ธุรกิจใหม่ครึ่งปีแรกโต 2.13% แต่ทุนจดทะเบียนหด 25% ต่างชาติลงทุนไทยพุ่ง 1.87 แสนล้าน
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยครึ่งปีแรกปี 2569 มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 44,773 ราย เพิ่มขึ้น 2.13% จากปีก่อน ขณะที่ทุนจดทะเบียนลดลง 25.44% ส่วนธุรกิจเลิกกิจการเพิ่มขึ้น 12.49% ด้านการลงทุนจากต่างชาติขยายตัวแรง มีผู้ได้รับอนุญาต 640 ราย เพิ่มขึ้น 27% เงินลงทุนรวม 187,614 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 68% โดยจีน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่นเป็นกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ ขณะที่เงินลงทุน 45% ไหลเข้าสู่พื้นที่ EEC
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือนมิถุนายน 2569 มีจำนวน 7,979 ราย เพิ่มขึ้น 864 ราย หรือ 12.14% จากเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งมีจำนวน 7,115 ราย และเพิ่มขึ้น 956 ราย หรือ 13.61% จากเดือนมิถุนายน 2568 ซึ่งมีจำนวน 7,023 ราย
ขณะที่ทุนจดทะเบียนเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 15,231 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 602 ล้านบาท หรือ 4.12% จากเดือนก่อน ซึ่งอยู่ที่ 14,629 ล้านบาท แต่ลดลง 2,882 ล้านบาท หรือ 15.91% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีทุนจดทะเบียน 18,113 ล้านบาท
สำหรับช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ระหว่างเดือนมกราคม-มิถุนายน มีธุรกิจจัดตั้งใหม่รวม 44,773 ราย เพิ่มขึ้น 935 ราย หรือ 2.13% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ซึ่งมีจำนวน 43,838 ราย ส่วนทุนจดทะเบียนสะสมอยู่ที่ 111,201 ล้านบาท ลดลง 37,939 ล้านบาท หรือ 25.44% จากปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 149,140 ล้านบาท
เมื่อจำแนกตามประเภทธุรกิจ พบว่า ธุรกิจที่มีจำนวนการจัดตั้งใหม่ขยายตัวโดดเด่น ได้แก่ ธุรกิจร้านขายปลีกเสื้อผ้า 499 ราย เพิ่มขึ้น 227 ราย หรือ 83.46% ทุนจดทะเบียน 696 ล้านบาท รองลงมาคือ ธุรกิจขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต 1,296 ราย เพิ่มขึ้น 470 ราย หรือ 56.90% ทุนจดทะเบียน 2,123 ล้านบาท และธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหาร 2,119 ราย เพิ่มขึ้น 287 ราย หรือ 15.67% ทุนจดทะเบียน 3,446 ล้านบาท
ด้านการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการในเดือนมิถุนายน 2569 มีจำนวน 1,760 ราย เพิ่มขึ้น 713 ราย หรือ 68.10% จากเดือนพฤษภาคม ซึ่งมีจำนวน 1,047 ราย และเพิ่มขึ้น 292 ราย หรือ 19.89% จากเดือนมิถุนายน 2568 ซึ่งมีจำนวน 1,468 ราย
ทุนจดทะเบียนเลิกกิจการเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 6,807 ล้านบาท ลดลง 58,985 ล้านบาท หรือ 89.65% จากเดือนพฤษภาคม ซึ่งอยู่ที่ 65,792 ล้านบาท และลดลง 3,596 ล้านบาท หรือ 34.57% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 10,403 ล้านบาท
ส่วนช่วงครึ่งปีแรกปี 2569 มีการจดทะเบียนเลิกกิจการรวม 7,024 ราย เพิ่มขึ้น 780 ราย หรือ 12.49% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ซึ่งมีจำนวน 6,244 ราย ขณะที่ทุนจดทะเบียนเลิกกิจการสะสมอยู่ที่ 98,857 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 68,313 ล้านบาท หรือ 224% จากปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 30,544 ล้านบาท
ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 พบว่า ประเทศไทยมีนิติบุคคลจดทะเบียนสะสมรวม 2,094,850 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 32.39 ล้านล้านบาท โดยมีนิติบุคคลที่ยังดำเนินกิจการอยู่ 1,004,558 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 23.81 ล้านล้านบาท
ในจำนวนดังกล่าว เป็นบริษัทจำกัด 802,717 ราย คิดเป็น 79.91% ทุนจดทะเบียนรวม 17.81 ล้านล้านบาท ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 200,327 ราย คิดเป็น 19.94% ทุนจดทะเบียนรวม 0.43 ล้านล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด 1,514 ราย คิดเป็น 0.15% ทุนจดทะเบียนรวม 5.57 ล้านล้านบาท
เมื่อแบ่งตามกลุ่มธุรกิจ พบว่า กลุ่มบริการมีจำนวนมากที่สุด 547,518 ราย คิดเป็น 54.50% ทุนจดทะเบียน 13.94 ล้านล้านบาท รองลงมาคือกลุ่มค้าส่งและค้าปลีก 328,850 ราย คิดเป็น 32.74% ทุนจดทะเบียน 2.63 ล้านล้านบาท และกลุ่มการผลิต 128,190 ราย คิดเป็น 12.76% ทุนจดทะเบียน 7.24 ล้านล้านบาท
สำหรับการลงทุนของชาวต่างชาติภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เดือนมิถุนายน 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย 112 ราย แบ่งเป็นการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 30 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 82 ราย มีเงินลงทุนรวม 34,056 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากจีน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ตามลำดับ
ส่วนช่วงครึ่งปีแรกปี 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย 640 ราย เพิ่มขึ้น 138 ราย หรือ 27% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ซึ่งมีจำนวน 502 ราย แบ่งเป็นการลงทุนผ่านการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 151 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 489 ราย
เงินลงทุนจากต่างชาติในช่วงดังกล่าวมีมูลค่ารวม 187,614 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 76,108 ล้านบาท หรือ 68% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 111,506 ล้านบาท
นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 110 ราย คิดเป็น 17% เงินลงทุน 35,479 ล้านบาท สหรัฐอเมริกา 107 ราย คิดเป็น 17% เงินลงทุน 6,043 ล้านบาท ญี่ปุ่น 87 ราย คิดเป็น 14% เงินลงทุน 44,662 ล้านบาท สิงคโปร์ 83 ราย คิดเป็น 13% เงินลงทุน 37,867 ล้านบาท และฮ่องกง 59 ราย คิดเป็น 9% เงินลงทุน 13,088 ล้านบาท ส่วนประเทศอื่น ๆ มีจำนวน 194 ราย คิดเป็น 30% เงินลงทุนรวม 50,475 ล้านบาท
ด้านการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ช่วงครึ่งปีแรกปี 2569 มีนักลงทุนต่างชาติ 199 ราย คิดเป็น 31% ของนักลงทุนต่างชาติทั้งหมด เพิ่มขึ้น 41 ราย หรือ 26% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ซึ่งมีจำนวน 158 ราย
มูลค่าการลงทุนในพื้นที่ EEC อยู่ที่ 83,779 ล้านบาท คิดเป็น 45% ของเงินลงทุนต่างชาติทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจากจีน 69 ราย เงินลงทุน 28,983 ล้านบาท ญี่ปุ่น 28 ราย เงินลงทุน 22,386 ล้านบาท สิงคโปร์ 22 ราย เงินลงทุน 10,100 ล้านบาท และประเทศอื่น ๆ 80 ราย เงินลงทุนรวม 22,310 ล้านบาท
