41 ปี จากลูกหม้อสู่ CEO บินไทย “วันถูกปลด” ของ ชาย เอี่ยมศิริ
เส้นทางชีวิตของ ชาย เอี่ยมศิริ ในรั้วการบินไทย ถือเป็นตำนาน “ลูกหม้อ” ขนานแท้ เขาเริ่มต้นจากการเป็นพนักงานระดับปฏิบัติการ ฝ่าฟันและเติบโตในองค์กรมาอย่างยาวนานถึง 41 ปี ผ่านมรสุมนับไม่ถ้วนจนขึ้นสู่จุดสูงสุดในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) โดยดำรงตำแหน่งถึง 6 ปี รับบทหนักนำพาการบินไทยผ่านวิกฤตการเงินและการฟื้นฟูกิจการ จนพลิกกลับมาทำกำไรประวัติศาสตร์
ทว่าบทสรุปในเก้าอี้ผู้บริหารสูงสุดกลับจบลงอย่างกะทันหันและอาจเรียกว่าถึงขั้น “เจ็บปวด”
คณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) มีมติสั่งให้เขาพ้นจากตำแหน่ง CEO เพื่อเปิดทางให้มีการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาการบริการ เที่ยวบินล่าช้า สัมภาระตกค้าง รวมถึงข้อกล่าวหาเดิมเรื่องการจัดซื้อไวน์ 860,000 ขวด มูลค่ากว่า 800 ล้านบาท
รู้มติจากข่าวก่อนเสียงอย่างเป็นทางการ
ชายได้ลำดับเหตุการณ์ในห้องประชุมบอร์ดว่า ช่วงแรกเป็นการประชุมรายงานสถานการณ์ ผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของบริษัท รวมถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหา แต่ในช่วงท้ายของการประชุม กรรมการที่ไม่ใช่ฝ่ายบริหาร (Non-Executive Directors) ได้ขอประชุมต่อเฉพาะกลุ่ม โดยตนซึ่งเป็นกรรมการที่เป็นฝ่ายบริหาร (Executive Director) เพียงคนเดียวต้องออกจากห้องประชุมไปตรวจงานหน้างานที่ตึกข้างเคียง
ระหว่างนั้นได้รับทราบมติการถูกปลดผ่านสื่อมวลชน ก่อนจะได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการจากประธานบอร์ดว่าให้พ้นจากตำแหน่ง CEO เพื่อเปิดทางให้เข้าสู่กระบวนการสอบข้อเท็จจริง โดยยังคงตำแหน่งกรรมการบริษัทไว้
เมื่อถามถึงเหตุผลเบื้องหลัง ชายกล่าวว่า ไม่ได้รับการชี้แจงเหตุผลที่ชัดเจน รวมถึงยังไม่ทราบรายละเอียดว่าใครจะมาเป็นประธานสอบ และจะตรวจสอบในประเด็นใดบ้าง แต่จากการคาดการณ์ น่าจะเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบว่า เหตุใดสถานการณ์จึงปล่อยให้บานปลาย ไม่สามารถลดผลกระทบหรือหยุดภาวะ Disruption ที่เกิดขึ้นได้ทันท่วงที รวมถึงเหตุใดแผนรับมือวิกฤตของบริษัทจึงไม่ถูก Activate นำมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
เมื่อถูกถามถึงความยุติธรรม ชายยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า หากถามตนในฐานะผู้รับผิดชอบโดยตรงและผู้ถูกตรวจสอบ มองว่า “ไม่เป็นธรรม” แต่หากมองในมุมของบอร์ด การตั้งกรรมการสอบเพื่อความโปร่งใสและธรรมาภิบาลก็อาจเป็นสิ่งที่คณะกรรมการมองว่าจำเป็น
เมื่อนักข่าวถามถึงผู้บริหารระดับสูงอย่าง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารที่รับผิดชอบงานภาคพื้นและคลังสินค้าโดยตรง ว่าได้มาร่วมแก้ปัญหาหรือไม่ ชายตอบเพียงสั้นๆ ว่า
“ท่านอยู่ระหว่างการลาพักผ่อน”
ส่วนเรื่องมาตรการเยียวยาผู้โดยสารหรือผู้ที่จะมารักษาการแทนนั้น ชายปฏิเสธที่จะให้รายละเอียด โดยระบุว่าพ้นจากตำแหน่งแล้ว ให้ไปถามทางคณะกรรมการบริษัทเอง
เมื่อถูกถามถึงประเด็นการเมืองภายในองค์กร ชายกล่าวว่า มีตรงไหนที่ในประเทศไทยไม่มีการเมืองไหม มีหมดทั้ง Internal และ External Politics
เขาไม่มีอะไรจะฝากถึงคนใหม่ เพราะคนที่มาคงมีคุณสมบัติและความสามารถสูงกว่าเยอะ ไม่อย่างนั้นบอร์ดคงไม่มีมติให้ตนพ้นจากตำแหน่ง และ “มีหลายคนเขาอยากเป็นอยู่แล้ว คิดว่าง่าย ผมก็ไม่ว่าอะไร”
ชายกล่าวทิ้งท้ายถึงชีวิตการทำงาน 41 ปีในการบินไทย และ 6 ปีในฐานะ CEO ว่า ได้ทำงานอย่างหนักหน่วงและฝากสิ่งต่างๆ ไว้กับองค์กรมากพอแล้ว จากนี้ขอไปพักผ่อนกับครอบครัว โดยบรรยากาศก่อนที่ชายจะเดินทางออกจากศูนย์ปฏิบัติการบินที่สนามบินสุวรรณภูมิ มีพนักงานการบินไทยจำนวนหนึ่ง เข้ามาแสดงความเห็นใจและร่วมมอบดอกไม้ให้กำลังใจชายอย่างอบอุ่น
พลิกโฉมบินไทย-ก้าวพ้นรัฐวิสาหกิจ
หากย้อนดูวิสัยทัศน์ที่ชายเคยถ่ายทอดไว้เกี่ยวกับองค์กรผ่านรายการ 50impact ของ ประชาชาติธุรกิจ เขาเน้นย้ำเสมอว่าบทเรียนสำคัญที่สุดของการบินไทยคือการก้าวพ้นจากกรอบ “รัฐวิสาหกิจ” เข้าสู่ความเป็น “เอกชนเต็มตัว” เนื่องจากในอดีต กฎระเบียบที่เคร่งครัดทำให้เกิดวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่กล้าตัดสินใจ พนักงานมักเลือกทำตามกรอบเพื่อความปลอดภัยของตนเอง เพราะการทำงานไม่บรรลุเป้าหมายอาจไม่ติดคุก แต่การทำผิดระเบียบมีโทษร้ายแรงถึงขั้นติดคุก วัฒนธรรมกลัวความผิดนี้ส่งผลให้องค์กรปรับตัวไม่ทันกับการแข่งขันในอุตสาหกรรมสายการบินโลก
ตอนหนึ่งเขาให้สัมภาษณ์การขับเคลื่อนองค์กร ที่ต้องผลักดันการเปลี่ยนผ่านจากการถูกมองเป็น “สายการบินแห่งชาติ” ซึ่งไม่มีนิยามที่แท้จริงและไม่ได้สิทธิพิเศษใดๆ สู่การเป็น “สายการบินของคนไทย” ที่ต้องยืนหยัดได้ด้วยศักยภาพทางการแข่งขันอย่างแท้จริง สะท้อนผ่านผลการดำเนินงานในช่วงฟื้นฟูกิจการที่สร้างผลกำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึงเกือบ 30,000 ล้านบาท พร้อมวางแผนระยะยาวในการขยายฝูงบินเพื่อทวงคืนส่วนแบ่งทางการตลาดที่เคยต่ำกว่า 20% ในฐานการบินสุวรรณภูมิ ตลอดจนการรุกเข้าสู่ธุรกิจเกี่ยวเนื่อง (Non-Aviation) เช่น ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) และบริการครัวการบิน เพื่อสร้างรากฐานรายได้ที่มั่นคงและสร้างประโยชน์กลับคืนสู่เศรษฐกิจของประเทศไทย
อดีต CEO บอกว่า สิ่งพยายามปลูกฝังแก่พนักงานมาโดยตลอด คือการทลายวัฒนธรรมการศึกษาวิเคราะห์ที่ยาวนานเกินไปจนไม่ได้ลงมือทำ รวมถึงการตั้งคำถามเชิงอนุรักษนิยมเพื่อเซฟตัวเอง เน้นย้ำให้คนการบินไทยมองว่าความเสี่ยงเป็นเรื่องปกติของการทำธุรกิจ และต้องพร้อมปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ