Water Economy เปิด 10 ชุมชนต้นแบบ จัดการวิกฤตมวลน้ำ
เข้าสู่เดือน 9 ประเทศไทยเผชิญโจทย์ใหญ่เรื่องน้ำ ทั้งน้ำท่วมฉับพลัน ภัยแล้งซ้ำซาก และฝนที่คาดเดาไม่ได้ ผลกระทบแต่แทรกซึมเข้าไปในชีวิตประจำวันของผู้คน ตั้งแต่เกษตรกรที่ต้องรับมือผลผลิตผันผวน ไปจนถึงผู้ประกอบการที่แบกต้นทุนสูงขึ้นทุกปี
มีหลายชุมชนทั่วประเทศที่พิสูจน์ให้เห็นว่าน้ำสามารถกลายเป็นโอกาสของการพัฒนา และเป็นที่มาของแนวคิด “Water Economy” ซึ่งเชื่อว่าการจัดการน้ำที่ดีจะพลิกต้นทุนความเสียหายให้กลายเป็นรายได้ เศรษฐกิจ และอนาคตที่มั่นคงกว่าเดิม
ศูนย์กันก่อนท่วม (Water Resilience Center) คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้รวบรวม 10 ชุมชนต้นแบบจากทั่วประเทศ มาเป็นบทเรียน “คนคือหัวใจสำคัญของการสร้างความมั่นคงด้านน้ำ”
เริ่มที่บ้านลุงม่วง “จังหวัดบุรีรัมย์” อุ้ม-คนึงนิตย์ ชะนะโม เกษตรกรรุ่นใหม่ เริ่มต้นจากการกลับมาเรียนรู้บ้านเกิดผ่านความสัมพันธ์ของดิน น้ำ ข้าว ใช้ระบบแก้มลิงเก็บกักน้ำและพลังงานแสงอาทิตย์ในการเพาะปลูก ก่อนขยายความรู้จากคนเดียวสู่เครือข่ายชาวนาไทอีสานจนกลายเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงที่สร้างทั้งความมั่นคงทางอาหารและความเข้มแข็งให้ชุมชน

ขณะที่ชุมชนแพรกหนามแดง “จังหวัดสมุทรสงคราม” เคยเผชิญความขัดแย้งเรื่องการแบ่งปันน้ำระหว่างฝั่งน้ำจืดกับน้ำเค็มมานานกว่า 20 ปี ปัญญา โตกทอง ปราชญ์ชาวบ้าน ชวนทุกฝ่ายเปลี่ยนมุมมองจากการหา “คนผิด” มาเป็นการมอง “ปัญหา” ร่วมกัน จนเกิดนวัตกรรมประตูระบายน้ำบานหับเผยที่เปิด-ปิดตามธรรมชาติ ช่วยคลี่คลายความขัดแย้งที่ยืดเยื้อให้กลายเป็นความร่วมมือ
ในกรุงเทพมหานคร “ย่านทรงวาด” ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสดงให้เห็นว่าการรับมือน้ำท่วมกับการฟื้นเศรษฐกิจสามารถเดินไปด้วยกันได้ หลัง กทม.พัฒนาระบบระบายน้ำและแนวป้องกันน้ำท่วมสำเร็จกว่า 90% รวมถึงการเตรียมพร้อมรับมือน้ำหนุน ช่วยให้ผลกระทบจากน้ำท่วมลดลง และน้ำสามารถระบายได้รวดเร็วกว่าในอดีต รวมถึงกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ก็ผนึกกำลังกับธุรกิจดั้งเดิมภายใต้แนวคิด “Old Meets New” จนปัจจุบันมีร้านค้าเข้าร่วมกว่า 130 ร้าน นักท่องเที่ยวเฉลี่ยวันละ 5,000 คน สร้างรายได้เข้าย่านเดือนละ 10-40 ล้านบาท

เช่นเดียวกับ “คลองเปรมประชากร” คลองประวัติศาสตร์อายุกว่า 150 ปี ความยาวมากกว่า 50 กิโลเมตร เชื่อม กทม. ปทุมธานี และอยุธยา ที่ได้รับผลกระทบจากการขยายตัวของเมืองทำให้สิ่งปลูกสร้าง-ขยะ-น้ำเสียรุกลำคลอง ได้รับการฟื้นฟูผ่านโครงการพัฒนาแบบบูรณาการ ทั้งการขุดลอกคลอง บำบัดน้ำเสีย และพัฒนาที่อยู่อาศัยผ่านโครงการบ้านมั่นคง ตลอดจนเพิ่มพื้นที่สีเขียว สวนสาธารณะ จัดระเบียบพื้นที่ริมคลอง สร้างชุมชนน่าอยู่คืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนไปพร้อมกันได้กับการจัดการน้ำ
ที่ตำบลตาหลังใน “จังหวัดสระแก้ว” ชุมชนเริ่มต้นจากคำถามง่าย ๆ ว่า “เรารู้จักน้ำในพื้นที่ของเราดีพอหรือยัง” ก่อนใช้ระบบปักหมุดข้อมูลชุมชนโคพิน (COPIN) ซึ่งพัฒนาร่วมกับ MIT Urban Risk Lab เก็บข้อมูลแหล่งน้ำและปัญหาต่าง ๆ จนพบว่าความต้องการใช้น้ำของตำบลสูงกว่าน้ำต้นทุนถึง 10% นำไปสู่แผนฟื้นฟูแหล่งน้ำและลดการพึ่งพาน้ำบาดาลอย่างเป็นระบบ
ส่วนที่ “นครสวรรค์” สระบ่อดินขาวอดีตแหล่งขุดดินขาวที่ถูกทิ้งร้าง กำลังถูกพลิกฟื้นให้กลายเป็นแหล่งน้ำหล่อเลี้ยงชุมชน ผ่านการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ สร้างฝายชะลอน้ำ และส่งเสริมเกษตรผสมผสาน เป็นบทเรียนว่าการรับมือภัยแล้งไม่ใช่แค่เรื่องปริมาณน้ำ แต่คือการบริหารจัดการทั้งระบบพื้นที่
ที่ “จังหวัดพัทลุง” เยาวชนในโครงการพี่นำน้องรักษ์น้ำ ชุมชนบ้านป่าพะยอม ได้ลงพื้นที่ศึกษาผลกระทบของน้ำท่วมตั้งแต่ป่าต้นน้ำเทือกเขาบรรทัดไปจนถึงทะเลน้อย พบว่าสารปนเปื้อนจากพื้นที่เกษตรกรรมส่งผลต่อระบบนิเวศปลายน้ำ จึงร่วมฟื้นฟูด้วยการกำจัดพืชรุกรานและศึกษาศักยภาพของสาหร่ายข้าวเหนียวในการดักจับคาร์บอน ตอกย้ำบทเรียนสำคัญที่ว่าน้ำทุกสายเชื่อมถึงกัน
ขณะที่ “จังหวัดเชียงใหม่” ชุมชนทุ่งเจ้าในโครงการพัฒนาเชิงพื้นที่เชียงดาว ร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนปรับปรุงฝายทุ่งเจ้า ที่เสียหายจากน้ำป่า ด้วยแรงงานชาวบ้านกว่า 140 คน คาดว่าเมื่อแล้วเสร็จจะช่วยผันน้ำกว่า 310,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี สู่พื้นที่เกษตร 543 ไร่ และสร้างรายได้เพิ่มปีละราว 1 ล้านบาท
ที่ตำบลเกาะขันธ์ “จังหวัดนครศรีธรรมราช” เครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ได้รับการยกระดับเป็นต้นแบบระดับประเทศ ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปีในการฝึกอบรมและบริหารจัดการภัยพิบัติโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน ในการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ (CBDRM) จนปัจจุบันขยายผลไปแล้ว 28 เครือข่ายทั่วประเทศ
ส่วนที่ “นครปฐม” วิสาหกิจชุมชนส้มโอนครชัยศรีแสดงให้เห็นว่าน้ำและทรัพยากรธรรมชาติที่ดีสามารถต่อยอดสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจได้ จากเหตุน้ำท่วมปี’54 ที่ภาคการเกษตรได้รับผลกระทบความเสียหายประมาณ 1 พันล้านบาท ชาวบ้านได้มีการฟื้นฟูสวนใหม่พร้อมกับการบริหารจัดการน้ำด้วยมาตรฐานข้อมูล เพื่อรับมือและสร้างระบบเตือนภัยที่ทุกคนเข้าถึงได้ ตลอดจนรักษาพันธุ์ส้มโอท้องถิ่น พัฒนามาตรฐาน GI และ GAP จนผลไม้ GI ของจังหวัดสร้างรายได้เพิ่มขึ้นถึง 2.6 เท่าเมื่อเทียบกับก่อนได้รับการรับรอง
ทั้งนี้ ศูนย์กันก่อนท่วมได้ผลักดัน 4 ข้อเสนอสำคัญเพื่อเปลี่ยนวิกฤตน้ำให้เป็นเศรษฐกิจมั่นคง ได้แก่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำร่วมกับภาคเอกชน (Blue Infrastructure), การเชื่อมโยงข้อมูลน้ำแบบเรียลไทม์ (Integrated Water Data Platform), การเสริมพลังชุมชนให้ร่วมบริหารจัดการน้ำกับภาครัฐ (Water Smart Communities) และการปฏิรูปกฎระเบียบพร้อมบูรณาการหน่วยงานด้านน้ำให้เป็นเอกภาพ เพราะการจัดการน้ำอย่างยั่งยืนเริ่มจากคนที่ลุกขึ้นมาเรียนรู้ ร่วมมือ และลงมือเปลี่ยนแปลงพื้นที่ของตัวเอง
เมื่อคนเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องน้ำ น้ำก็พร้อมจะเปลี่ยนอนาคตของชุมชนและประเทศไปพร้อมกัน