แก้กฎหมายธุรกิจต่างด้าว ลดขั้นตอน-ทบทวน 3 กลุ่ม บัญชีท้าย
การออกกฎกระทรวงกำหนดธุรกิจบริการที่ไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 กลายเป็นประเด็นร้อน หลังเกิดกระแสวิพากษ์ว่าเป็นการเปิดทางให้ทุนต่างชาติเข้ามาแข่งขันกับผู้ประกอบการไทย กระทบ SMEs และผ่อนคลายกฎเกณฑ์ให้บริษัทข้ามชาติมากเกินไป ขณะเดียวกันยังมีการเผยแพร่ข้อมูลว่า การปลดล็อกครั้งนี้ครอบคลุม 7 ธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจโรงแรม นำเที่ยว ร้านอาหาร ขายของที่ระลึก บริการด้านกีฬา และโรงเรียนสอนภาษา อย่างไรก็ตาม กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง โดยการไม่ต้องขออนุญาตไม่ได้หมายถึงการเปิดเสรีโดยไร้การกำกับ แต่มีเป้าหมายเพื่อลดขั้นตอนและความซํ้าซ้อนในการประกอบธุรกิจ
“ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์ นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ถึงการดูแลผู้ประกอบการ และการแข่งขันของธุรกิจไทย
มี กม.เฉพาะกำกับอยู่แล้ว
การออกกฎกระทรวงครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจและลดความซ้ำซ้อนในการเข้ามาประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เนื่องจากธุรกิจบางประเภทมีกฎหมายและหน่วยงานเฉพาะกำกับอยู่แล้ว บางประเภทเป็นเพียงการให้บริการระหว่างบริษัทในเครือเดียวกัน ขณะที่บางกิจการมีขอบเขตการให้บริการจำกัดและไม่ได้เข้ามาแข่งขันกับผู้ประกอบการไทยโดยตรง
“การไม่ต้องขออนุญาตตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ไม่ได้หมายความว่าเป็นการเปิดเสรีให้เข้ามาทำธุรกิจ เพราะยังมีกฎ กติกา และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคอยกำกับดูแลอยู่”
การออกกฎกระทรวงครอบคลุม 8 ธุรกิจบริการ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มแรก มี 4 ธุรกิจ ซึ่งมีกฎหมายและหน่วยงานเฉพาะกำกับดูแลอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องเพิ่มขั้นตอนการขออนุญาตตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว อีกชั้นหนึ่ง คือ ธุรกิจแรก ธุรกิจบริการโทรคมนาคม สำหรับใบอนุญาตที่ผู้ประกอบกิจการไม่มีโครงข่ายโทรคมนาคมเป็นของตนเอง ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงาน กสทช. ที่ผ่านมา กสทช.ออกใบอนุญาตกิจการประเภทดังกล่าวแล้ว 525 ราย ในจำนวนนี้เป็นนิติบุคคลต่างด้าว 171 ราย ดังนั้น แม้จะไม่ต้องขออนุญาตตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว แต่ยังต้องขออนุญาตจาก กสทช.ตามกฎหมายเฉพาะเช่นเดิม
ธุรกิจที่สองคือ ธุรกิจศูนย์บริหารเงิน ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ธปท.ให้ความเห็นว่า ธุรกิจดังกล่าวไม่ได้เป็นการแข่งขันกับผู้ประกอบการไทย เนื่องจากเป็นกิจการที่ให้บริการกับบริษัทซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกันเท่านั้น
ธุรกิจที่สามคือ ธุรกิจการให้กู้ยืมเงินที่มีหลักทรัพย์เป็นหลักประกัน ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และกฎหมายว่าด้วยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และธุรกิจที่สี่คือ ธุรกิจบริการเป็นตัวแทนผู้ค้า ที่ปรึกษา หรือผู้จัดการเงินทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ที่สินค้าหรือตัวแปรอ้างอิงไม่ได้อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ.2546 ซึ่งทั้งสองธุรกิจอยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดย ก.ล.ต.ให้ความเห็นว่า ผู้ประกอบการไทยมีความพร้อมในการแข่งขัน และเป็นหน่วยงานที่เสนอให้ถอดธุรกิจดังกล่าวออกจากบัญชีท้ายของ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
ลดขั้นตอนขออนุญาตที่ไม่จำเป็น
กลุ่มที่สอง เป็นธุรกิจที่ให้บริการเฉพาะบริษัทในเครือหรือภายในกลุ่มธุรกิจ ประกอบด้วย 2 ธุรกิจ คือ ธุรกิจบริการบริหารจัดการด้านงานธุรการ ด้านทรัพยากรบุคคล และด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ระหว่างนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์แบบบริษัทในเครือ และธุรกิจบริการรับค้ำประกันหนี้เฉพาะภายในประเทศให้แก่บริษัทในเครือในกลุ่ม เหตุผลสำคัญของการผ่อนคลายในกลุ่มนี้คือ เป็นการให้บริการกันเองภายในกลุ่ม จึงไม่ได้เข้ามาแข่งขันกับผู้ประกอบการไทย หรือ SMEs โดยตรง ที่ผ่านมาการยื่นคำขออนุญาตในธุรกิจลักษณะนี้ได้รับอนุญาตทุกครั้ง รวมแล้ว 334 ราย ทำให้การคงขั้นตอนขออนุญาตไว้ไม่มีความจำเป็นมากนัก และการถอดออกจากบัญชีจะช่วยลดภาระทั้งผู้ประกอบการและคณะกรรมการที่พิจารณาคำขอ
กลุ่มที่สาม เป็นธุรกิจที่มีการจำกัดขอบเขตการให้บริการ หรือให้บริการเฉพาะกลุ่ม ประกอบด้วย 2 ธุรกิจ คือ การให้เช่าพื้นที่บางส่วนเพื่อติดตั้งเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการให้บริการทางการเงิน หรือเครื่องจำหน่ายสินค้าหรือบริการอัตโนมัติ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่พนักงานของบริษัท ธุรกิจนี้มีลักษณะรูปแบบเกิดจากบริษัทต่างชาติที่มีพนักงานจำนวนมาก เช่น 1,000-2,000 คน จึงต้องการนำพื้นที่บางส่วนภายในบริษัทมาใช้ติดตั้งเครื่องให้บริการต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่พนักงาน ไม่ได้ออกไปให้บริการเช่าพื้นที่ในห้างสรรพสินค้า คอนโดมิเนียม หรือพื้นที่เชิงพาณิชย์อื่น และถือเป็นสวัสดิการแก่พนักงานมากกว่าการเข้ามาแข่งขันในตลาดธุรกิจให้เช่าพื้นที่
ธุรกิจสุดท้าย คือ ธุรกิจบริการขุดเจาะปิโตรเลียม เนื่องจากเป็นกิจการที่ต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยีและเงินลงทุนในระดับสูง ซึ่งเป็นเหตุผลในการถอดออกจากบัญชีท้าย ทั้งนี้ กรมได้มีการพิจารณาความเห็นจากหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงพลังงาน สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย และบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ซึ่งเห็นด้วยกับการถอดธุรกิจดังกล่าวออกจากบัญชีท้าย โดยเหตุผลคือ ต้องการเพิ่มจำนวนผู้ให้บริการ ในธุรกิจขุดเจาะปิโตรเลียม ขณะที่ลักษณะของธุรกิจจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีและเงินลงทุนสูง จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นควรให้ถอดธุรกิจดังกล่าวออกจากบัญชีท้าย และมองว่าการดำเนินการครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย
ไม่เกี่ยว “รร.-ทัวร์-ร้านอาหาร”
นอกจากนี้ สำหรับกรณีที่มีข้อมูลเผยแพร่ว่า กฎกระทรวงดังกล่าวซึ่งครอบคลุม 7 ธุรกิจ ได้แก่ โรงแรม ธุรกิจนำเที่ยว ร้านอาหาร การขายของที่ระลึก บริการด้านกีฬา โรงเรียนสอนภาษา และธุรกิจบริการอื่น ๆ เปิดให้คนต่างด้าวเข้ามาประกอบธุรกิจบริการที่ใกล้ชิดกับผู้ประกอบการไทย โดยไม่ต้องขออนุญาต ตามกฎหมายต่างด้าวนั้น ย้ำว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ถูกต้อง “7 ธุรกิจนี้ไม่มีอยู่ในกฎกระทรวงที่ถอดออกเลย” และต้องแยกกับธุรกิจบริการ 8 ประเภทที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงที่ได้ดำเนินการ
ดังนั้น การออกกฎกระทรวงครั้งนี้จึงไม่ได้หมายถึงการเปิดให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจบริการทั่วไปที่มีการแข่งขันกับผู้ประกอบการไทยโดยไม่ต้องผ่านหลักเกณฑ์ แต่จำกัดเฉพาะ 8 ธุรกิจตามที่กำหนดไว้เท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมไปถึงธุรกิจบริการทั่วไปตามกระแสข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ก่อนหน้านี้
ทบทวนธุรกิจท้ายบัญชีทุกปี
การถอดธุรกิจออกจากบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ไม่ใช่เรื่องใหม่และไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่เป็นกระบวนการที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และเคยออกกฎกระทรวงลักษณะนี้มาแล้ว 5 ครั้ง ซึ่งการทบทวนดังกล่าวเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่งต้องทบทวนธุรกิจในบัญชีท้ายอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อพิจารณาว่าธุรกิจใดมีความจำเป็นต้องคงขั้นตอนการขออนุญาตไว้ หรือธุรกิจใดมีหน่วยงานเฉพาะกำกับและสามารถลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนได้ และการดำเนินการแต่ละครั้งได้มีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลธุรกิจนั้น และต้องให้ความเห็นก่อนการดำเนินการ
จุดมุ่งหมายและสาระสำคัญของกฎกระทรวงครั้งนี้จึงอยู่ที่การ “ลดใบอนุญาตที่ซ้ำซ้อน” มากกว่าการเปิดเสรีธุรกิจบริการให้ต่างชาติ โดยธุรกิจที่มีกฎหมายเฉพาะยังคงอยู่ภายใต้การกำกับของ กสทช. ธปท. ก.ล.ต. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ธุรกิจบริการภายในเครือและบริการที่มีขอบเขตจำกัดถูกประเมินว่าไม่ได้เข้ามาแข่งขันกับผู้ประกอบการไทยโดยตรง