FETCO ชี้หุ้นไทยขาขึ้น ลุ้น 1,700 จุด ต่างชาติจ่อซื้อสุทธิแตะ 1 แสนล้าน
FETCO ชี้ความเชื่อมั่นนักลงทุนยัง “ร้อนแรง” ต่างชาติมองบวกหุ้นไทย หลังถือครองต่ำและเริ่มหวนซื้อสุทธิแล้ว 5 หมื่นล้านบาท ลุ้นทั้งปีแตะ 1 แสนล้านบาท ขณะที่นักวิเคราะห์ต่างชาติเริ่มอัพเกรดกำไร บจ. หนุน SET ขึ้นอย่างมีพื้นฐานรองรับ แต่จับตาการเมือง หวั่นสะดุดแผนลงทุนรอบใหม่
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด และประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น หลังผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนล่าสุดยังอยู่ในระดับ “ร้อนแรง” ต่อเนื่อง สะท้อนว่านักลงทุนทั้ง 4 กลุ่มยังมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทยในระยะข้างหน้า สอดคล้องกับมุมมองของนักวิเคราะห์และผู้เล่นส่วนใหญ่ในตลาด หลังดัชนีปรับตัวขึ้นมาพอสมควร ระหว่างทางอาจเกิดการปรับฐานและความผันผวนระยะสั้นได้เป็นปกติ จากแรงขายทำกำไรของนักลงทุนบางส่วน
สำหรับเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยสิ้นปี 2569 ปัจจุบันนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองไว้บริเวณ 1,700 จุด แต่การที่ดัชนีจะเดินหน้าไปถึงระดับดังกล่าวหรือไม่ ยังขึ้นอยู่กับพัฒนาการของปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะการลงทุนภายในประเทศ ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน และสถานการณ์การเมือง
“ยังเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยอยู่ในขาขึ้น แต่จะไปถึงระดับไหนต้องดูว่าปัจจัยต่าง ๆ มีความคืบหน้าแค่ไหน โดยเฉพาะเรื่องการลงทุนและผลประกอบการ”
นายไพบูลย์กล่าวว่า อีกสัญญาณที่น่าสนใจจากผลสำรวจความเชื่อมั่นนักลงทุนรอบล่าสุด คือ นักลงทุนต่างชาติมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทยค่อนข้างมาก และให้น้ำหนักกับการไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศ (Fund Flow) เป็นหนึ่งในปัจจัยสนับสนุนตลาด ขณะที่ปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติยังถือครองหุ้นไทยในสัดส่วนค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับอดีต หลังขายหุ้นไทยสุทธิต่อเนื่องมาหลายปี จึงยังมีพื้นที่สำหรับการกลับมาเพิ่มน้ำหนักลงทุน หากปัจจัยพื้นฐานและความเชื่อมั่นต่อตลาดไทยปรับตัวดีขึ้น
นับจากต้นปี 2569 เงินทุนต่างชาติไหลเข้าสุทธิตลาดหุ้นไทยแล้วประมาณ 5 หมื่นล้านบาท และมีความเป็นไปได้ที่ยอดซื้อสุทธิตลอดทั้งปีจะเพิ่มขึ้นแตะระดับประมาณ 1 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม การกลับเข้ามาของนักลงทุนสถาบันต่างชาติจะไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันในคราวเดียว แต่มีแนวโน้มทยอยเพิ่มน้ำหนักลงทุนตามพัฒนาการของปัจจัยพื้นฐาน
ด้านปัจจัยที่นักลงทุนต่างชาติจับตา ได้แก่ ความคืบหน้าของการลงทุนรอบใหม่ในประเทศไทย ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน เสถียรภาพทางการเมือง รวมถึงทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรในต่างประเทศ หากปัจจัยเหล่านี้พัฒนาไปในทิศทางที่ดี จะช่วยเพิ่มโอกาสดึงเงินทุนต่างชาติกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพคล่องในระบบการเงินโลกยังอยู่ในระดับสูง
ขณะเดียวกัน อีกปัจจัยที่เริ่มส่งสัญญาณบวกชัดเจน คือ นักวิเคราะห์ โดยเฉพาะนักวิเคราะห์ต่างประเทศ เริ่มทยอยปรับเพิ่มประมาณการผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
ทิศทางดังกล่าวแตกต่างจากหลายปีก่อน ซึ่งมักเห็นนักวิเคราะห์เริ่มต้นปีด้วยประมาณการกำไรในระดับหนึ่ง ก่อนทยอยปรับลดประมาณการลงระหว่างปี หลังผลประกอบการจริงออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้
แต่ช่วงที่ผ่านมาเริ่มเห็นภาพกลับกัน โดยนักวิเคราะห์ทยอยปรับประมาณการกำไรเพิ่มขึ้น สะท้อนว่าพื้นฐานของภาคธุรกิจไทยเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว จากทั้งข้อมูลผลประกอบการ การวิเคราะห์บริษัท และการพูดคุยกับผู้บริหาร
“ตรงนี้มีน้ำหนักมาก เพราะแสดงว่าตลาดไม่ได้ดีขึ้นเฉพาะเรื่อง Fund Flow หรือ Sentiment เท่านั้น แต่กำไรของบริษัทจดทะเบียนเองเริ่มดีขึ้นด้วย”
ทั้งนี้ หากแนวโน้มดังกล่าวต่อเนื่องไปถึงผลประกอบการไตรมาส 3/2569 จะยิ่งเพิ่มความแข็งแรงให้กับการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นไทย เพราะหมายถึงการขึ้นของดัชนีมีปัจจัยพื้นฐานและการเติบโตของกำไรรองรับ ไม่ได้เกิดจากโมเมนตัมหรือสภาพคล่องเพียงอย่างเดียว
ขณะที่ปัจจัยการเมืองภายในประเทศกลับมาเป็นความเสี่ยงที่ตลาดหุ้นไทยต้องติดตาม หลังช่วงก่อนหน้านี้น้ำหนักความเสี่ยงส่วนใหญ่อยู่ที่ปัจจัยจากต่างประเทศ สาเหตุสำคัญมาจากนโยบายเศรษฐกิจและแผนการลงทุนรอบใหม่ที่กำลังผลักดันในปัจจุบัน จำเป็นต้องอาศัยความต่อเนื่องและเสถียรภาพของรัฐบาล หากเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจนกระทบรัฐบาลหรือทีมเศรษฐกิจ นักลงทุนอาจต้องกลับมาประเมินใหม่ว่าแผนลงทุนและนโยบายที่ประกาศไว้จะสามารถเดินหน้าต่อได้มากน้อยเพียงใด
“วันนี้หลายอย่างอยู่ที่รัฐบาลต้องนิ่ง เพราะเป็นรัฐบาลชุดนี้ที่กำลังขับเคลื่อนสิ่งต่าง ๆ ถ้าต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่ ทั้งเครื่องยนต์เศรษฐกิจ ทีมใหม่ หรือนโยบายใหม่ นักลงทุนก็ต้องวิเคราะห์ใหม่เหมือนกัน แต่หากสถานการณ์การเมืองสามารถบริหารจัดการได้ และไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงที่กระทบต่อนโยบายเศรษฐกิจหลัก ความผันผวนทางการเมืองในช่วงนี้อาจเป็นเพียง ‘เสียงรบกวน’ ระยะสั้นต่อตลาด”