พจน์ชี้ภาษี 12.5% ยังไม่จบเกม ดัน ART รักษากรอบรวม 18-20% สู้คู่แข่งอาเซียน
หอการค้าไทยหนุนรัฐบาลเร่งสรุป ART ไทย-สหรัฐ ชี้ภาษี 12.5% ที่ใช้กับสินค้าไทยปัจจุบันยังไม่ใช่ข้อสรุปทั้งหมด เพราะครอบคลุมเพียงผลไต่สวนมาตรา 301 ประเด็นแรงงานบังคับ ขณะที่ประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้างยังอยู่ระหว่างพิจารณา ย้ำโจทย์สำคัญคือรักษาอัตราภาษีรวมในกรอบประมาณ 18-20% หรือไม่สูงกว่าคู่แข่งอาเซียน เพื่อคุมความเสี่ยงคำสั่งซื้อ-ฐานผลิตย้ายประเทศ และสร้างความแน่นอนให้การค้าและการลงทุนระยะยาว
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยสนับสนุนรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ในการเร่งสรุปความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐ หรือ Agreement on Reciprocal Trade : ART โดยเห็นว่าเป้าหมายสำคัญควรอยู่ที่การรักษาอัตราภาษีรวมให้อยู่ในกรอบประมาณ 19% หรือไม่สูงกว่าประเทศคู่แข่งสำคัญในอาเซียน
นับตั้งแต่สหรัฐประกาศมาตรการภาษีต่างตอบแทนเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568 รัฐบาล กระทรวงพาณิชย์ และหอการค้าไทยได้ทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่ไทยเผชิญอัตราภาษีภายใต้กฎหมาย IEEPA ที่ 36% ก่อนการเจรจาจะช่วยลดกรอบลงมาเหลือ 19%
ต่อมาสหรัฐเปลี่ยนมาใช้มาตรา 122 ในอัตรา 10% และปัจจุบันกำหนดภาษีภายใต้มาตรา 301 สำหรับสินค้าไทยไว้ที่ 12.5% ในประเด็นแรงงานบังคับ
อย่างไรก็ตาม อัตรา 12.5% ดังกล่าวยังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้ายของภาระภาษีที่สินค้าไทยอาจเผชิญ เพราะเป็นผลการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 เฉพาะกรณีแรงงานบังคับ ขณะที่การไต่สวนอีกประเด็นเกี่ยวกับกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้างในภาคการผลิตยังอยู่ระหว่างการพิจารณา
“อัตรา 12.5% ในปัจจุบันยังไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับกรอบ ART ที่ประมาณ 19% ได้โดยตรง เพราะ 12.5% ยังครอบคลุมเพียงผลการไต่สวนหนึ่งประเด็น เป้าหมายสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการได้ตัวเลขภาษีที่ต่ำที่สุดในวันนี้ แต่ต้องเป็นกรอบที่แข่งขันได้กับคู่แข่ง มีความแน่นอน และลดความเสี่ยงจากมาตรการเพิ่มเติมในอนาคต” ดร.พจน์กล่าว
หอการค้าไทยจึงสนับสนุนให้เร่งสรุป ART ด้วยเหตุผลสำคัญ 3 ประการ
ประการแรก คือการรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย โดยเห็นว่าการกำหนดเป้าหมายให้อัตราภาษีรวมอยู่ในกรอบประมาณ 18-20% หรือไม่สูงกว่าประเทศคู่แข่งสำคัญในอาเซียน เป็นแนวทางที่เหมาะสม
กรอบดังกล่าวจะช่วยให้สินค้าไทยแข่งขันได้ภายใต้เงื่อนไขที่ใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน และลดความเสี่ยงที่คำสั่งซื้อหรือฐานการผลิตจะย้ายไปยังประเทศที่มีต้นทุนภาษีต่ำกว่า
ประการที่สอง คือการลดความเสี่ยงจากมาตรา 301 ซึ่งมีการไต่สวนอยู่ 2 ประเด็นสำคัญ โดยกรณีแรงงานบังคับได้มีการประกาศผลแล้ว และสินค้าไทยอยู่ภายใต้อัตรา 12.5% ขณะที่ประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้างยังไม่มีการประกาศผล
ดร.พจน์ระบุว่า สำหรับประเด็นแรงงานบังคับ ไทยไม่มีปัญหาดังกล่าวมานานแล้ว และต้องเร่งประกาศกฎหมายตามที่รัฐบาลเคยแจ้งไว้
ประการที่สาม คือการสร้างความแน่นอนให้การค้าและการลงทุนในระยะยาว โดย ART จะช่วยลดความเสี่ยงทั้งจากอุปสรรคทางภาษีและมาตรการที่มิใช่ภาษี ทำให้ผู้ส่งออก นักลงทุน และผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานสามารถวางแผนธุรกิจได้ชัดเจนขึ้น
นอกจากนี้ ยังสามารถใช้กรอบ ART ผลักดันรายการสินค้ายกเว้นที่ไทยมีศักยภาพ โดยเฉพาะสินค้าเกษตร อาหาร อิเล็กทรอนิกส์ และยางพารา เพื่อช่วยรักษาการเติบโตของการส่งออกไปตลาดสหรัฐ
แม้มาตรการทางการค้าของสหรัฐจะมีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง แต่สินค้าไทยยังรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ โดยในปี 2568 ไทยส่งออกไปสหรัฐ มูลค่า 2,371,420.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% จากปีก่อน
ขณะที่ช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 ไทยส่งออกไปสหรัฐ มูลค่า 2,069,637.86 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนว่าสหรัฐยังเป็นตลาดสำคัญและสินค้าไทยยังมีศักยภาพขยายตัวได้อีก
หอการค้าไทยเห็นว่า การเร่งสรุป ART จะช่วยสร้างความแน่นอนให้ผู้ประกอบการ และลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงมาตรการทางการค้าในอนาคต โดยเฉพาะในช่วงที่ผลการไต่สวนมาตรา 301 บางประเด็นยังไม่สิ้นสุด
ดร.พจน์กล่าวว่า หากไทยสามารถสรุป ART ได้สำเร็จ จะเป็นผลจากการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 และสามารถใช้เป็นต้นแบบสำหรับการเจรจา FTA และความตกลงทางการค้ากับประเทศอื่นในระยะต่อไป
“ภาคเอกชนพร้อมสนับสนุนข้อมูลและทำงานร่วมกับรัฐบาลอย่างเต็มที่ เพื่อเปลี่ยนความตกลงทางการค้าให้เป็นโอกาสด้านการส่งออก การลงทุน การจ้างงาน และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม” ดร.พจน์กล่าว