นายกชี้ขาดแอร์พอร์ตลิงก์-EEC CP เดินรถต่อ-ลงนาม MOU ใหม่
ชง “อนุทิน” ชี้ขาดอนาคตแอร์พอร์ตลิงก์-รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซี.พี.ยื่น 4 เงื่อนไข แลกเดินรถแอร์พอร์ตลิงก์ หากมีข้อพิพาทหยุดเดินรถ ขอค่าจ้าง 240 ล้าน ถอนหลักประกัน ต้องทำ MOU ใหม่ รถไฟไม่รับ-บีบเดินรถอีก 4 เดือน ยืนกรานสัญญาไฮสปีดยังไม่สิ้นสุด ยกเลิกไม่ได้ เอกชนโอด 5 ปีแบกขาดทุนกว่า 500 ล้าน ชำระค่าสิทธิโครงการอีกหมื่นล้าน
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ร.ฟ.ท. เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 ได้รายงานผลการเจรจากับบริษัท เอเชีย เอรา วัน (เครือ ซี.พี.) ผู้รับสัมปทานโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ที่ได้แจ้งขอใช้สิทธิสิ้นสุดสัญญาและยุติการเดินรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ในวันที่ 30 กันยายน 2569 โดย ซี.พี.รับปากจะเดินรถต่อไปอีกอย่างน้อย 4 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2570
ซี.พี.ยื่น 4 เงื่อนไข รถไฟยังไม่รับ
เงื่อนไขที่ ซี.พี.เสนอประกอบการเดินรถต่อ มี 4 ข้อ ดังนี้ 1.เอกชนขอสงวนสิทธิไม่ให้มีข้อพิพาท หากมีจะใช้สิทธิขอหยุดเดินรถ แต่ตามหลักการต้องแจ้งล่วงหน้า 30 วัน 2.เอกชนขอค่าจ้างในการเดินรถ 60 ล้านบาท/เดือน รวม 240 ล้านบาท ซึ่ง ร.ฟ.ท.ยังไม่สามารถจ้างได้ เนื่องจากสัญญาหลักยังไม่สิ้นสุด และขณะนี้เตรียมการให้บริษัทลูก คือบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) เข้าไปดำเนินการรับช่วงต่อ
ผู้ว่าฯ ร.ฟ.ท. ระบุว่า จะมีการเจรจากันเพื่อให้การเดินรถแอร์พอร์ตเรลลิงก์มีประสิทธิภาพและปลอดภัย ทั้งนี้ ค่าจ้างยังไม่สามารถยอมรับได้ และเอกชนจะต้องเดินรถไปก่อน ที่ผ่านมาแอร์พอร์ตเรลลิงก์มีรายได้จากค่าโดยสาร 30 ล้านบาท/เดือน และมีค่าใช้จ่ายประมาณ 60 ล้านบาท ขาดทุน 30 ล้านบาท/เดือน และตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2564 ถึงเดือนกรกฎาคม 2569 ทางบัญชีมีรายได้ค่าโดยสารสะสม 3,070 ล้านบาท มีค่าใช้จ่ายด้านการเดินรถ 3,528 ล้านบาท ขาดทุนสะสมอยู่ที่ 458 ล้านบาท เฉพาะเดือนกรกฎาคม 2569 มีรายได้ 57 ล้านบาท และมีผู้โดยสารเฉลี่ย 50,000 คนต่อวัน
3.เอกชนขอคืนเงินหลักประกัน MOU วงเงิน 1,067 ล้านบาท ซึ่งเป็น 10% ของมูลค่าค่าสิทธิการเดินรถ 10,671 ล้านบาท โดยเอกชนขอถอนจาก MOU เดิมก่อน แต่หากมีการลงนาม MOU ใหม่จะนำค่าหลักประกันกลับมาวางอีกครั้ง แต่ยังรับเงื่อนไขไม่ได้
อย่างไรก็ดีถ้าหากสัญญารถไฟความเร็วสูงซึ่งเป็นสัญญาหลักไม่ได้มีการแก้ไข ทาง ซี.พี.จะต้องชำระค่าสิทธิแอร์พอร์ตเรลลิงก์ให้ ร.ฟ.ท.จำนวน 10,671 ล้านบาทตามสัญญาที่ระบุว่าต้องจ่ายภายใน 2 ปี และ 4.เอกชนขอส่งมอบรถตามสภาพปัจจุบัน ทั้งนี้ ร.ฟ.ท.และบริษัทลูกจะต้องมีการเข้าไปตรวจสภาพก่อนถึงจะยอมรับได้
“การถไฟฯ และเอกชนยืนยันตรงกันว่าพร้อมสนับสนุนการเดินรถแอร์พอร์ตเรลลิงก์ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้อย่างต่อเนื่อง ไม่มีหยุดชะงัก ส่วนเงื่อนไขที่ยังต้องเจรจากันจะพยายามหาทางออกให้ดีที่สุด โดยคณะกรรมการบริหารโครงการที่มีผู้แทนจากอีอีซี การรถไฟฯ อัยการสูงสุดจะมีการประชุมเพื่อพิจารณาหารือถึง 4 เงื่อนไขที่เอกชนเสนอมา หากมีข้อสรุปจะนำหารือในคณะกรรมการกำกับสัญญาซึ่งมีเอกชนเข้าร่วมด้วยต่อไป โดยจะพยายามให้ได้ข้อสรุปภายในเดือนกันยายนี้”
ขอทำ MOU ใหม่แยกจากไฮสปีด
นายอนันต์กล่าวว่า นอกจากนี้เอกชนขอแยกสัญญา MOU เรื่องการเดินรถแอร์พอร์ตเรลลิงก์ออกมาจากสัญญาหลักโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เนื่องจากแอร์พอร์ตเรลลิงก์มีบัญชีรายรับ รายจ่าย การประเมินผลการเดินรถ จึงขอแยกออกมาเป็น MOU อีกฉบับหนึ่ง
“การที่เอกชนมีหนังสือเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ขอใช้สิทธิสิ้นสุดสัญญาตามข้อ 6.2 และขอยุติการเดินรถแอร์พอร์ตลิงก์หลัง MOU สิ้นสุดสัญญา 30 กันยายนนี้ โดยให้เหตุผลว่าการแก้ไขที่ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการจ่ายเงินเป็นสร้างไปจ่ายไป และการผ่อนชำระค่าสิทธิแอร์พอร์ตเรลลิงก์ยังไม่แล้วเสร็จ ทำให้เอกชนไม่สามารถหาแหล่งเงินกู้ได้
ซึ่งการรถไฟฯ ไม่เห็นด้วยกับการสิ้นสุดสัญญาและเตรียมที่จะทักท้วงและสงวนสิทธิตามสัญญา หากมีการโต้แย้งสิทธิ และมีข้อพิพาททางสัญญา ในบทเฉพาะกาลระบุว่าเมื่อมีข้อพิพาทจะต้องมีการเจรจา 60 วันก่อนถึงจะนำไปสู่กระบวนการทางศาลได้ แต่ยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นตอนนั้น” นายอนันต์กล่าว
นายอนันต์ย้ำว่า ปัจจุบันสัญญาสัมปทานรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินยังมีผลบังคับใช้อยู่ ซึ่งถือเป็นสัญญาหลักที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทำให้ยังคงมีผลให้เอกชนยังต้องปฏิบัติตามที่กำหนด เพราะยังเป็นอำนาจหน้าที่ของแต่ละฝ่ายที่ต้องปฏิบัติและมีอยู่ตามสัญญา โดยเอกชนมีหน้าที่เดินรถ ดังนั้นตราบใดที่สัญญาและอำนาจหน้าที่นี้ยังไม่ได้มีการยกเลิก เอกชนยังคงมีหน้าที่ในการเดินรถแอร์พอร์ตลิงก์อยู่
ขาดทุนสะสมกว่า 500 ล้าน
นายอนันต์กล่าวว่า สำหรับแผนสำรองรับการเดินรถแอร์พอร์ตเรลลิงก์ หากพ้นระยะเวลา 4 เดือน จะให้บริษัท รฟฟท. ซึ่งเป็นบริษัทลูกมารับช่วงต่อ โดยอาจนำพนักงานจากเอเชีย เอรา วัน มีอยู่จำนวน 340 คน มาดำเนินการและรับใหม่เพิ่มบางส่วน ส่วนการซื้อขบวนรถเพิ่มจากปัจจุบันมีอยู่ 9 ขบวนนั้นยังไม่สามารถดำเนินการ เนื่องจากสัญญารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินยังไม่ได้ข้อยุติ ซึ่งแผนการซื้อรถรวมอยู่ในสัญญาดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ร.ฟ.ท.ได้เตรียมแผนสำรองเพิ่มความถี่รถไฟสายตะวันออกเพื่อรองรับผู้โดยสาร กรณีมีผู้โดยสารมาใช้บริการแอร์พอร์ตจำนวนมาก เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน เนื่องจากปัจจุบันมีขบวนรองรับการบริการ 8 ขบวนเท่านั้น
แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคมกล่าวว่า ปัญหาของแอร์พอร์ตเรลลิงก์คือ จำนวนรถไม่เพียงพอ มีแค่ 9 ขบวน และมีรายได้ไม่พอรายจ่าย ทำให้ ซี.พี.ที่เดินรถให้ 5 ปีขาดทุนสะสมกว่า 500 ล้านบาท ประกอบกับในปี 2570 ถึงคิวต้องซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ คาดใช้เงินมากกว่า 500 ล้านบาท ทำให้เอกชนไม่อยากจะเดินรถต่อ
เอกชนยันไม่แก้ขอเลิกสัญญา
แหล่งข่าวจากบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด กล่าวว่า เรื่องระยะเวลาเดินรถว่าจะจ้างกี่เดือนไม่ได้เป็นประเด็นสำคัญ บริษัทพร้อมจะเดินรถให้อยู่แล้ว แต่อยากให้สัญญารถไฟความเร็วสูงซึ่งเป็นสัญญาหลักมีความชัดเจนว่าจะแก้สัญญาให้หรือไม่แก้ ถ้าไม่แก้สัญญาแล้วนำไปสู่กระบวนการฟ้องร้อง จะมีส่วนทำให้การเดินรถต่อไปเป็นการทำผิดกฎหมายหรือไม่
“จึงเป็นเหตุผลให้ต้องขอทำ MOU ฉบับใหม่แยกเป็นอิสระไม่เกี่ยวกับสัญญารถไฟความเร็วสูง เพราะคาดว่าปัญหาจะคาราคาซังไปอีกนาน เนื่องจากยังไม่มีใครกล้าตัดสินใจ และโยนให้ ร.ฟ.ท.กับเอกชนหาทางออก ซึ่ง ร.ฟ.ท.ไม่ได้มีอำนาจตัดสินใจว่าจะยกเลิกได้หรือไม่ เพราะต้องผ่านบอร์ดอีอีซีและคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติขั้นสุดท้าย” แหลงข่าวระบุ
แหล่งข่าวจากบริษัทเอกชนระบุด้วยว่า “ค่าจ้างเดินรถ 60 ล้านบาทต่อเดือนที่เสนอครั้งนี้ไม่ต่างจากเดิม คิดตามค่าใช้จ่ายจริง ซึ่งการเดินรถวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ไม่น่ามีปัญหา และมีความเป็นไปได้อาจจะต้องเดินรถต่อไปเรื่อย ๆ ถ้าหากสัญญาไฮสปีดยังไม่มีข้อยุติจะไปเดินหน้าอย่างไรต่อไป หรือจะหยุดเดินรถก็ต่อเมื่อการรถไฟฯ บอกให้หยุดหรือมีคนใหม่มารับช่วงต่อแล้ว”
สำหรับ MOU การเดินรถแอร์พอร์ตเรลลิงก์ เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564 เกิดขึ้นช่วงโควิดและสงครามยูเครน ทำให้ผู้โดยสารไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ ทางบริษัทจึงขอผ่อนชำระค่าสิทธิแอร์พอร์ตเรลลิงก์ วงเงิน 10,671 ล้านบาท จำนวน 7 งวด ซึ่งตามสัญญาจะต้องชำระทั้งก้อนใน 2 ปีหลังเซ็นสัญญา พร้อมวางหลักประกัน MOU 10% ซึ่งจะครบกำหนดวันที่ 30 กันยายนนี้ และหากสัญญาใหญ่ไม่ได้รับการแก้ไขบริษัทต้องจ่ายค่าสิทธิเดินรถแอร์พอร์ตเรลลิงก์ 10,671 ล้านบาทให้กับ ร.ฟ.ท.
ยื่นนายกฯ ชี้ชาด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการประชุมบอร์ด ร.ฟ.ท.ไม่มีข้อยุติในการเดินรถในอนาคต และเอกชนขอเพิ่มการทำ MOU ใหม่ แยกจากสัญญารถไฟความเร็วสูง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นประธานบอร์ดนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ได้เรียกนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม, ผู้ว่าฯ ร.ฟ.ท. และว่าที่ปลัดกระทรวง เข้าหารือที่ทำเนียบรัฐบาล
นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง ในฐานะประธานกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย (บอร์ด ร.ฟ.ท.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังขึ้นไปประชุม ว่า “นายกฯ แสดงความห่วงใยกับการให้บริการประชาชน ได้กำชับและสั่งการให้ ร.ฟ.ท.ดำเนินการทุกอย่างเพื่อให้ความมั่นใจว่า การให้บริการรถไฟแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ไม่หยุดชะงัก ซึ่งขณะนี้ ร.ฟ.ท.เตรียมความพร้อมทั้งเรื่องเจรจากับบริษัทเอกชนคู่สัญญา ยังมีประเด็นเจรจากันอยู่”
ว่าที่ปลัดกระทรวงคมนาคมระบุว่า นายกฯ สั่งการให้การรถไฟฯ เตรียมความพร้อมในการเข้าไปให้บริการแทนด้วย และกำชับว่าการดำเนินงานทุกอย่างขอให้ดำเนินการเป็นไปตามระเบียบกฎหมาย ไม่ให้ภาคราชการ การรถไฟฯ เสียประโยชน์
นายปิยพงษ์กล่าวถึงการดำเนินการในระยะต่อไปของโครงการรถไฟความเร็วสูง 3 สนามบินด้วยว่า เป็นเรื่องสำคัญ เชื่อมกับการเดินรถไฟแอร์พอร์ต เรลลิงก์ และเกี่ยวข้องกับงานก่อสร้างในโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ต้องหาแนวทางแก้ไข หากปล่อยไว้จะส่งผลกระทบต่อเส้นทางกรุงเทพฯ-โคราช สัญญาที่ 4-1 ที่ยังไม่ได้ดำเนินการ และโครงการ Missing Link จากพญาไท-บางซื่อ เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องเร่งดำเนินการ โดยจะพยายามหาแนวทางแก้ไขให้เร็วที่สุด