นจะพัฒนาประสิทธิภาพของวิชาชีพจะต้องคิดว่าจะต้องพัฒนาไปในทิศทางใดไม่ใช่จะอยู่แบบเดิม

ส่วนการพัฒนาบริการของรัฐต่อประชาชน ให้เป็นศูนย์ One Stop Service นายปกรณ์กล่าวว่า เดิมหน่วยงานใครหน่วยงานมันทำงานแบบหนึ่งต่อหนึ่ง แต่จะต้องทำงานแบบคอร์สฟังก์ชั่น เพราะชาวบ้านจะมองว่ารัฐเป็นหนึ่งองคาพยพ จนกลายเป็นภาระกับประชาชน

ซึ่งรัฐจะต้องมีหน้าที่เชื่อมฐานข้อมูลของรัฐเข้าด้วยกัน และเรามีกฎหมายการอนุมัติอนุญาตและการให้บริการภาครัฐของทางราชการแล้ว หรือที่เรียกว่า Super license ซึ่งอยู่ระหว่างการออกแบบระบบ ตัวอยู่ระหว่างการหารือของกพร.กับเอกชน ขณะที่ พัฒนาระบบโดยให้มีช่องทางแบบ fast track นำเข้ามาอยู่ในระบบ ก็จะลดช่องว่างในการทุจริต

ส่วนการเดินหน้าคัดกรองกฎหมายซ้ำซ้อน นายปกรณ์ กล่าวว่า อยู่ในนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว ในหมู่นักกฎหมายมีอยู่ 1 คำพูดที่ติดปาก คือนางฟ้าอยู่ในหลัก ซาตานอยู่ในรายละเอียด นางฟ้า คือ พ.ร.บ. ในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพคนที่จะไม่มีรายละเอียดมากนัก

ตอนนี้เรามีกฎหมายลูกคือ การกำหนดกฎเกณฑ์ วิธีการเงื่อนไขในการดำรงชีวิตของคนประมาณ 7,600 ฉบับ โดยจะต้องลดจำนวนลงให้ได้ โดยต้องดูที่กฎหมายลำดับรอง และหากเป็นปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย ที่ต้องแก้ไขจะต้องนำออกรับฟังความคิดเห็นในระบบการทางกฎหมาย และเมื่อผ่านจะนำเข้าสู่กรอ ซึ่งถือเป็นภาคเอกชนที่ประสบภัยโดยตรง และ ครม. เพื่ออนุมัติหลักการ

ส่วนอะไรจะเป็นตัวชี้วัดว่าสิ่งที่ทำมาถูกทางหรือประสบความสำเร็จ นายปกรณ์ กล่าวว่า ระยะการให้บริการของหน่วยงานต่างๆถือเป็น KPI ที่ชัดเจน ในแต่ละกระบวนงาน KPI ที่กำหนดใหม่หลังจากนี้หลังจากที่กฎหมายอำนวยความสะดวกมี ผลใช้บังคับระยะเวลาในแต่ละเรื่องจะต้องลดลง ไม่น้อยกว่า 20 – 30%

นายปกรณ์ ยังย้ำในช่วงท้ายว่า ต้องการรีแบรนด์ ใหม่สู่การพัฒนาประสิทธิภาพของระบบราชการแต่ปัจจุบันยังสลัดภาพนี้ไม่หลุด หรือง่ายๆว่าเราเปลี่ยนระบบราชการจากการบริหารตามแท่ง ที่ยังคงล้างไม่ออก

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ครม.อนุทิน