“คุยกับ ครม.อนุทิน” เทปแรก ‘ปกรณ์’ ลุยรีแบรนด์ระบบ ขรก. ดันบริการ ปชช.เร็วขึ้น 20-30%
ปกรณ์ ประเดิมเทปแรก “คุยกับ ครม.อนุทิน” ลุยพัฒนาระบบราชการ ต้องลดรายจ่ายประจำ-จำนวนคน หลังทำงบลงทุนเหลือเพียง 20% มองราชการไทยตามไม่ทันโลก ปักธง Open Government เชื่อมฐานข้อมูลสู้คอรัปชั่น ดันบริการประชาชนเร็วขึ้น 20-30% ลั่นต้องรีแบรนด์ระบบราชการ สู่การพัฒนาประสิทธิภาพ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเดิมเทปแรกรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ตอนแรกคุยกับนายปกรณ์นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ประเด็น ถึงเวลาแล้วหรือยัง ? กับการปรับระบบราชการ
โดยนายปกรณ์ กล่าวถึงการปฏิรูประบบราชการ ว่า ตนไม่ชอบใช้คำว่าปฏิรูประบบราชการ แต่เปลี่ยนเป็นพัฒนาประสิทธิภาพของระบบราชการ เนื่องจากการปฏิรูประบบราชการแต่ละครั้งเป็นภาพจำของความล้มเหลว มีเพียงการตั้งคณะกรรมการคณะทำงานการศึกษาวิจัย มีแต่นโยบายแนวทางแต่ไม่ลงมือทำ ส่วนไม่ทำแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ปีนี้จะเห็นว่างบประมาณรายจ่ายประจำเพิ่มขึ้นสูงถึง 73% จากงบประมาณทั้งประเทศ มีงบลงทุนเพียง 20% ที่เหลือเป็นงบใช้หนี้
หากสามารถปรับงบในส่วนที่เกี่ยวข้องของงบประจำลดลง และนำมาใช้ในการพัฒนาประเทศมากขึ้นประเทศจะไปได้ดีกว่านี้หรือไม่ นี่คือสิ่งที่รัฐบาลคิดมาตลอดทุกรัฐบาล แต่ยังไม่มีการลงมือทำ
ปีนี้เป็นปีของความยากลำบาก และเผชิญกับความท้าทายต่างๆของโลกเต็มไปหมด ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ที่มีการใช้กำลังกัน ส่งผลต่อห่วงโซ่การค้า การค้าโลกก็ผิดปกติไปอย่างมาก เนื่องจากมีการแทรกแซง และใช้มาตรการต่างๆในการกดดันประเทศอื่นๆ การค้าพาณิชย์ไม่ได้เหมือนเมื่อ 10 ปีก่อน
ขณะที่การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ทั้งน้ำท่วม ดินโคลนถล่ม แม้กระทั่งทั่วโลกก็เจอปัญหานี้ ในยุโรป มีอากาศร้อนจัดไฟไหม้ป่า ซึ่งกระทบทั้งหมด ฉะนั้นต้องรื้อฟื้นฟูแก้ไขเยียวยากว่าจะกลับมาเหมือนเดิมได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายและสถานการณ์พวกนี้จะยิ่งรุนแรงมากขึ้น
ประกอบกับการที่ เราเข้าสู่สังคมสูงวัย กำลังรายงานก็มีน้อยแต่ต้องจ่ายภาษีมาเพื่อดูแลคนสูงวัยจำนวนมาก ซึ่งทางการแพทย์ดูแลดีขึ้นเรื่อยๆอายุก็ยืนขึ้น เป็นไปไม่ได้ไม่มีตังค์พอสิ่งที่เกิดขึ้นคือหากไม่พัฒนาประสิทธิภาพของระบบราชการสิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือเราไม่มีเงินเหลือพอที่จะพัฒนาประเทศในด้านอื่น
แล้วประเทศจะพัฒนาได้อย่างไรขณะที่ประเทศคู่แข่งหรือประเทศเพื่อนบ้าน มีการพัฒนาปรับเปลี่ยนโครงสร้างของระบบราชการ ปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของภาครัฐไปหมดแล้ว จากการเป็นรัฐที่ควบคุมจำกัดกลายเป็นรัฐที่อำนวยความสะดวก ในการประกอบธุรกิจของภาคเอกชน เพราะฉะนั้นขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศจะน้อยลงไปเรื่อยๆ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น
นายปกรณ์ มองว่า มีอยู่ 3-4 ส่วน คือการลดอัตรากำลังรีดไขมันออก ขณะนี้มีเทคโนโลยีที่สามารถเข้ามาช่วยในการทำงานได้แล้วงานบางอย่างอาจไม่จำเป็นที่จะต้องใช้คนจำนวนมากเหมือนเมื่อก่อน เช่นเดียวกับภาคเอกชนประเทศจีน ขณะนี้กำลังเดินหน้าใช้ AI ทดแทนแรงงาน และสร้างงานใหม่ให้กับกลุ่มคนที่ออกเพื่อสร้างรายได้ใหม่ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วทำให้เห็นว่าเราต้องเปลี่ยนแล้ว เพราะหากไม่เปลี่ยนก็จะตามใครไม่ทัน
ส่วนที่ 2 คือกระบวนการทำงานของภาครัฐจะต้องลดขั้นตอนการซ้ำซ้อน ไม่ใช่เพียงแต่ลดคน และต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้เทียบเท่าเดิม เพื่อทดแทนสิ่งที่หายไป และผลที่จะได้คือจะใช้งบประมาณในส่วนรายจ่ายประจำน้อยลง และจะมีงบในการพัฒนาประเทศจาก 20% สู่ 30% และใช้ในการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติได้ด้วย
พร้อมกับระบุว่า เรามีการวางโครงสร้างเรื่องการพัฒนาระบบราชการมาอย่างยาวนาน แต่กลับยังไม่ได้รับการพัฒนา และสิ่งที่ขาดหายไปคือการลงมือทำจริง แม้จะมีการตั้งสำนักงาน กพร.ขึ้นมา ไม่มีการลดจำนวนคน และตำแหน่งที่เพิ่มไม่ใช่การเพิ่มตำแหน่งปฏิบัติการ แต่ไปเพิ่มตำแหน่งผู้กำหนดนโยบาย ตำแหน่งบริหาร จนทำให้หลายหน่วยไม่มีผู้ปฏิบัติงานแล้วจะเดินได้อย่างไร หัวโตตัวลีบ ไม่มีแรงเดิน

นายปกรณ์ ยังกล่าวอีกว่า การปฏิรูประบบราชการสู่การเป็น Digital Government และจะต้องเป็น Open Government เป็นรัฐบาลที่โปร่งใส ไม่มีทุจริต ทุกอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นสามารถควบคุมได้ทั้งหมด ซึ่งจะทำให้โกงได้ รายการเดินหน้าสู่Digital Government คือการต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ไม่ใช่การเพิ่มคน ในการทดแทนงานบางอย่าง ที่อาจจะไม่จำเป็นต้องใช้คนทำ
เช่นการเดินหนังสือ เพราะเรามีระบบที่สามารถส่งตรงได้ ผ่านการใช้ Argentic AI วิเคราะห์ข้อมูลได้แม่นยำ ด้วยการเชื่อมฐานข้อมูลทั้งหมด เพื่อให้เป็นDigital Government เพราะถังข้อมูลในปัจจุบันยังไม่เชื่อมกันและเปลี่ยนจากการสแกนภาพเก็บข้อมูลเป็น Machine – Readable format ซึ่ง AI สามารถวิเคราะห์ได้
ส่วนที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกต ว่ามีการลดจำนวนคนลงแล้วจะลดประสิทธิภาพในการทำงานนั้น นายปกรณ์ ระบุว่า แต่ละงานไม่เหมือนกันแต่สิ่งที่เราคิดอยู่บนพื้นฐานคือระบบราชการ ไทยจ้างแบบ One Side Fits all ซึ่งมีภารกิจของแต่ละคนที่แตกต่างออกไป การออกแบบระบบการจ้างจึงแตกต่างกันออกไป
อย่างครูแพทย์ ตำรวจ ที่มีภาระงานตารางเวลา ที่ไม่เหมือนกัน แต่กฎหมายไทยถูกออกแบบการจ้างงานของข้าราชการที่เหมือนกัน ที่ไม่สอดรับกับความเป็นจริง ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่คือการคงอัตรากำลัง ณวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ ถือเป็นอัตรากำลังสูงสุดเท่าที่จะมีได้ และหลังจากนี้จะค่อยๆทยอยลด โดยใช้สิ่งอื่นเข้ามาทดแทน ทั้งการใช้เทคโนโลยีเข้ามาแทน หรือการจ้างงานรูปแบบอื่นทดแทนการเป็นข้าราชการ
ส่วนกรณีกระแสดราม่า ยกเลิกการจ้างงานตำแหน่งบรรณารักษ์นั้น นายปกรณ์ ระบุว่า บรรณารักษ์เป็นวิชาชีพไม่ได้บอกว่าจะยกเลิกแต่เป็นวิชาชีพที่อยู่แต่หากเกษียณจะไม่มีการบรรจุเพิ่ม เป็นข้าราชการ แต่ใช้การจ้างด้วยวิธีอื่น ซึ่งบริบทของห้องสมุดต่างไปจากเดิมที่แต่ก่อนคนจะต้องวิ่งเข้าหาห้องสมุดแต่ปัจจุบัน ต้องนำข้อมูลเข้าสู่ระบบให้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยไม่ต้องเดินทางมา ฉะนั้นจะพัฒนาประสิทธิภาพของวิชาชีพจะต้องคิดว่าจะต้องพัฒนาไปในทิศทางใดไม่ใช่จะอยู่แบบเดิม
ส่วนการพัฒนาบริการของรัฐต่อประชาชน ให้เป็นศูนย์ One Stop Service นายปกรณ์กล่าวว่า เดิมหน่วยงานใครหน่วยงานมันทำงานแบบหนึ่งต่อหนึ่ง แต่จะต้องทำงานแบบคอร์สฟังก์ชั่น เพราะชาวบ้านจะมองว่ารัฐเป็นหนึ่งองคาพยพ จนกลายเป็นภาระกับประชาชน
ซึ่งรัฐจะต้องมีหน้าที่เชื่อมฐานข้อมูลของรัฐเข้าด้วยกัน และเรามีกฎหมายการอนุมัติอนุญาตและการให้บริการภาครัฐของทางราชการแล้ว หรือที่เรียกว่า Super license ซึ่งอยู่ระหว่างการออกแบบระบบ ตัวอยู่ระหว่างการหารือของกพร.กับเอกชน ขณะที่ พัฒนาระบบโดยให้มีช่องทางแบบ fast track นำเข้ามาอยู่ในระบบ ก็จะลดช่องว่างในการทุจริต
ส่วนการเดินหน้าคัดกรองกฎหมายซ้ำซ้อน นายปกรณ์ กล่าวว่า อยู่ในนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว ในหมู่นักกฎหมายมีอยู่ 1 คำพูดที่ติดปาก คือนางฟ้าอยู่ในหลัก ซาตานอยู่ในรายละเอียด นางฟ้า คือ พ.ร.บ. ในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพคนที่จะไม่มีรายละเอียดมากนัก
ตอนนี้เรามีกฎหมายลูกคือ การกำหนดกฎเกณฑ์ วิธีการเงื่อนไขในการดำรงชีวิตของคนประมาณ 7,600 ฉบับ โดยจะต้องลดจำนวนลงให้ได้ โดยต้องดูที่กฎหมายลำดับรอง และหากเป็นปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย ที่ต้องแก้ไขจะต้องนำออกรับฟังความคิดเห็นในระบบการทางกฎหมาย และเมื่อผ่านจะนำเข้าสู่กรอ ซึ่งถือเป็นภาคเอกชนที่ประสบภัยโดยตรง และ ครม. เพื่ออนุมัติหลักการ
ส่วนอะไรจะเป็นตัวชี้วัดว่าสิ่งที่ทำมาถูกทางหรือประสบความสำเร็จ นายปกรณ์ กล่าวว่า ระยะการให้บริการของหน่วยงานต่างๆถือเป็น KPI ที่ชัดเจน ในแต่ละกระบวนงาน KPI ที่กำหนดใหม่หลังจากนี้หลังจากที่กฎหมายอำนวยความสะดวกมี ผลใช้บังคับระยะเวลาในแต่ละเรื่องจะต้องลดลง ไม่น้อยกว่า 20 – 30%
นายปกรณ์ ยังย้ำในช่วงท้ายว่า ต้องการรีแบรนด์ ใหม่สู่การพัฒนาประสิทธิภาพของระบบราชการแต่ปัจจุบันยังสลัดภาพนี้ไม่หลุด หรือง่ายๆว่าเราเปลี่ยนระบบราชการจากการบริหารตามแท่ง ที่ยังคงล้างไม่ออก