เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เอกนัฏ เร่งเครื่องลดค่าไฟ-โซลาร์หลังคาบ้าน ปลดล็อกตลาดไฟสะอาด ดันแผน PDP ใหม่
Economic เอกนัฏ เร่งเครื่องลดค่าไฟ-โซลาร์หลังคาบ้าน ปลดล็อกตลาดไฟสะอาด ดันแผน PDP ใหม่
กอบศักดิ์ : จบอีกเรื่อง Greenland ! ในที่สุด เดนมาร์ก-กรีนแลนด์ก็ยอม
Finance กอบศักดิ์ : จบอีกเรื่อง Greenland ! ในที่สุด เดนมาร์ก-กรีนแลนด์ก็ยอม
ถอดรหัส 7 กกต.เสียงแตก ลุ้นศาลชี้ชะตา ‘บาร์โค้ด’ บัตรเลือกตั้ง
Politics ถอดรหัส 7 กกต.เสียงแตก ลุ้นศาลชี้ชะตา ‘บาร์โค้ด’ บัตรเลือกตั้ง
ราคาทองวันนี้ (19 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 50 บาท รูปพรรณบาทละ 69,900 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (19 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 50 บาท รูปพรรณบาทละ 69,900 บาท
‘ทรัมป์’ ชี้สหรัฐบรรลุข้อตกลงกับเดนมาร์ก-กรีนแลนด์
World ‘ทรัมป์’ ชี้สหรัฐบรรลุข้อตกลงกับเดนมาร์ก-กรีนแลนด์
Hyundai STARIA Hybrid MPV 11 ที่นั่ง คันเดียวจบ
Automotive Hyundai STARIA Hybrid MPV 11 ที่นั่ง คันเดียวจบ
‘โทนี่ เฟอร์นานเดส’ ลั่นแอร์เอเชียยังบินได้
Business ‘โทนี่ เฟอร์นานเดส’ ลั่นแอร์เอเชียยังบินได้
EV จีนนำเข้ารับมือภาษีสูงปรี๊ด เร่งตั้งโรงงานผลิตในไทยเร็วขึ้น
Automotive EV จีนนำเข้ารับมือภาษีสูงปรี๊ด เร่งตั้งโรงงานผลิตในไทยเร็วขึ้น
สภาพอากาศวันนี้ (19 ก.ย.) ทั่วไทยมีฝน 60-80% ของพื้นที่
News สภาพอากาศวันนี้ (19 ก.ย.) ทั่วไทยมีฝน 60-80% ของพื้นที่
อสังหาฯอีอีซีเริ่มฟื้น ดีมานด์นิคม-เมืองขยายพยุงตลาดคอนโด “ระยอง”น่าห่วงแบกสต๊อกอื้อ 7 ปีขายหมด
Real Estate อสังหาฯอีอีซีเริ่มฟื้น ดีมานด์นิคม-เมืองขยายพยุงตลาดคอนโด “ระยอง”น่าห่วงแบกสต๊อกอื้อ 7 ปีขายหมด
ดูทั้งหมด

‘เงินเฟ้อพุ่ง-ดอกเบี้ยขึ้น’ ปรับพอร์ตรับมืออย่างไร ไม่ให้เงินจม

19 ก.ย. 2569 | 08:01น.
ผู้เขียน : ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO Jitta Wealth

โลกลงทุนจะเกิดอะไรขึ้น? เมื่อ Fed พลิกกลับมา “ขึ้นดอกเบี้ย” อีกครั้งแล้ว หลังหยุดขึ้นมานานกว่า 3 ปี และส่งสัญญาณคุมเข้มเงินเฟ้อต่อไป

สำหรับนักลงทุนทั่วโลกแล้ว การเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ยสหรัฐ และ Treasury Yield ยังมีความสำคัญต่อกระแสเงินทุน ต้นทุนทางการเงิน และการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ในตลาดหุ้น พันธบัตร และสินทรัพย์ทางเลือกทั่วโลกครับ

ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงว่า Fed ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ไปสู่ระดับ 3.75-4% เท่านั้น แต่สิ่งที่ตลาดสนใจมากกว่า คือ ดอกเบี้ยสหรัฐจะต้องอยู่ในระดับสูงนานเพียงใด และ Fed จะขึ้นอีกกี่ครั้ง

ตลาดสินทรัพย์ต่าง ๆ ปรับตัวอย่างไร และนักลงทุนควรรับมืออย่างไร

บอนด์สั้นกระดกรับ Fed ขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก มีลุ้นตลาดหุ้นฟื้น

การส่งสัญญาณดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Fed ในรอบการประชุมล่าสุด (15-16 ก.ย.) เรียกว่ามีความชัดเจนจากครั้งก่อนหน้า ตั้งแต่การเข้ามาของ “เควิน วอร์ช” ประธาน Fed เมื่อเดือน พ.ค. 2026

Fed ระบุว่าเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงและการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่เป้าหมาย 2% ได้เร็วขึ้น ท่ามกลางเศรษฐกิจสหรัฐยังคงขยายตัวในอัตราที่แข็งแกร่ง เงินเฟ้อสูง ตลาดแรงงานยังดีอยู่

ทิศทางนโยบายหลังจากนี้ ในประมาณการทางเศรษฐกิจฉบับใหม่ของ Fed ระบุคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะมีโอกาสปรับขึ้นอีกอย่างน้อย 0.25% ภายในสิ้นปีนี้ ขณะที่ประมาณการค่ากลางของอัตราดอกเบี้ย ณ สิ้นปีอยู่ที่กรอบ 4.00-4.25% ฉะนั้นการปรับขึ้นครั้งนี้ยังอาจจะไม่ใช่การจบรอบขาขึ้นของ Fed ในช่วงเวลาที่เหลือของปี

Fed ยังปรับประมาณการเงินเฟ้อ PCE ปี 2026 ขึ้นจาก 3.6% เป็น 3.7% และคาดว่าเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่เป้าหมาย 2% ได้ในปี 2029 ซึ่งช้ากว่าประมาณการก่อนหน้านี้ ขณะที่ประมาณการ GDP ปี 2569 ถูกปรับขึ้นเล็กน้อยเป็น 2.3% จาก 2.2% และคาดอัตราว่างงานสิ้นปีที่ 4.1%

นี่คือภาพสะท้อนว่า Fed กำลังให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อมากขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐยังมีแรงขับเคลื่อนเพียงพอที่จะรองรับนโยบายการเงินที่ตึงตัวขึ้น ท่ามกลางราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง จึงอาจต้องอยู่กับดอกเบี้ยนโยบายระดับ 4% ต่อไปอีก

หลังการประชุม ตลาดพันธบัตรสหรัฐให้ความสนใจกับแนวโน้มดอกเบี้ยในระยะต่อไป โดย Reuters รายงานว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Treasury Yield) อายุ 2 ปี ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อคาดการณ์ดอกเบี้ยนโยบาย ปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 ปี ขณะที่ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นหลังการประกาศผลประชุมและประมาณการเศรษฐกิจ

ข้อมูลอัตราผลตอบแทนของกระทรวงการคลังสหรัฐ ณ วันที่ 16 กันยายน ระบุว่า Treasury Yield อายุ 10 ปี พุ่งแรงแตะ 5.00% ขณะที่อายุ 2 ปี ขึ้นมาอยู่ที่ 4.67% และอายุ 30 ปี อยู่ที่ 5.36% ทรงตัวถึงลดลงเล็กน้อย

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงรับข่าวทันที แต่มีแรงซื้อกลับใน S&P 500 ตลาดดาวโจนส์ร่วงหนักกว่า 1% ขณะที่ Nasdaq แทบไม่ขยับ และดัชนี VIX ขยับขึ้นเล็กน้อยสะท้อนยังไม่ใช่ระดับที่ตลาดตื่นตระหนก เพียงแต่ปรับการประเมินต้นทุนทางการเงินและมูลค่าสินทรัพย์เสี่ยงใหม่ โดยเฉพาะหุ้นที่มี Valuation สูงและมีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย ได้แก่ กลุ่มหุ้นเติบโตสูง (Growth) โดยเฉพาะ AI เทคโนโลยี ที่ถูกกดดันพักฐานระยะสั้น

สรุปว่า หลังการปรับขึ้นดอกเบี้ยรอบนี้ ตลาดดอกเบี้ยระยะสั้นและหุ้นบางกลุ่มที่ถูกกระทบ แต่มีแรงซื้อกลับในบางกลุ่มที่เห็นโอกาสช่วงตลาดย่อตัว ทั้งนี้ หากเศรษฐกิจสหรัฐยังเติบโต แนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนยังดี ทำให้นักลงทุนบางกลุ่มมองเป็นโอกาสทยอยลงทุนหุ้นคุณภาพ ด้าน Wolfe Research มีการศึกษาพบว่า ในช่วง 6-12 เดือนหลัง Fed ขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก ตลาดหุ้นมักฟื้นกลับมาเป็นบวก

โอกาสลงทุนไม่ได้อยู่ที่ประเทศเดิมตลอดไป เมื่อมีปัจจัยกดดันตลาดอยู่

สถานการณ์ในปีนี้มี 3-4 ปัจจัยที่กดดันตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง

  1. ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็น New Normal

สงครามแย่งชิงพลังงานในตะวันออกกลาง การปิดช่องแคบฮอร์มุชยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญที่อาจกระทบราคาพลังงาน น้ำมันและเศรษฐกิจโลกได้ทุกเมื่อ ล่าสุดราคาน้ำมันกลับมา 100 ดอลลาร์/บาร์เรลไปแล้ว

  1. Fed ยังใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด

ล่าสุด Fed ส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยที่ชัดเจน ประกาศคุมเข้มเงินเฟ้อเต็มสูบ เพราะนอกจากแรงกดดันจากราคาน้ำมันแพง ยังมีความกังวล ‘AI-flation’ จากต้นทุนชิปที่แพงขึ้น ทำให้ Fed ต่อสู้กับเงินเฟ้อยังไม่จบ จะเห็นดอกเบี้ยสูงในระยะยาว (Higher for Longer)

  1. ความผันผวนของกลุ่มเทคโนโลยีและชิป (AI)

การปรับฐานของ Nasdaq ช่วงนี้ไม่ใช่จุดจบเทรนด์ AI แต่คือ Super Cycle ระยะยาว 5-10 ปี ตลาดกำลังเลือกให้รางวัลเฉพาะบริษัทที่เปลี่ยน AI ให้เป็นกระแสเงินสดได้จริง เรียกว่าพักฐานเพื่อคัดสรรตัวจริง หลังจากที่ราคาวิ่งขึ้นแรง ทำ New High ต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว แต่มีหลายธุรกิจยังไม่มีกำไรที่แข็งแรงรองรับ Valuation ทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

  1. สงครามการค้าที่สหรัฐ ยกระดับความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง

ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกยังถูกกดดันจากการจัดระเบียบการค้าใหม่ของรัฐบาลสหรัฐ ยุค “โดนัลด์ ทรัมป์” อย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการภาษีสินค้านำเข้าที่ใช้กับหลายประเทศเป็นวงกว้าง และมาตรการเฉพาะประเทศ ล่าสุด แคนาดากำลังเผชิญแรงกดดันหนัก บรรยากาศการค้าระหว่างประเทศปั่นป่วนและมีความเสี่ยงเงินเฟ้อโลกสูงขึ้นตามมาด้วย

ทุกวันนี้สถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงได้อยู่ตลอดเวลา สะท้อนว่าโอกาสลงทุนไม่ได้อยู่ที่ประเทศเดิมตลอดไปแล้ว ถึงเวลาต้องมองหาโอกาสจากตลาดที่น่าสนใจในแต่ละช่วงเวลาได้แล้วครับ

ผมพามาเจาะโอกาสลงทุนตอนนี้กับ 4 ตลาดหุ้นหลักของโลก

สหรัฐ ดัชนีหลัก S&P 500 บวกกว่า 11% จากต้นปี (YTD) มีแรงหนุนจากกำไรบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแรงโดยเฉพาะกลุ่มเทคฯ ที่เกาะกระแสวัฏจักร Super AI ทำให้ภาพรวมตลาดยังมีโอกาสเติบโตในระยะยาว กลุ่มอุตสาหกรรมเด่น ได้แก่ AI เซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยี ส่วนความถูกแพงของตลาด (Trailing P/E) 26.15 เท่า ถือว่าตึงตัว

สิ่งที่ต้องจับตา คือ การขึ้นดอกเบี้ย เงินเฟ้อและความคุ้มค่าของการลงทุน AI ส่งผลให้เกิดความผันผวนระยะสั้น

จีน ดัชนี CSI 300 มีกลุ่มอุตสาหกรรมเด่น ได้แก่ AI, EV, แบตเตอรี่ และสินค้าบริโภคอุปโภคชั้นนำ ความน่าสนใจคือ ตลาดยังมี Valuation น่าลงทุน เทคโนโลยีขั้นสูงและ EV ยังเติบโตระดับโลก สวนทางกับเศรษฐกิจในประเทศ ส่วน Trailing P/E 17.05 เท่า ถือเป็นโอกาสในการเลือกลงทุนรายกลุ่ม

สิ่งที่ต้องจับตา คือ การฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ยังเปราะบาง ภาวะกำลังซื้อชะลอตัวและสงครามการค้า

ญี่ปุ่น ดัชนี Topix กลุ่มอุตสาหกรรมเด่น มียานยนต์ หุ่นยนต์และเครื่องจักรกล ความน่าสนใจ ตลาดได้แรงหนุนจากการปฏิรูปธรรมาภิบาลของบริษัทญี่ปุ่น ส่วน Trailing P/E 17.29 เท่า

สิ่งที่ต้องจับตา คือ ทิศทางดอกเบี้ยของ BOJ ที่ล่าสุด ประกาศขึ้นดอกเบี้ยตามคาด สู่ระดับ 1.25% สูงสุดในรอบ 31 ปี ไปเมื่อสุดสัปดาห์ ตลาดคาดการณ์ว่า BOJ อาจปรับดอกเบี้ยไปถึง 1.75% เร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และความผันผวนของค่าเงินเยน อาจกดดันกำไรของบริษัทในกลุ่มส่งออก

ฮ่องกง ดัชนี HSI กลุ่มเด่น มีเทคโนโลยี การเงิน บริการ ความน่าสนใจ หุ้นราคาถูกเป็นโอกาสเก็บหุ้นเทคฯ จีนคุณภาพ และ Trailing P/E 12.16 เท่า ถูกกว่าสหรัฐมาก เป็นโอกาสซื้อหุ้นเทคฯ จีนในราคาโปรโมชั่น ขณะที่ครึ่งแรกของปีนี้ มีเม็ดเงินจากนักลงทุนจีนแผ่นดินใหญ่ไหลเข้าหุ้นฮ่องกงจนมูลค่าซื้อขายทำสถิติสูงสุดใหม่

สิ่งที่ต้องจับตา คือ การพึ่งพาเศรษฐกิจจีน กระแสเงินทุนต่างชาติและนโยบายรัฐ

เพราะฉะนั้น ทั้ง 4 ตลาด ไม่มีตลาดไหนได้เปรียบไปกว่ากัน ตลาดที่น่าสนใจในวันนี้ อาจไม่ใช่ตลาดเดียวกับปีหน้า เพราะโอกาสขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้ง Valuation, กำไรบริษัท, ดอกเบี้ย และค่าเงิน

คุมในสิ่งที่ควบคุมได้: จัดพอร์ตลาดเสี่ยง “มีชัยไปกว่าครึ่ง”

เมื่อโลกมีความผันผวนสูง หัวใจสำคัญของการจัดพอร์ตลงทุน “ไม่ใช่การจับจังหวะซื้อขาย” แต่คือการจัดสรรสินทรัพย์อย่างมีวินัยและกระจายลงทุนที่ดีผ่านแนวคิด Core & Satellite Portfolio

Core Portfolio หรือพอร์ตหลัก (70-80%) ของพอร์ตลงทุนรวม โดยพอร์ตนี้เน้นหุ้นคุณภาพสูงและตราสารหนี้คุณภาพดีที่กระจายทั่วโลกช่วยลดความเสี่ยงหากสินทรัพย์ใด หรือประเทศ/ภูมิภาคใดสะดุด จะยังมีอีกซีกโลกที่สร้างผลตอบแทนเข้ามาได้ ตลาดหลักที่น่าสนใจ เช่น สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง เพื่อเป็นฐานที่มั่นคงทั้งการสร้างผลตอบแทนระยะยาว แต่ระดับความเสี่ยงของแต่ละคนรับได้ไม่เท่ากัน จึงจัดน้ำหนักลงทุน 3 ระดับความเสี่ยง

สำหรับคนที่รับความเสี่ยงได้สูง แนะนำสัดส่วนลงทุนหุ้นทั่วโลก 80% ของพอร์ตหลัก และที่เหลือเป็นการกระจายลงทุนในตราสารหนี้

ส่วนคนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลาง ให้มีสัดส่วนลงทุนหุ้นโลกและตราสารหนี้อย่างลดครึ่ง

และคนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ แนะนำให้น้ำหนักตราสารหนี้มากกว่าหุ้น โดยตราสารหนี้ 70-80% ส่วนที่เหลือหุ้นโลกไม่เกิน 30%

Satellite Portfolio หรือ พอร์ตเสริม (20-30%) สร้างโอกาสทำผลตอบแทนเพิ่ม โดยเลือกลงทุนตามธีมที่มีศักยภาพเติบโตไม่ว่าจะเป็นไต้หวัน เวียดนาม หรือจีน สำหรับช่วงที่ตลาดกำลังปรับฐานจะเป็นโอกาสค่อย ๆ ทยอยสะสม ส่วนคนที่ DCA อยู่แล้วสามารถลงทุนต่อตามปกติต่อไป

ธีมแรก AI Megatrend

ยังเป็นธีมระยะยาวที่แข็งแกร่ง แต่ไม่จำเป็นต้องรีบไล่ซื้อในวันที่ราคาพุ่ง

แนะนำให้ค่อย ๆ ทยอยสะสม โดยเน้นกลุ่ม Infrastructure และโครงสร้างพื้นฐาน AI, Semiconductor และ AI Application โดยเฉพาะกลุ่ม AI Application ที่หากสามารถค้นหาผู้ชนะตัวจริงได้ อาจเป็นแหล่งสร้าง Alpha ที่สำคัญในอนาคต

จริง ๆ ผมมองว่า AI ไม่ได้หายไปไหน แต่ตลาดกำลังเปลี่ยนจากการลงทุนแบบ “ซื้อทุกอย่างที่เกี่ยวกับ AI” ไปสู่การลงทุนแบบ “เลือกเฉพาะบริษัทที่สร้างรายได้และกำไรจาก AI ได้จริง” ดังนั้นจึงต้องคัดเลือกหุ้นคุณภาพและราคาที่ใช่ด้วยครับ

ธีมที่สอง กลุ่มย้ายฐานการผลิต (Supply Chain Shift)

  • อินเดีย ราคาหุ้นปรับลงจากแรงกดดันด้านราคาพลังงาน จึงเริ่มกลับมาน่าสนใจสำหรับการลงทุนระยะยาว
  • เวียดนาม เศรษฐกิจยังเติบโตแข็งแรง และยังมีโอกาสได้รับการอัปเกรดจาก Frontier Market เป็น Emerging Market ในอนาคต

ธีมที่สาม Value Play

จีน แม้จะถูกกดดันจากปัญหาอสังหาริมทรัพย์ แต่ในมุมมองด้าน Valuation ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่ราคาถูกที่สุดในโลก

เมื่อจัดสรรพอร์ต Core & Satellite แล้ว อย่าลืมทยอยลงทุนแบบ “DCA และรีบาลานซ์” สินทรัพย์ที่อยู่ในพอร์ตด้วย หากสัดส่วนใดเบี้ยวจากน้ำหนักที่ตั้งเป้าหมายไว้ ควรมีการรีบาลานซ์ให้กลับมาตามกรอบกำหนด

หลักการเบื้องต้นง่าย ๆ คือ ถ้าทรัพย์สินมีความต่าง 5% ก็ควรดูว่าจำเป็นต้องปรับพอร์ตอย่างไร ซึ่งสามารถตรวจสุขภาพพอร์ตรายไตรมาส ครึ่งปี หรือทั้งปี เพื่อดูว่าธุรกิจยังเติบโตต่อตามการวิเคราะห์หรือที่คาดการณ์อยู่ไหม

ยกตัวอย่างกรณีพอร์ตมีกำไรเพิ่ม 5-10% อาจจำเป็นต้องรีบาลานซ์บางส่วนออกมาเพื่อให้สัดส่วนลงทุนกลับเข้าที่เข้าทาง หรือถ้าทั้งปีไม่ได้ปรับก็จะปรับรายปีได้ แต่ไม่แนะนำให้ปรับพอร์ตหรือรีบาลานซ์บ่อยหรือทุกเดือน มิฉะนั้นจะกลายเป็นผลตอบแทนจะแย่สุดเพราะยังมีค่าธรรมเนียมในการซื้อขายอีก

ถ้าใครไม่รีบาลานซ์ ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น (80:20) ถ้าไม่ปรับพอร์ตเลย สัดส่วนจะเหวี่ยงมาก ปัจจุบันอาจจะถือหุ้น 90% โดยไม่รู้ตัวและถ้าหุ้นร่วงมาครึ่งหนึ่ง พอร์ตก็เสียหายเลย เพราะฉะนั้น พอร์ตที่ดีนั้น หากหุ้นยังขึ้นเรื่อย ๆ เราก็ต้องขายมาซื้อพันธบัตร เวลาหุ้นตก เราจะไม่ติดลบหนัก จะสามารถถือลงทุนระยะยาวได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะสร้างความแตกต่างให้กับการ DCA คือ ”ระยะเวลา” ยิ่งลงทุนนาน ผลตอบแทนก็ยิ่งทบต้น ดังนั้น ยิ่ง DCA สะสมไปเรื่อย ทุนยิ่งหนา เมื่อคูณเปอร์เซ็นต์ผลตอบแทน กำไรก็ยิ่งมากขึ้นตามครับ ดังนั้นเริ่มให้ไวเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ

จริง ๆ แล้ว สิ่งที่ควบคุมได้อย่าง “การจัดพอร์ตลงทุน” เป็นการบ่งบอกว่า “ระยะยาว” จะได้ผลตอบแทนสูงแค่ไหน ขึ้นกับ 4 สิ่งนี้ คือ เวลา การจัดสัดส่วน ค่าธรรมเนียมการลงทุนและการรีบาลานซ์ที่ถูกต้องตามหลักการ จะส่งผลโดยตรงต่อพอร์ตของคุณ

ฉะนั้น คนที่จะดูแลเงินของเราได้ดีที่สุด คือตัวเราเอง การมีความเข้าใจและมีแผนการลงทุนที่เหมาะสม คือจุดเริ่มต้นสำคัญของการไปถึงเป้าหมายทางการเงิน เมื่อไหร่ที่ลงทุนแล้วกินอิ่มนอนหลับสบายใจเท่ากับคุณเดินมาถูกทางแล้วครับ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ดอกเบี้ย เงินเฟ้อ