‘ทรัมป์’ แหกธรรมเนียม ต้อนรับ ‘สี จิ้นผิง’ ถึงสนามบิน -ขยายพักรบศึกการค้า
‘ทรัมป์’ ต้อนรับ’สี จิ้นผิง’ ที่สนามบินด้วยตัวเอง นับเป็นการแหกธรรมเนียบปฏิบัติในรอบเกือบ 60 ปี ในโอกาสผู้นำจีนเยือนสหรัฐครั้งแรกในรอบ 11 ปี นักวิเคราะห์ตั้งคำถาม สหรัฐต้องการอะไรจากจีน จึงแสดงความเคารพต่อคู่แข่งรายสำคัญมากขนาดนี้ รวมถึงสองมหาอำนาจแลกเปลี่ยนผลประโยชน์อะไรกัน ขณะที่เบสเซนต์ รมว.คลัง ประกาศว่า สองประเทศตกลงต่ออายุข้อตกลงการค้าออกไปอีก 2 เดือน
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐพร้อมด้วยเมลาเนีย สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเดินทางไปต้อนรับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน และเผิง ลี่หยวน ภริยา ที่สนามบิน Joint Base Andrews นอกกรุงวอชิงตัน ในรัฐแมรี่แลนด์ เวลาราว 05.00 น. ของวันนี้ (24 กันยายน) ตามเวลาไทย ตรงกับเวลา 18.00 น. เวลาท้องถิ่นในวันที่ 23 กันยายน นับเป็นการต้อนรับผู้นำจีนของผู้นำสหรัฐที่หาได้ยาก
กลายเป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนแรกในรอบเกือบ 60 ปีที่ไปต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองถึงที่สนามบิน หากไม่นับรวมการเสด็จเยือนของสมเด็จพระสันตะปาปา
ขณะที่ทางด้านสี จิ้นผิง โดดประชุมเวทีสหประชาชาติ UNGA ครั้งที่ 81 ที่ผู้นำชาติอื่นๆขึ้นกล่าวสปีช เพื่อเยือนสหรัฐโดยเฉพาะ
จึงชัดเจนว่า โลกในยุคนี้ คือการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ของสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลก
โดยทรัมป์ได้จับมือทักทายกับสี จิ้นผิง เริ่มการเยือนสหรัฐของผู้นำจีนในรอบ 11 ปี อย่างเป็นทางการในระหว่างวันที่ 23-25 กันยายน 2026 โดยมีวาระที่น่าจับตาเป็นพิเศษ คือ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงภาษี สงครามอิหร่าน (อ่านต่อ 2 ผู้นำโลก ‘ทรัมป์-สีจิ้นผิง’ จับมือ จัดระเบียบ AI ครั้งประวัติศาสตร์ ) หลังจากทรัมป์เยือนปักกิ่งเมื่อช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
สำหรับพิธีต้อนรับที่เรียกว่า “หมุดหมายสำคัญครั้งประวัติศาสตร์” ในความสัมพันธ์สหรัฐ-จีน ฝ่ายสหรัฐใช้ทหารกว่า 400 นาย มีการบินผ่านของเครื่องบินทิ้งระเบิด บี-1 หนึ่งคู่, การยิงสลุตด้วยปืนใหญ่, และพรมแดงที่มีความยาวถึง 100 ฟุต ( ราว 30 เมตร) ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของพิธีอันโอ่อ่าตระการตาเพื่อต้อนรับคณะผู้แทนจากประเทศจีน
โจนาธาน ซีซิน ซึ่งดํารงตําแหน่งผู้อํานวยการด้านจีนของสภาความมั่นคงแห่งชาติในสมัยโจ ไบเดน ซึ่งปัจจุบันทำงานที่สถาบันคลังสมองบรูกิงส์กล่าวว่า “มันน่าทึ่งมากที่ทรัมป์กําลังออกไปแสดงความเคารพต่อคู่แข่งทางภูมิรัฐศาสตร์รายสำคัญของอเมริกา”
“ยังไม่ชัดเจนว่าทรัมป์ได้รับอะไรจากสีเพื่อแลกกับการแสดงความเคารพมากมายเหล่านี้”
เนื่องจากตามปกติแล้ว ผู้นำสหรัฐรอต้อนรับแขกผู้นำต่างชาติที่ทำเนียบขาว ในพิธีต้อนรับการเยือนอย่างเป็นทางการ
การไม่ปฏิบัติตามธรรมเนียมปฏิบัติดังกล่าวทำให้เป็นโอกาสที่ดีของปักกิ่งที่จะนำเสนอประเทศในฐานะที่ทัดเทียมกับสหรัฐอเมริกาต่อประชาชนชาวจีน
ทั้งนี้ สหรัฐจะมีรัฐพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการที่ทำเนียบขาว ซึ่งเป็นพิธีตามปกติในช่วงเช้าวันที่ 24 กันยายน เวลาท้องถิ่น
ประกาศต่อดีลพักศึกการค้าอีก 2 เดือนทันทีที่ ‘สี จิ้นผิง’ เหยียบแผ่นดินสหรัฐ
ทันทีที่สี จิ้นผิง ลงจากเครื่องบิน ในทริปเยือนสหรัฐครั้งนี้ สก็อตต์ เบสเซนต์ รมว.คลังสหรัฐประกาศว่าสหรัฐและจีนตกลงต่ออายุข้อตกลงทางการค้าอีก 2 เดือน จากเดิมจะหมดอายุในเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยกำหนดเส้นตายใหม่เป็นวันที่ 10 มกราคม 2027 เพื่อให้ภาษีสินค้านำเข้าสองประเทศคงอัตราเดิมรวมถึงยังมีข้อจำกัดเรื่องแรร์เอิร์ธ ตามที่ตกลงกันที่เกาหลีใต้เมื่อปีที่แล้ว
ทั้งนี้ คาดว่าในปีนี้ ผู้นำทั้งสองจะพบหารือกันอีกครั้งที่เมืองไมอามี รัฐฟลอริดา ซึ่งเป็นเจ้าภาพการประชุม G20 และเมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน ซึ่งเป็นเจ้าภาพการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก)
มารยาทในสนามบิน
ครั้งสุดท้ายที่ประธานาธิบดีสหรัฐต้อนรับผู้นำโลกนอกเหนือจากพระสันตะปาปาที่ฐานทัพร่วมแอนดรูว์ส คือในปี 1962 เมื่อจอห์น เอฟ. เคนเนดี ต้อนรับนายกรัฐมนตรีฮาโรลด์ แมคมิลแลน แห่งสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ยาวนานและร่วมรบเคียงข้างอเมริกาในสงครามโลกสองครั้ง
การเปรียบเทียบที่เหมาะสมกว่าอาจเป็นการต้อนรับที่ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ มอบให้แก่ผู้นำโซเวียต นิกิตา ครุสชอฟ ในปี 1959 ระหว่างสงครามเย็น
เมื่อทรัมป์เยือนปักกิ่งในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เขาได้รับการต้อนรับที่สนามบินโดยหาน เจิ้ง รองประธานาธิบดีจีน รวมถึงกองเกียรติยศทางทหารและเด็ก ๆ หลายร้อยคนที่โบกธง ในวันถัดมา สี จิ้นผิง รอเขาอยู่ที่ลานด้านหน้าอาคารมหาศาลาประชาชน ใกล้จัตุรัสเทียนอันเหมิน
“สำหรับผมแล้ว ดูเหมือนเป็นกรณีที่ทำเนียบขาวแหกธรรมเนียมปฏิบัติเพื่อเริ่มต้นการประชุมสุดยอดด้วยท่าทีแสดงความเคารพอย่างสูงต่อสี จิ้นผิง เพื่อสร้างบรรยากาศ” โจเซฟ โทริเกียน นักวิชาการด้านจีนศึกษาจากมหาวิทยาลัยอเมริกัน (American University) ในวอชิงตัน และผู้เขียนชีวประวัติของบิดาของสี จิ้นผิง กล่าว
“มันสอดคล้องกับความเชื่อของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ว่า การเมืองระหว่างประเทศส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ส่วนบุคคล”





