ทุกคนคือพลังของความยั่งยืน ทุกภาคส่วนคือพลังขับเคลื่อนอนาคต
หลายคนได้ยินคำว่าความยั่งยืนแล้วรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว เกี่ยวข้องแค่กับระดับ UN หรือองค์กรขนาดใหญ่ระดับโลก แต่ “ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ” ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (เครือซีพี) อยากชวนทุกคนมองในมุมใหม่

เพราะแท้จริงแล้วความยั่งยืนคือเรื่องของความอยู่รอด ที่โยงกับวิถีชีวิตของทุกคนอย่างแนบแน่น ตั้งแต่เรื่องความยากจน ความหิวโหย การศึกษา ไปจนถึงภัยไซเบอร์ที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด ทั้งหมดถูกสรุปไว้ใน 17 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก หรือ SDGs ซึ่งล้วนแต่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตประจำวันของเรา
ดร.ธีระพลหยิบยกกลุ่มปัญหาความยากจนและความหิวโหยขึ้นมาก่อน เพราะสองเรื่องนี้ผูกพันกันอย่างแยกไม่ออก วันนี้ประเทศไทยมีคนที่อยู่ในภาวะยากจนขั้นรุนแรงสูงถึง 3.4 ล้านคน หรือมีรายได้เพียงประมาณ 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต

ขณะที่ในระดับโลก มีประชากรที่อยู่ในภาวะหิวโหยมากถึง 645 ล้านคน หลายคนอาจนึกว่าเป็นปัญหาของทวีปแอฟริกา แต่ความจริงแล้วเด็ก ๆ ในต่างจังหวัดของไทยก็ยังเข้าไม่ถึงโปรตีนและอาหารกลางวันที่มีคุณภาพเช่นกัน
เครือเจริญโภคภัณฑ์ในฐานะธุรกิจอาหาร จึงเข้าไปช่วยผ่านโครงการเลี้ยงไก่ไข่ในโรงเรียน ให้เด็ก ๆ ได้ฝึกทำบัญชี ฝึกวินัย มีไข่ไก่เป็นอาหารกลางวัน และยังต่อยอดขายสร้างรายได้หมุนเวียนได้อีกด้วย

การศึกษา บันไดหลุดพ้นจากความยากจน
ในมุมมองของดร.ธีระพล การศึกษาคือความหวังที่จะช่วยปิดช่องว่างของเป้าหมายความยั่งยืนข้ออื่น ๆ ได้มากที่สุด เพราะเป็นบันไดสำคัญที่พาคนเปลี่ยนสถานะจากความยากจนขึ้นมาได้จริง แต่ปัจจุบันเด็กไทยยังหลุดออกจากระบบการศึกษาปีละราว 400,000 คน ขณะที่งบประมาณด้านการศึกษาของประเทศถึง 78% ถูกจัดสรรไปที่เงินเดือนครูและบุคลากร ส่วนที่ลงไปถึงการเรียนการสอนของเด็กโดยตรงยังค่อนข้างน้อย
และหากมองในระดับโลก ยังมีเด็กกว่า 273 ล้านคนที่อยู่นอกระบบการศึกษา ขณะที่ไทยเองอยู่อันดับที่ 53 ของโลก ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD
ด้วยเหตุนี้ เครือซีพีจึงเชื่อในพลังของเทคโนโลยีที่จะช่วยพลิกโฉมการเข้าถึงการศึกษา สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของคุณศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโสเครือซีพี ที่มีแนวคิดชัดเจนว่าต้องทำให้เด็กเข้าถึงความรู้ผ่านโน้ตบุ๊กและแท็บเล็ตให้ได้ เพราะในยุคที่ AI ทำให้ความรู้เข้าถึงง่ายขึ้น ทักษะที่มีค่าที่สุดกลับกลายเป็นการรู้จักตั้งคำถามและออกไปค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง
แพลตฟอร์มนวัตกรรมการศึกษายุคดิจิทัลอย่าง ทรูปลูกปัญญา และ True Click Life จึงถูกพัฒนาขึ้นให้ครอบคลุมตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงมหาวิทยาลัย
ดร.ธีระพลยังเล่าถึงประสบการณ์ที่เคยขึ้นไปภาคเหนือ และพบเด็กชาวเขาพูดภาษาอังกฤษสำเนียงชัดเจนไม่แพ้เจ้าของภาษา เพราะเรียนออนไลน์กับครูต่างชาติโดยตรง เพราะเทคโนโลยีสามารถกระจายโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพไปได้ทั่วประเทศจริง ๆ
สุขภาพดีไปจนวันสุดท้าย
ในยุคที่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่มักเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน กลายเป็นประเด็นที่พูดถึงกันมาก อุตสาหกรรมอาหารก็ต้องปรับตัวตาม เครือซีพีตั้งเป้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพ โดยล่าสุดมีผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการวิจัยและพัฒนาเพื่อสุขภาพโดยเฉพาะแล้วถึง 1,770 รายการ เพราะความเข้าใจใหม่คือ การบริโภคต้องเป็นแบบเฉพาะบุคคล เนื่องจากแต่ละคนมีพันธุกรรมและระบบนิเวศแบคทีเรียในลำไส้ที่แตกต่างกัน เป้าหมายสูงสุดคือการทำให้ Health Span หรืออายุสุขภาพ ไปพร้อมกับ Life Span หรืออายุขัย นั่นคือการมีสุขภาพแข็งแรงไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต ไม่ใช่แค่มีชีวิตอยู่แต่ป่วยไข้

แพลตฟอร์มแห่งโอกาส ไม่ใช่แค่ผู้ผลิต
เมื่อพูดถึงบทบาทขององค์กรขนาดใหญ่ ดร.ธีระพลอธิบายว่า เครือซีพีประกอบด้วย 8 สายธุรกิจ ตั้งแต่เกษตรอาหารที่ปรับตัวสู่เรื่องสุขภาพ ไปจนถึงกลุ่มโทรคมนาคมและพลังงานสะอาด ซึ่งเครือซีพีในฐานะองค์กรที่มีการรวมตัวกันของคนกว่า 500,000 คน มุ่งสร้างประโยชน์ให้ประเทศชาติผ่านการจ้างงานและการเสียภาษี
นอกจากนี้ยังมีซัพพลายเออร์และคู่ค้าตั้งแต่รายเล็กไปจนถึงรายใหญ่ที่เติบโตไปพร้อมกัน ทำให้เครือซีพีเปรียบเสมือนแพลตฟอร์มแห่งโอกาสที่ครอบคลุมกว่า 21 ประเทศทั่วโลก ไม่ใช่แค่ธุรกิจที่ผลิตสินค้าเพียงอย่างเดียว
นวัตกรรมคือ DNA
ดร.ธีระพลเล่าด้วยความภูมิใจว่า นวัตกรรมคือส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร ผ่านค่านิยม 6 ประการที่ยึดถือกันมา เครือซีพีมีทั้งนวัตกรรมเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นในทุกหน่วยงานผ่านโครงการที่เรียกว่า พอใจวันเดียว ซึ่งเป็นการพัฒนางานแบบค่อยเป็นค่อยไป และนวัตกรรมขนาดใหญ่ที่กำลังศึกษาอยู่ อาทิ ควอนตัมคอมพิวติ้ง เทคโนโลยีด้าน DNA เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก และเทคโนโลยีด้านอากาศยานอวกาศ โดยมีศูนย์ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ CP-Center of Excellence (CP-CoE) เป็นพื้นที่ให้นวัตกรจากทุกหน่วยงานมารวมตัวแลกเปลี่ยนความรู้และแก้โจทย์ธุรกิจร่วมกัน
และเมื่อพูดถึงภาวะโลกร้อน ดร.ธีระพลอธิบายถึงเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 3 (Scope 3 Emissions) การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ขององค์กร ซึ่งในส่วนของเครือซีพีเดินหน้าไปพร้อมกับเกษตรกรและคู่ค้าทั้งขบวน ผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับที่รู้ที่มาของวัตถุดิบทุกชิ้น นโยบายไม่รับซื้อสินค้าจากพื้นที่เผาป่า 100% โดยใช้ดาวเทียมสแกนตรวจจับจุดความร้อน และการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้งเพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งผ่านการตรวจสอบรับรองจากหน่วยงานระดับโลกแล้ว
ความยั่งยืนคือใบเบิกทางสู่อนาคต
สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กที่กำลังเริ่มต้นเส้นทางความยั่งยืน ดร.ธีระพลฝากไว้ว่า อย่ามองเรื่องนี้เป็นภาระ เพราะแท้จริงแล้วคือการบริหารความเสี่ยงขององค์กร เมื่อโลกเชื่อมโยงถึงกันหมด การทำตามหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องก็เปรียบเสมือนใบอนุญาตในการทำธุรกิจต่อไปในระยะยาว และเครือซีพี เองก็พร้อมทำงานร่วมกับคู่ค้าทุกขนาดเพื่อเดินไปสู่เป้าหมายเดียวกัน
ก่อนจบบทสนทนา ดร.ธีระพลฝากถึงคนรุ่นใหม่ด้วยรอยยิ้มว่า วันนี้เด็กรุ่น Gen Z และ Gen Alpha เก่งกว่าคนรุ่นก่อนมาก เพราะเข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ มีแรงบันดาลใจ มีความฝัน และมีเครื่องมืออย่าง AI ช่วยขับเคลื่อน
โลกของเราอาจไม่ได้สิ้นหวังอย่างที่คิด เพราะยังมีคนรุ่นใหม่ที่พร้อมจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงต่อไป
เครือซีพีส่งเสริมการสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้พัฒนาศักยภาพในระดับสากล และมีโครงการสนับสนุนให้พนักงานรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพและความมุ่งมั่นในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกแก่สังคม เป็นตัวแทนเครือฯ เข้าร่วมการประชุม One Young World Summit อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเวทีระดับนานาชาติที่รวบรวมผู้นำรุ่นใหม่จากกว่า 190 ประเทศทั่วโลก เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง เรียนรู้จากผู้นำระดับโลก และสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมในระดับประเทศและระดับโลก โดยการประชุม One Young World Summit 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3–6 พฤศจิกายน 2569 ณ เมืองเคปทาวน์ สาธารณรัฐแอฟริกาใต้