พาณิชย์ เปิดปฏิบัติการล้างนอมินีที่ดิน-คอนโด สแกนนิติบุคคล 1.25 แสนราย ถือครอง 4.5 ล้านไร่
กระทรวงพาณิชย์ยกระดับปราบปราม “นอมินี” ถือครองที่ดินและอาคารชุด หลังกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจับมือกรมที่ดิน กรมการปกครอง และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายหลายฝ่าย อัพเดตฐานข้อมูลนิติบุคคลที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์ทั่วประเทศ พร้อมส่งต่อข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเชิงลึก เพื่อปิดช่องต่างชาติใช้คนไทยเป็นตัวแทนถือหุ้น เข้าถือครองที่ดินหรือประกอบธุรกิจต้องห้ามในประเทศไทย
ภารกิจรอบนี้ถูกวางเป็นมาตรการเชิงรุก 2 ด้านพร้อมกัน ด้านแรกคือการ “สกัดบริษัทใหม่” ไม่ให้ตั้งขึ้นในรูปแบบนอมินีตั้งแต่ต้นทาง ผ่านหลักเกณฑ์เอกสารที่เข้มขึ้นตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2569 ทำให้ยอดจดทะเบียนบริษัทกลุ่มเสี่ยงต่างด้าวถือหุ้น 0.01-49.99% ในเดือนสิงหาคมลดลงแรง ด้านที่สองคือการ “ล้างปัญหาสะสม” จากนิติบุคคลที่มีอยู่เดิมกว่า 20 ปี โดยเฉพาะกลุ่มที่ถือครองที่ดินและอาคารชุดในพื้นที่เศรษฐกิจ เมืองใหญ่ แหล่งท่องเที่ยว และพื้นที่อุตสาหกรรม
“พูนพงษ์” ชี้พาณิชย์-มหาดไทยปิดช่องนอมินีถือครองที่ดิน
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะผู้บริหารทั้ง 2 หน่วยงาน ได้ประชุมยกระดับการปราบปรามนอมินี
การประชุมครั้งนี้มีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมการปกครอง และกรมที่ดิน ร่วมอัพเดตข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน และเพิ่มมาตรการเข้มเพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทนอมินีถือครองที่ดิน รวมถึงตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังให้รัดกุมมากขึ้น
เป้าหมายคือปิดช่องว่างการใช้นอมินีในการประกอบธุรกิจและการถือครองที่ดินของไทย หลังจากปัญหานี้สะสมจากการลงทุนของต่างชาติมานานกว่า 20 ปี โดยกระทรวงพาณิชย์มองว่าจะเกิดผลดี 2 ส่วน คือ ลดปัญหานอมินี และสร้างความมั่นใจให้การลงทุนใหม่ที่รัฐบาลต้องการดึงดูดจากต่างชาติ
หลังการประชุม กรมฯ ได้จัดทำเอกสารสรุปและส่งต่อข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องขยายผล อาทิ กระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง กรมที่ดิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ผู้ว่าราชการทุกจังหวัด สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ กนอ.
กรมที่ดินส่งข้อมูล 144,706 ราย อยู่ใต้กำกับ DBD 125,622 ราย
ข้อมูลการถือครองอสังหาริมทรัพย์และอาคารชุดโดยนิติบุคคลจากกรมที่ดิน ณ วันที่ 4 กันยายน 2569 มีจำนวน 144,706 ราย โดยตรวจสอบแล้วพบว่า เป็นนิติบุคคลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า 125,622 ราย
ในกลุ่มนี้ แบ่งเป็นการถือครองอสังหาริมทรัพย์ หรือโฉนดที่ดิน 123,542 ราย ถือครองโฉนดที่ดินรวม 1,269,326 แปลง เนื้อที่รวม 4,504,926.88 ไร่
เมื่อแยกตามโครงสร้างผู้ถือหุ้น พบว่า นิติบุคคลไทย 100% มี 87,265 ราย หรือ 70.64% ถือครองโฉนดที่ดินรวม 963,488 แปลง หรือ 75.90% เนื้อที่รวม 3,440,661.50 ไร่ หรือ 76.38%
ส่วนนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนมี 36,277 ราย หรือ 29.36% ถือครองโฉนดที่ดินรวม 305,838 แปลง หรือ 24.10% เนื้อที่รวม 1,064,265.38 ไร่ หรือ 23.62%
นายพูนพงษ์ย้ำว่า กลุ่มที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนยังไม่สามารถเหมารวมว่าเป็นนอมินีทั้งหมด เพราะส่วนหนึ่งเป็นการร่วมทุนจริงระหว่างคนไทยกับต่างชาติ ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี โดยเฉพาะสิทธิการถือครองตามกฎหมายอื่น เช่น BOI หรือการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
ต่างชาติถือ 0.01-49% ครองที่ดิน 287,176 แปลง
สำหรับนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 0.01-49.00% มีจำนวน 31,516 ราย หรือ 86.88% ของนิติบุคคลที่มีต่างชาติร่วมลงทุน ถือครองโฉนดที่ดิน 287,176 แปลง เนื้อที่รวม 901,596.92 ไร่
พื้นที่ที่ถือครองโฉนดมากที่สุด 5 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 36,047 แปลง เนื้อที่ 29,518.43 ไร่ ชลบุรี 29,214 แปลง เนื้อที่ 95,846.83 ไร่ สมุทรปราการ 25,029 แปลง เนื้อที่ 35,649.62 ไร่ ปทุมธานี 24,876 แปลง เนื้อที่ 24,441.04 ไร่ และนนทบุรี 19,874 แปลง เนื้อที่ 12,563.45 ไร่
รวม 5 จังหวัดดังกล่าว มีนิติบุคคลกลุ่มต่างชาติร่วมลงทุน 0.01-49.00% ถือครองโฉนดที่ดิน 135,040 แปลง หรือ 47.02% ของกลุ่มนี้ คิดเป็นพื้นที่ 198,019.37 ไร่ หรือ 21.96%
ตัวเลขนี้สะท้อนการกระจุกตัวในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องติดตาม เพราะเป็นช่วงสัดส่วนการถือหุ้นที่มักถูกจับตาในประเด็นนอมินี แต่การตรวจสอบยังต้องแยกให้ชัดระหว่างการร่วมทุนจริงกับการใช้คนไทยถือหุ้นแทนต่างชาติ
ต่างชาติถือเกิน 49% พบมากในชลบุรี-ระยอง-กทม.
ส่วนนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 49.01-99.99% มีจำนวน 1,311 ราย หรือ 3.61% ถือครองโฉนดที่ดิน 8,633 แปลง เนื้อที่รวม 59,077.06 ไร่
จังหวัดที่ถือครองโฉนดมากที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ ชลบุรี 1,047 แปลง เนื้อที่ 10,031.89 ไร่ ระยอง 989 แปลง เนื้อที่ 13,309.09 ไร่ กรุงเทพมหานคร 954 แปลง เนื้อที่ 1,623.90 ไร่ สมุทรปราการ 949 แปลง เนื้อที่ 3,782.81 ไร่ และฉะเชิงเทรา 456 แปลง เนื้อที่ 6,180.61 ไร่
รวม 5 จังหวัดนี้มีนิติบุคคลกลุ่มต่างชาติร่วมลงทุน 49.01-99.99% ถือครองโฉนดที่ดิน 4,395 แปลง หรือ 50.90% ของกลุ่มนี้ คิดเป็นพื้นที่ 34,928.30 ไร่ หรือ 59.12%
สำหรับนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติลงทุน 100% มีจำนวน 3,450 ราย หรือ 9.51% ถือครองโฉนดที่ดิน 10,029 แปลง เนื้อที่รวม 103,591.40 ไร่ โดย 5 จังหวัดที่ถือครองมากที่สุด ได้แก่ ชลบุรี 2,580 แปลง เนื้อที่ 29,276.61 ไร่ ระยอง 2,006 แปลง เนื้อที่ 32,078.62 ไร่ สมุทรปราการ 790 แปลง เนื้อที่ 3,898.50 ไร่ พระนครศรีอยุธยา 553 แปลง เนื้อที่ 5,445 ไร่ และปราจีนบุรี 534 แปลง เนื้อที่ 8,426.81 ไร่
กลุ่มนี้ต้องตรวจสอบว่าการถือครองที่ดินสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือไม่ เช่น การได้รับส่งเสริมการลงทุนจาก BOI หรือการอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม เพราะบางกรณีอาจมีสิทธิถือครองได้ตามเงื่อนไขเฉพาะ
อาคารชุด 14,878 ราย ต่างชาติร่วมลงทุนถือ 76,840 ห้อง
ในส่วนอาคารชุดหรือคอนโดมิเนียม มีนิติบุคคลถือครอง 14,878 ราย ถือครองรวม 244,115 ห้อง เนื้อที่รวม 13,153,690.14 ตารางเมตร
นิติบุคคลไทย 100% ถือครองอาคารชุด 7,796 ราย หรือ 52.40% ถือครองรวม 167,275 ห้อง หรือ 68.52% เนื้อที่รวม 9,050,575.26 ตารางเมตร หรือ 68.81%
ขณะที่นิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนถือครองอาคารชุด 7,082 ราย หรือ 47.60% ถือครองรวม 76,840 ห้อง หรือ 31.48% เนื้อที่รวม 4,103,114.88 ตารางเมตร หรือ 31.19%
เมื่อแยกย่อย พบว่านิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 0.01-49.00% มี 6,566 ราย หรือ 92.71% ถือครอง 73,786 ห้อง เนื้อที่รวม 3,893,936.71 ตารางเมตร นิติบุคคลต่างชาติร่วมลงทุน 49.01-99.99% มี 248 ราย หรือ 3.50% ถือครอง 1,875 ห้อง เนื้อที่ 110,405.08 ตารางเมตร และนิติบุคคลต่างชาติลงทุน 100% มี 268 ราย หรือ 3.79% ถือครอง 1,179 ห้อง เนื้อที่ 98,773.09 ตารางเมตร
ข้อมูลชุดนี้เป็นอีกฐานสำคัญที่กระทรวงพาณิชย์และกรมที่ดินจะใช้ตรวจสอบความผิดปกติ เพราะอาคารชุดเป็นหนึ่งในช่องทางที่มักถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องการถือครองผ่านนิติบุคคล โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวและเมืองเศรษฐกิจ
คำสั่งใหม่กดบริษัทกลุ่มเสี่ยงลด 81.77%
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ภายหลังบังคับใช้คำสั่งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางที่ 2/2569 เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์และเอกสารประกอบคำขอจดทะเบียนจัดตั้งและแก้ไขเพิ่มเติมห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด กรณีมีคนต่างด้าวร่วมลงทุนหรือมีอำนาจลงนาม ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 ทำให้การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทกลุ่มเสี่ยงนอมินี หรือกลุ่มต่างด้าวถือหุ้น 0.01-49.99% เดือนสิงหาคม 2569 ลดลงเหลือ 163 ราย
เมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคม 2568 ที่มีจำนวน 894 ราย เท่ากับลดลง 81.77% โดยในจำนวน 163 ราย ตรวจสอบแล้วคาดว่าเป็นการร่วมทุนจริงระหว่างชาวไทยกับชาวต่างชาติ 100 ราย ส่วนอีก 63 รายอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และให้ผู้ขอจดทะเบียนชี้แจงข้อเท็จจริงต่อไป
นายพูนพงษ์ระบุว่า มาตรการใหม่ช่วยให้การทำงานพุ่งเป้ามากขึ้น จากเดิมที่ต้องตรวจสอบจำนวนมาก แต่เมื่อใช้หลักเกณฑ์เข้มขึ้น สามารถคัดกรองกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงเหลือ 63 ราย เพื่อเรียกกรรมการ ผู้ถือหุ้น ผู้รับรองลายมือชื่อ และผู้ทำคำขอจดทะเบียนมาชี้แจงรายละเอียด
ส่งข้อมูลให้ทุกหน่วย ใช้ Open Data เชื่อมตรวจแบบเรียลไทม์
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ส่งข้อมูลนิติบุคคลที่ถือครองที่ดินและอาคารชุดไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วย เช่น BOI ต้องตรวจสอบว่าการถือครองที่ดินตรงตามบัตรส่งเสริมการลงทุนหรือไม่ กนอ.ต้องตรวจสอบการถือครองในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ส่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ DSI และ ปปง. สามารถนำข้อมูลไปเชื่อมโยงกับคดีหรือเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้อง
นายพูนพงษ์ระบุว่า การแก้ปัญหานอมินีต้องอาศัยหลายหน่วยงาน ไม่สามารถทำได้โดยหน่วยงานเดียว และข้อมูลถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมที่ดินจะเชื่อมโยงข้อมูลให้เห็นการเปลี่ยนแปลงแบบเรียลไทม์ เพื่อให้ตรวจพบข้อพิรุธได้เร็วขึ้น ไม่ต้องรอการส่งข้อมูลเป็นครั้งคราว
แนวทางนี้จะทำให้เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรายการทะเบียนบริษัท หรือการถือครองที่ดิน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจพบได้รวดเร็วขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพในการสกัดนอมินีตั้งแต่ต้นทางและติดตามกลุ่มที่มีความเสี่ยงสะสม
ชี้ไม่กระทบนักลงทุนถูกกฎหมาย แต่สร้าง Fair Game
ประเด็นสำคัญที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเน้นย้ำคือ การปราบปรามนอมินีไม่ได้เป็นการปิดกั้นการลงทุนต่างชาติที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่เป็นการสร้างความเป็นธรรมให้กับนักลงทุนที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยและดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย รัฐบาลไทยยินดีต้อนรับอย่างยิ่ง การมีมาตรการเข้มกับนอมินีจึงเป็นผลดีต่อผู้ที่ทำถูกต้อง เพราะช่วยลดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากผู้ที่ใช้โครงสร้างผิดกฎหมายเพื่อลดต้นทุนหรือหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมาย
“ผิดก็คือผิด” เป็นหลักการที่กรมฯ ใช้ในการตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นกรณีผิดชัดเจนหรือกรณีสีเทา หากพบพฤติกรรมที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบภายใต้มาตรฐานเดียวกัน
นครพนมพบ 7 บริษัทแอบอ้างที่อยู่ชาวบ้าน
นอกจากการตรวจสอบเชิงระบบระดับประเทศ กระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้าตรวจสอบเชิงพื้นที่ โดยล่าสุดสำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครพนม พร้อมนายอำเภอและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอนาแกและอำเภอวังยาง ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่ตั้งของบริษัทที่มีกรรมการหรือผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติ 7 บริษัท หลังได้รับแจ้งเบาะแสว่าอาจมีการนำที่อยู่บ้านประชาชนไปใช้แอบอ้างเป็นที่ตั้งบริษัทโดยไม่ได้รับอนุญาต
ผลการตรวจสอบพบว่า สถานที่ตั้งทั้ง 7 บริษัทเป็นบ้านพักอาศัยของชาวบ้าน และไม่ปรากฏสภาพการประกอบธุรกิจ โดยเจ้าบ้านแจ้งว่าไม่ทราบว่าถูกนำที่อยู่ไปจดทะเบียนเป็นที่ตั้งบริษัทของคนต่างชาติ ไม่รู้จักกรรมการหรือผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติ ไม่รู้จักผู้ยื่นคำขอจัดตั้งบริษัทและพยานชาวไทย และไม่ได้ยินยอมให้นำที่อยู่ของตนไปใช้
เจ้าบ้านได้เข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ขณะที่นายทะเบียนได้ระบุข้อความข้อควรทราบในหน้าหนังสือรับรองของทั้ง 7 บริษัทว่า “นิติบุคคลไม่มีสำนักงานแห่งใหญ่ ณ ที่ตั้งตามที่ได้จดทะเบียนไว้” เพื่อเตือนประชาชนหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้ใช้ความระมัดระวังในการติดต่อทำธุรกรรม
เรียกกรรมการ-ผู้ถือหุ้นแจงใน 15 วัน จ่อเพิกถอนทะเบียน
กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังประสานสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดนครพนม เพื่อตรวจสอบการเดินทางเข้า-ออกราชอาณาจักรไทยของกรรมการและผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติทั้ง 7 บริษัท จำนวน 14 ราย โดยพบว่า ช่วงระยะเวลาในการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ไม่พบข้อมูลการเดินทางเข้า-ออกราชอาณาจักรไทย
สำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครพนมจึงมีหนังสือถึงกรรมการ ผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติ ผู้รับรองลายมือชื่อคนไทย ผู้ทำคำขอจดทะเบียน ผู้ทำบัญชี และพยานในคำขอจดทะเบียน ให้มาชี้แจงข้อเท็จจริงภายใน 15 วัน หากพ้นกำหนดจะดำเนินการทางกฎหมายในขั้นตอนต่อไป
หากรวบรวมข้อเท็จจริงครบถ้วนและยืนยันได้ว่าผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนให้ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อนายทะเบียน นายทะเบียนผู้รับจดทะเบียนจะเพิกถอนการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัททั้ง 7 แห่ง โดยออกเป็นคำสั่งทางปกครอง และร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน ไม่มีการประชุมจัดตั้งบริษัทจริง ไม่ได้ลงลายมือชื่อในราชอาณาจักร และปลอมแปลงเอกสารทางราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 และ 268
เปิดทางประชาชนเช็กที่อยู่ถูกแอบอ้างหรือไม่
กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังให้ประชาชนตรวจสอบด้วยตนเองว่า ที่อยู่ของตนถูกนำไปใช้จดทะเบียนเป็นบริษัทหรือไม่ ผ่านเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th โดยเลือกหัวข้อ Hot Service และเลือก “ตรวจสอบที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ของนิติบุคคล”
หากพบว่าถูกแอบอ้าง ให้รีบแจ้งความและยื่นคำร้องมายังกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือแจ้งผ่านอีเมล [email protected] พร้อมแนบเอกสารหลักฐาน เช่น สำเนาทะเบียนบ้านของเจ้าบ้านหรือสำเนาโฉนดที่ดินของเจ้าของกรรมสิทธิ์ สำเนาบัตรประชาชน สัญญาเช่าและหนังสือยกเลิกสัญญาเช่า แผนที่ ผู้ประสานงาน หมายเลขโทรศัพท์ ที่อยู่ติดต่อ และข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้อง
สำนักงานพาณิชย์จังหวัดยังจัดทำเอกสารประชาสัมพันธ์วิธีตรวจสอบการแอบอ้างนำที่ตั้งบ้านไปจดทะเบียนบริษัท เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแจ้งนายอำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ประชาสัมพันธ์ต่อประชาชนในพื้นที่อย่างทั่วถึง
ล้างนอมินีที่ดิน ต้องแยก “ลงทุนจริง” จาก “ถือหุ้นแทน”
ภาพรวมมาตรการครั้งนี้สะท้อนว่า กระทรวงพาณิชย์กำลังยกระดับการตรวจสอบนอมินีจากเดิมที่เน้นการจดทะเบียนธุรกิจ ไปสู่การเชื่อมข้อมูลกับการถือครองที่ดินและอาคารชุด ซึ่งเป็นจุดอ่อนไหวของโครงสร้างเศรษฐกิจและการลงทุนไทย
ตัวเลขนิติบุคคลภายใต้การกำกับของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่ถือครองที่ดินกว่า 1.25 แสนราย และมีนิติบุคคลต่างชาติร่วมลงทุนถือครองที่ดินกว่า 3.6 หมื่นราย ไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดเป็นนอมินี แต่เป็นฐานข้อมูลสำคัญที่ต้องตรวจแยกให้ชัดว่า รายใดเป็นการร่วมทุนที่ถูกต้อง รายใดได้รับสิทธิตามกฎหมายเฉพาะ และรายใดเป็นการใช้คนไทยถือหุ้นแทนต่างชาติ
โจทย์ใหญ่จึงอยู่ที่การปิดช่องตั้งบริษัทใหม่ให้ยากขึ้น ตรวจบริษัทเดิมให้ลึกขึ้น และเชื่อมข้อมูลระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมที่ดิน กรมการปกครอง BOI กนอ. DSI ปปง. และตำรวจให้ทำงานแบบต่อเนื่อง
หากระบบตรวจสอบเดินหน้าได้จริง นโยบายล้างนอมินีที่ดินจะไม่เพียงลดการถือครองอสังหาริมทรัพย์ผ่านโครงสร้างผิดกฎหมาย แต่ยังช่วยสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เป็นธรรมมากขึ้นสำหรับนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาถูกต้องตามกฎหมาย และผู้ประกอบการไทยที่ต้องแข่งขันภายใต้กติกาเดียวกัน








