คปภ. ดันประกันเป็นเกราะ SMEs ชู ‘SME Package’ รับมือภัย-ฟื้นธุรกิจหลังเกิดเหตุ
เลขาฯ คปภ. แนะผู้ประกอบการ SMEs “X-ray ความเสี่ยง” ก่อนเลือกประกัน ชี้เหตุไม่คาดคิดครั้งเดียวอาจกระทบธุรกิจหนัก ดัน SME Package รวมความคุ้มครองทรัพย์สิน-สต๊อก-เครื่องจักร-รายได้ พร้อมหนุนธุรกิจประกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงความเสี่ยงแต่ละพื้นที่
นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในปัจจุบันต้องเผชิญความเสี่ยงหลายรูปแบบ ทั้งภัยธรรมชาติ อัคคีภัย อุบัติเหตุ ความเสียหายต่อทรัพย์สิน รวมถึงเหตุการณ์ที่อาจทำให้ธุรกิจต้องหยุดชะงัก
โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนและทรัพยากร เหตุการณ์ไม่คาดคิดเพียงครั้งเดียวอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการดำเนินธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ประกอบการจึงควรเริ่มต้นจากการ “X-ray ความเสี่ยง” ของธุรกิจตัวเอง เพื่อแยกว่าความเสี่ยงใดสามารถรับไว้เอง และความเสี่ยงใดควรถ่ายโอนไปยังระบบประกันภัย
แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ประกอบการเลือกความคุ้มครองได้สอดคล้องกับความเสี่ยงจริง และหากเกิดความเสียหายขึ้น ยังมีหลักประกันช่วยลดผลกระทบทางการเงิน ทำให้ธุรกิจสามารถฟื้นตัวและกลับมาดำเนินกิจการได้เร็วขึ้น
นายชูฉัตร กล่าวว่า สำนักงาน คปภ. ได้ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจประกันภัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ประกอบการ คือ กรมธรรม์ประกันภัยสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME Package ซึ่งนำความคุ้มครองที่จำเป็นต่อการประกอบธุรกิจมารวมไว้ในกรมธรรม์เดียว แต่มีความคุ้มครองครอบคลุมหลายด้าน
อาทิ อาคารและทรัพย์สินภายในอาคาร สต๊อกสินค้า เครื่องจักร การสูญเสียรายได้จากการหยุดชะงักของธุรกิจ โจรกรรม เงินภายในสถานที่เอาประกันภัย กระจก ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก และอุบัติเหตุส่วนบุคคล
ทั้งนี้ ความคุ้มครองดังกล่าวมีส่วนช่วยลดผลกระทบทางการเงินเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด โดยเฉพาะความเสียหายที่ไม่ได้กระทบเฉพาะทรัพย์สิน แต่ลุกลามไปถึงรายได้และความต่อเนื่องของกิจการ
สำหรับผู้ประกอบการในแต่ละพื้นที่ ความเสี่ยงอาจแตกต่างกันตามโครงสร้างเศรษฐกิจและลักษณะธุรกิจ เช่น จังหวัดสงขลาที่มีทั้งภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การค้า บริการ และการท่องเที่ยว ทำให้ต้องเผชิญความเสี่ยงตั้งแต่น้ำท่วม พายุ ความเสียหายต่อสถานประกอบการ ไปจนถึงอุบัติเหตุต่อพนักงาน ลูกค้า หรือบุคคลภายนอก และความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของธุรกิจ
ดังนั้น ผู้ประกอบการควรประเมินความเสี่ยงอย่างรอบด้านก่อนเลือกซื้อประกันภัย ไม่ว่าจะเป็นประกันภัยทรัพย์สิน ประกันอัคคีภัยหรือภัยธรรมชาติ ประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ประกันอุบัติเหตุสำหรับพนักงาน และประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก โดยไม่ควรพิจารณาเพียงค่าเบี้ยประกัน แต่ต้องดูว่าความคุ้มครองตรงกับความเสี่ยงของกิจการหรือไม่
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการบางประเภทยังมีการประกันภัยที่กฎหมายกำหนดให้ต้องจัดทำ เช่น ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ การประกันภัยที่เกี่ยวข้องกับอาคาร การประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายอันเกิดจากการประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 3 และการประกันภัยผู้โดยสารเรือ
นอกจากนี้ ยังสามารถเลือกประกันภัยเพิ่มเติมตามลักษณะกิจการ เช่น ประกันภัยสวนยางพารา ประกันภัยพืชผลทางการเกษตร ประกันภัยสำหรับกลุ่มชาวประมงเรือพื้นบ้าน รวมถึงประกันภัยทรัพย์สิน เครื่องจักร และยานพาหนะ
นายชูฉัตรกล่าวอีกว่า สำนักงาน คปภ. ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความรู้เรื่อง การป้องกันการฉ้อฉลประกันภัย ควบคู่กับการส่งเสริมให้ SMEs ใช้ระบบประกันภัยบริหารความเสี่ยง เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าใจทั้งการเลือกความคุ้มครองและการใช้สิทธิภายใต้ระบบประกันภัยอย่างถูกต้อง
ทั้งนี้ สำนักงาน คปภ. จะนำข้อมูลปัญหา ความต้องการ และความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่ได้รับจากผู้ประกอบการในพื้นที่ มาใช้ประกอบการส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละธุรกิจและแต่ละพื้นที่มากขึ้น เพื่อให้ระบบประกันภัยเป็นเครื่องมือช่วยให้ SMEs สามารถ “รับมือ ฟื้นตัว และไปต่อ” ได้เมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด