ก้าวสู่ปีที่ 25 “รมว.ทส.สุชาติ” ชู 9 นโยบาย “ทส.หนึ่งเดียว” มุ่งสู่ Thai Happiness
วันนี้ (2 ตุลาคม 2569) เวลา 08.00 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงฯ นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ ร่วมสักการะพระพุทธสยัมภูและศาลพระภูมิเจ้าที่ พร้อมประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ครบรอบ 24 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 3 ตุลาคม ณ บริเวณหน้าอาคาร และห้องประชุมศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
จากนั้น เวลา 09.30 น. นายสุชาติเป็นประธานการประชุมมอบนโยบายการขับเคลื่อนงาน ทส. พร้อมมอบรางวัล “เพชรจรัสแสง” 4 ราย และ “คนดีศรี สป.” 3 ราย รวม 7 ราย เพื่อเชิดชูบุคลากรที่มีผลงานและความประพฤติเป็นแบบอย่างที่ดี พร้อมขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ทุ่มเททำงานดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ

นายสุชาติ กล่าวว่า ภารกิจของ ทส. เกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตประชาชน ตั้งแต่ป่าไม้ สัตว์ป่า ที่ดินทำกิน ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง น้ำ PM2.5 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงการรับมือภัยพิบัติ ดังนั้น การทำงานต้องมุ่งสู่ “ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและประชาชนสัมผัสได้จริงในพื้นที่” โดยเดินหน้าแบบบูรณาการภายใต้แนวคิด “ทส.หนึ่งเดียว” เชื่อมโยงกำลังคน ข้อมูล และทรัพยากรของทุกหน่วยงานให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมกันนี้ ได้กำหนดทิศทางการขับเคลื่อนงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ภายใต้แนวคิด “Thai Happiness ความสุขของคนไทยเป็นเป้าหมายของ ทส.” ผ่าน 9 เรื่องสำคัญ ดังนี้
1. สืบสานและต่อยอดโครงการในพระองค์และโครงการพระราชดำริ ขอให้เดินหน้าภารกิจตามแนวพระราชดำริ ทั้งการแก้ไขปัญหาคนกับช้างป่าผ่านโครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ การพัฒนาชุมชนสาละวะ-ไล่โว่ จังหวัดกาญจนบุรี และโครงการด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ พัฒนาพื้นที่ และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน
2. จัดการที่ดินป่าไม้ ให้คนอยู่กับป่าอย่างสมดุล โดยขอให้เร่งขับเคลื่อน คทช. ตั้งแต่การตรวจสอบพื้นที่ จัดระเบียบ จัดคนลง และส่งเสริมอาชีพ เพื่อให้ประชาชนทำกินและอยู่อาศัยได้อย่างถูกกฎหมาย ควบคู่กับการผลักดัน One Map ให้แนวเขตพื้นที่ป่าของหน่วยงาน ทส. เป็นเอกภาพ และจัดทำขอบเขตพื้นที่เกาะระหว่างกรมป่าไม้กับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้ชัดเจน
3. ปกป้องผืนป่าและฟื้นฟูระบบนิเวศ ขอให้
ยกระดับการป้องกันและปราบปรามการบุกรุกทำลายป่า บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง พร้อมสร้างกลไกชุมชนพิทักษ์ป่า โดยขอให้หน่วยงานที่ดูแล ปกป้อง และพิทักษ์สัตว์ป่าและทรัพยากรธรรมชาติ ทำงานด้วยอุดมการณ์และจิตวิญญาณของผู้พิทักษ์ทรัพยากรอย่างแท้จริง ยึดความถูกต้อง และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือการมีจิตวิญญาณและอุดมการณ์ในการทำหน้าที่ นอกจากนี้ ขอให้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ดูแลชายฝั่ง ป่าชายเลน สัตว์ทะเลหายาก และเพิ่มการสร้างปะการังเทียม รวมถึงแก้ไขปัญหาช้างป่าและดูแลผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio-economy)
4. พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ สร้างรายได้ให้ประเทศ ขอให้ปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวและระบบบริการ จัด Zoning เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย เร่งใช้ระบบ E-Ticket และจัดทำแผนที่แหล่งแร่เศรษฐกิจของประเทศ
5. บริหารจัดการน้ำให้เพียงพอต่อประชาชนและภาคการผลิต
ยกระดับงานซ่อมบำรุง สนับสนุนน้ำต้นทุนแก่การประปาส่วนภูมิภาคและชุมชน และวางระบบบริหารจัดการน้ำเพื่อรับมือพื้นที่ขาดแคลนน้ำและภัยแล้ง ให้มีน้ำเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค การเกษตร และภาคการผลิตและบริการ
6. เดินหน้าสู่อากาศสะอาดและลดมลพิษ ขอให้เร่งแก้ PM2.5 ไฟป่า หมอกควัน และมลพิษในเมืองและชุมชน รวมถึงขยะมูลฝอย น้ำเสีย และขยะอิเล็กทรอนิกส์ ด้วยทั้งการสื่อสารเชิงรุกและการบังคับใช้กฎหมาย พร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาหมอกควันข้ามแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนผลักดัน (ร่าง) พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ “พ.ร.บ.ลดโลกร้อน” เพื่อขับเคลื่อนไทยสู่ Net Zero และเมืองคาร์บอนต่ำ รวมถึงให้ศึกษารูปแบบ Data Center จากต่างประเทศเพื่อบริหารจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
7. ยกระดับการเตือนภัยและรับมือภัยพิบัติ ให้
เพิ่มสถานีตรวจวัดและระบบแจ้งเตือนดินถล่ม น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง พร้อมพัฒนาการเฝ้าระวังและสื่อสารข้อมูลให้ประชาชนรวดเร็ว รวมถึงเตรียมเครื่องมือ อุปกรณ์ และกำลังพลให้พร้อมเข้าช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุ
8. ใช้ AI และเทคโนโลยีเพื่อความโปร่งใสและบริการประชาชน ให้นำ AI และเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและอำนวยความสะดวกประชาชน โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยเน้นการตรวจสอบข้อมูลก่อนนำเสนอ ป้องกันความผิดพลาดและการบิดเบือน พร้อมพัฒนาศูนย์ข้อมูล ทส. ให้มีข้อมูลชุดเดียว เป็นเอกภาพ และสามารถใช้ร่วมกันได้
9. ปรับระบบบริหารจัดการและดูแลบุคลากร
ให้ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.) เป็นกลไกหลักในการประสานงานกับจังหวัด โดยหน่วยงานส่วนกลางในพื้นที่ต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด กับปลัดกระทรวงฯ และประชาชนให้มากขึ้น อยากให้ ทสจ. มีการทำงานที่มีความเข้มแข็งให้มากขึ้น
หากพบปัญหาหรือข้อบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ ให้รายงานต่อปลัด ทส. โดยตรง พร้อมกำหนดให้การให้ข้อมูลต่อสภาหรือ ครม. เป็นระดับรองอธิบดีขึ้นไป และให้ความสำคัญกับสวัสดิการและคุณภาพชีวิตของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

สำหรับผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ทส. เดินหน้าครอบคลุมทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม น้ำ และการสืบสานพระราชดำริ โดยด้านที่ดินได้ออกหนังสืออนุญาตตามกลไก คทช. แล้ว 666 คำขอ ครอบคลุมกว่า 3.60 ล้านไร่ ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาที่ดินในเขตป่าอนุรักษ์ การบังคับใช้กฎหมาย การดูแลป่าไม้ สัตว์ป่า และระบบเฝ้าระวังช้างป่า
ด้านสิ่งแวดล้อม เดินหน้าแก้ไฟป่า หมอกควัน และ PM2.5 ผ่านความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและการใช้โดรนและระบบดาวเทียม ด้านน้ำพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลขนาดใหญ่แก้ภัยแล้งแล้ว 72 แห่ง ช่วยกว่า 15,150 ครัวเรือน เพิ่มน้ำต้นทุนไม่น้อยกว่า 6 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และติดตั้งสถานีเตือนภัยน้ำท่วมและดินถล่มแล้ว 2,275 สถานี ครอบคลุม 6,087 หมู่บ้าน
ขณะเดียวกัน ทส. เดินหน้าสืบสานและต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า 1,192 โครงการ ครอบคลุมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาพื้นที่สูง การดูแลชุมชน และความหลากหลายทางชีวภาพ โดยกรมป่าไม้ฟื้นฟูพื้นที่ตามแนวพระราชดำริแล้ว 173 แห่ง พร้อมขยายผลการอนุรักษ์ปะการังและทรัพยากรทางทะเลทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน

นายสุชาติ รมว.ทส. ย้ำว่า การทำงานของ ทส. ต้องไม่หยุดอยู่ที่แผนงานหรือตัวเลขในรายงาน แต่ต้องลงไปถึงพื้นที่และทำให้ประชาชนเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ทุกหน่วยงานต้องทำงานด้วยความโปร่งใส ถูกต้องตามกฎหมาย และยึดหลักธรรมาภิบาล ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างเหมาะสม พร้อมรายงานความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากร การพัฒนา และคุณภาพชีวิตของประชาชน ให้การทำงานของ “ทส.หนึ่งเดียว” เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชนอย่างยั่งยืน