แสนสิริถอดรหัสดีมานด์ต่างชาติ เน้นอยู่ยาว ซื้อเป็นบ้านหลัง 2 จับตาตลาดใหม่ “เอเชียใต้-ตะวันออกกลาง-อาเซียน”
แสนสิริเผย ครึ่งปีแรกมีดีมานด์ต่างชาติต่อเนื่อง เน้นอยู่ยาว ซื้อเป็นบ้านหลัง 2 จับตาตลาดใหม่ “เอเชียใต้-ตะวันออกกลาง-อาเซียน” เร่งรัฐบาลพัฒนานโยบายลองสเตย์ ปรับโครงสร้าง-ดันมาตรฐานอสังหาฯ ไทย
“ศรีอำไพ รัตนมยูร” ประธานผู้บริหารสายงานการตลาด บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยภาพรวมตลาดต่างชาติในช่วงครึ่งปีแรก 2569 ว่า ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก อสังหาฯ ไทยยังคงได้รับความสนใจจากต่างชาติอย่างต่อเนื่อง และกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ จากสัญญาณการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่น่าจับตา ตั้งแต่แรงจูงใจในการซื้อ ฐานสัญชาติของผู้ซื้อ ไปจนถึงทำเลของแต่ละหัวเมืองที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน
พฤติกรรมของต่างชาติจากเดิมที่มุ่งเน้นผลตอบแทนจากการเช่า วันนี้นักลงทุนเริ่มปรับพอร์ตครั้งใหญ่ของนักลงทุน ทั่วโลกมองหาความมั่นคงระยะยาว มากกว่าผลตอบแทนระยะสั้น ผู้ซื้อชาวต่างชาติจึงเปลี่ยนบทบาทสู่การเป็นผู้ถือครองสินทรัพย์ระยะยาว โดยมองไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางหลักสำหรับบ้านหลังที่สอง ตลอดจนการเตรียมพร้อมเพื่อใช้ชีวิตระยะยาวหรือการวางแผนพำนักในอนาคต

จับตา “สิงคโปร์-ญี่ปุ่น” ลงทุน-ซื้อบ้านหลัง 2
สำหรับกลุ่มผู้ซื้อหลักอย่างจีน ปัจจุบันอยู่ในช่วงการปรับสมดุลและพิจารณาเลือกซื้ออย่างระมัดระวังมากขึ้นตามสภาวะเศรษฐกิจโลก ขณะที่ตลาดฮ่องกงมีการกระจายการลงทุนที่หลากหลายขึ้น อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายที่ได้รับความนิยมสูงสุด จากจุดแข็งด้านค่าครองชีพที่บริหารจัดการง่าย ระบบสาธารณสุขที่เป็นที่ยอมรับระดับสากล โครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง และศักยภาพการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค
ตลาดใหม่ที่น่าจับตา ได้แก่ กลุ่มประเทศในเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีมูลค่าการซื้อเฉลี่ยต่อยูนิตสูง เพื่ออยู่อาศัยจริงในลักษณะครอบครัว ขณะเดียวกันกลุ่มตลาดกำลังซื้อสูงที่กลับมามีบทบาทชัดเจนขึ้น ได้แก่ สิงคโปร์ และญี่ปุ่น ซึ่งมองไทยทั้งในฐานะพื้นที่ลงทุนและ Second Home โดยมีนโยบายสนับสนุนการพำนักระยะยาวของภาครัฐ (อาทิ LTR Visa) เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับกลุ่มผู้เกษียณอายุและผู้ที่ต้องการพำนักระยะยาว ซึ่งแนวโน้มที่เห็นชัดคือ ผู้ซื้อในปัจจุบันเริ่มมองไทยเป็นฐานการใช้ชีวิตที่มีคุณภาพและมีความยืดหยุ่นในอนาคต
เจาะลึกทำเล ต่างไลฟ์สไตล์
“ศรีอำไพ” ระบุอีกว่า โจทย์ใหม่ของตลาดอสังหาฯ ไทยไม่ใช่ทำเล แต่ต้องตอบโจทย์การออกแบบชีวิต โดย “กรุงเทพฯ” ยังคงเป็นตลาดหลักสำหรับกลุ่มคนทำงานและนักลงทุน โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมระดับกลางถึงลักเซอรี่ในย่าน CBD ใกล้ระบบขนส่งมวลชน ส่วน “ภูเก็ต” คือจุดหมายของ Luxury Lifestyle และ Second Home Destination ของภูมิภาค ด้วยวิลล่าและเรสซิเดนซ์ระดับพรีเมี่ยมที่ตอบโจทย์ความเป็นส่วนตัวและ Digital Nomad
ด้าน “พัทยา” ตอบโจทย์บ้านพักตากอากาศและการอยู่อาศัยวัยเกษียณ ใช้เวลาไม่นานในการเดินทางเข้ากรุงเทพฯ และอานิสงส์จากการพัฒนาพื้นที่ EEC ขณะที่ “หัวหิน” รองรับกลุ่มครอบครัวที่ต้องการความสงบ และพื้นที่อยู่อาศัยมากขึ้น
นอกจากนี้ เมืองทางเลือกอื่น ๆ ยังเติบโตขึ้นตามไลฟ์สไตล์เฉพาะกลุ่ม เช่น “เชียงใหม่” ดึงดูดกลุ่มที่ใส่ใจเรื่อง Wellness และ “สมุย” สำหรับกลุ่มบ้านหลังที่สองระดับหรูที่ต้องการความเป็นส่วนตัว

มองแนวโน้ม “เช่า” หนุน “ซื้อ” อยู่ยาว
อีกหนึ่งเทรนด์สำคัญ คือ ตลาดเช่าและตลาดซื้อที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะในกลุ่ม Expat Professionals ที่มักเริ่มต้นจากการเช่าก่อนตัดสินใจซื้อเมื่อมีแผนพำนักระยะยาว ขณะที่นักลงทุนยังพิจารณาทั้งผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าและโอกาสเพิ่มมูลค่าของสินทรัพย์ ส่วนกลุ่มผู้เกษียณและ Second Home Buyers มีแนวโน้มตัดสินใจซื้อเร็วขึ้น หากมั่นใจว่าไทยสามารถเป็นฐานชีวิตระยะยาวได้จริง ดังนั้น ตลาดเช่าและตลาดซื้อสนับสนุนกันในเชิงพฤติกรรม ผู้เช่าคุณภาพจำนวนมากมีโอกาสพัฒนาเป็นผู้ซื้อในอนาคต หากประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ดี และความมั่นใจในระบบนิเวศของเมืองที่ตอบโจทย์
หนุนไทยเร่งสปีด
ในสายตานักลงทุนต่างชาติประเทศในภูมิภาคนี้ต่างเร่งพัฒนาข้อได้เปรียบเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุน โดยประเทศไทยจึงมีโอกาสสำคัญในการยกระดับจากตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน สู่การเป็นจุดหมายปลายทางของการใช้ชีวิตระยะยาว สำหรับกลุ่มผู้มีศักยภาพสูงทั่วโลก ซึ่งเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านทำเล สู่การแข่งขันด้านคุณภาพเมือง และความสามารถในการรักษามูลค่าสินทรัพย์ระยะยาว
“อย่างไรก็ดี ประเด็นที่ไทยควรเร่งพัฒนาเพื่อรักษาความได้เปรียบ ได้แก่ ความชัดเจนและความต่อเนื่องของนโยบายด้านการอำนวยความสะดวกในการพำนักระยะยาว การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมเพื่อเชื่อมต่อเมืองใหม่ การยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย ตลอดจนการสร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐานอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ ทั้งคุณภาพโครงการและการบริการหลังการขายที่มีประสิทธิภาพ” ศรีอำไพกล่าว
