เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เปิดมุมคิด ผู้นำธุรกิจไทย บริหารธุรกิจครอบครัวแบบ “มืออาชีพ”
Finance เปิดมุมคิด ผู้นำธุรกิจไทย บริหารธุรกิจครอบครัวแบบ “มืออาชีพ”
ราคาทองวันนี้ (4 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 50 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,750 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (4 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 50 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,750 บาท
แก้ปัญหาไตรมาส 4
Columns แก้ปัญหาไตรมาส 4
หายนะ แมนฯ ซิตี้
คุยกับเอกราช หายนะ แมนฯ ซิตี้
น้ำท่วมซ้ำเติมพืชเศรษฐกิจ ‘ข้าว-มัน-ยาง’ ราคาดีแต่ผลผลิตน้อย
Economic น้ำท่วมซ้ำเติมพืชเศรษฐกิจ ‘ข้าว-มัน-ยาง’ ราคาดีแต่ผลผลิตน้อย
สภาพอากาศวันนี้ (4 ต.ค.) ไทยตอนบนฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ฝนตกหนักบางพื้นที่
News สภาพอากาศวันนี้ (4 ต.ค.) ไทยตอนบนฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ฝนตกหนักบางพื้นที่
ราคาน้ำมันวันนี้ (4 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (4 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (4 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 0.31% อยู่ที่ 84,766 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (4 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 0.31% อยู่ที่ 84,766 เหรียญสหรัฐ
พิษท่วมลามหลัง โตโยต้า ปิดโรงงานชั่วคราว
Economic พิษท่วมลามหลัง โตโยต้า ปิดโรงงานชั่วคราว
โตโยต้า ช่วยลูกค้าน้ำท่วม ‘ซื้อคันใหม่’ ดาวน์ 0% ไม่ต้องมีคนค้ำ
Automotive โตโยต้า ช่วยลูกค้าน้ำท่วม ‘ซื้อคันใหม่’ ดาวน์ 0% ไม่ต้องมีคนค้ำ
ดูทั้งหมด

เปิดมุมคิด ผู้นำธุรกิจไทย บริหารธุรกิจครอบครัวแบบ “มืออาชีพ”

04 ต.ค. 2569 | 09:15น.

ธุรกิจครอบครัว ถือเป็นกำลังสำคัญของตลาดทุนไทย จากบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด 843 บริษัท พบว่า 705 บริษัท หรือ 84% เป็นธุรกิจครอบครัว และมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมประมาณ 10.9 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54% ของมูลค่าตลาดรวม 20.15 ล้านล้านบาท มีการจ้างงานมากกว่า 1.68 ล้านอัตรา หรือประมาณ 85% ของการจ้างงานรวมของบริษัทจดทะเบียน และจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลกว่า 1.65 แสนล้านบาท คิดเป็น 21.4% ของภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งหมดในปี 2568

ทั้งนี้ เพื่อตอบคำถามสำคัญที่ว่า “ธุรกิจครอบครัวจะส่งต่ออย่างไร” ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้จัดงาน “The 4th SET Annual Conference on Family Business” ภายใต้แนวคิด “แกร่ง-ข้าม-รุ่น เติบโตข้ามความไม่แน่นอน” ขึ้น โดยมี 3 ผู้นำธุรกิจ ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และแนวคิด

เตรียมพร้อมก่อนวางมือ-ส่งไม้ต่อ

“ศ.พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์” ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า จากประสบการณ์ทำงานเกี่ยวข้องกับธุรกิจครอบครัวมาเป็นเวลานาน สิ่งสำคัญอันดับแรกคือการวาง “โครงสร้าง” ให้ชัดเจน เพราะต่อให้ผู้ก่อตั้งเก่ง หรือลูกหลานพร้อมรับช่วง หากระบบภายในไม่แข็งแรง ปัญหาก็สามารถตามมาได้เมื่อธุรกิจขยายใหญ่ขึ้น โดยพื้นฐานเริ่มจากเรื่องบัญชี ภาษี และการจ่ายเงินปันผลอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก หากสามารถทำให้ข้อมูลทางการเงินโปร่งใสและตรวจสอบได้ ก็จะช่วยทั้งการบริหารกิจการ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และอาจต่อยอดไปสู่ตลาดทุนในอนาคต

“ถ้าธุรกิจครอบครัวเริ่มทำสิ่งเหล่านี้ให้ชัดเจน มีบัญชีเดียว ทุกอย่างตรวจสอบได้ มีผู้สอบบัญชี มีการจ่ายปันผลอย่างถูกต้อง นี่คือพื้นฐานสำคัญ”

ทั้งนี้ อยากเสนอให้ภาครัฐสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบมากขึ้น รวมถึงสนับสนุนการยื่นและชำระภาษีผ่านระบบออนไลน์ เพื่อให้ธุรกิจมีฐานข้อมูลทางการเงินที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น แต่โจทย์ที่ยากกว่าการจัดระบบบัญชี คือการเตรียม “คน” และ “กติกา” ก่อนถึงวันที่ผู้ก่อตั้งต้องวางมือ เพราะหลายครอบครัวใช้เวลาหลายสิบปีสร้างกิจการ แต่กลับยังไม่เคยคุยกันอย่างจริงจังว่า ใครจะรับช่วง ใครจะถือหุ้น ใครจะบริหาร และเมื่อสมาชิกแต่ละคนมีบทบาทไม่เหมือนกัน จะแบ่งผลประโยชน์และอำนาจตัดสินใจกันอย่างไร

อีกเรื่องที่ต้องแยกให้ชัดคือสถานะของ “เจ้าของ” กับ “ผู้บริหาร” เพราะเมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น สมาชิกครอบครัวทุกคนอาจมีสิทธิในฐานะผู้ถือหุ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจำเป็นต้องเข้ามาบริหาร การกำหนดบทบาท หน้าที่ และขอบเขตอำนาจตัดสินใจ จึงช่วยลดโอกาสที่เรื่องในครอบครัวจะปะปนกับการบริหารบริษัท และเปิดทางให้เลือกคนที่เหมาะสมที่สุดเข้ามาทำงาน ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัวหรือมืออาชีพจากภายนอก

“ผมอยากถามหลายครอบครัวเหมือนกันว่า วันนี้บริษัทมีการวางแผนส่งต่อกิจการอย่างไร ที่จะทำให้การส่งต่อชัดเจน เพราะนี่คือโจทย์ใหญ่มาก ความขัดแย้งไม่ใช่เรื่องผิดปกติ สิ่งสำคัญกว่าคือ ครอบครัวมีกติกาจัดการความเห็นต่างหรือไม่ และหากตกลงกันเองไม่ได้ มีคนกลางที่ทุกฝ่ายยอมรับเข้ามาช่วยหาทางออกหรือไม่”

TU ยึดประโยชน์ของบริษัทเป็นที่ตั้ง

“ธีรพงศ์ จันศิริ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU เล่าประสบการณ์ว่า TU เริ่มต้นจากธุรกิจอาหารทะเลขนาดกลางและขนาดย่อมเมื่อปี 2520 และจะมีอายุครบ 50 ปีในปี 2570 โดยตนเข้ามาบริหารในฐานะทายาทรุ่นที่ 2 ตั้งแต่รุ่นผู้ก่อตั้ง ครอบครัวได้จัดสรรสัดส่วนการถือหุ้นให้แต่ละสายอย่างชัดเจน ขณะที่หลักสำคัญในการทำงาน คือ ยึดผลประโยชน์ของบริษัทเป็นที่ตั้ง และพิจารณาความสามารถกับผลงานมากกว่าความสัมพันธ์ในครอบครัว

โดยทายาทรุ่น 2 ทั้งหมด 11 คน มีเพียง 5 คนที่เข้ามาทำงานในธุรกิจ ส่วนรุ่น 3 ปัจจุบันมีบุตรของธีรพงศ์ 3 คนเข้ามาทำงาน ซึ่งการวางผู้สืบทอดต้องทำในทุกตำแหน่งสำคัญ ไม่ใช่รอหาคนแทนเฉพาะตำแหน่งสูงสุด แม้การมีคนในครอบครัวรับช่วงต่อจะเป็นเรื่องดี แต่หากไม่มีคนที่เหมาะสมการใช้มืออาชีพจากภายนอกก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะสิ่งที่ต้องรักษาไว้ก่อนคือ “ธุรกิจ” หากธุรกิจไม่สามารถอยู่ต่อได้ก็ไม่มีอะไรเหลือให้ครอบครัวส่งต่อ

“การสืบทอดของ TU ไม่ได้ผูกอยู่กับตำแหน่งซีอีโอเพียงตำแหน่งเดียว แต่เป็นการสร้างคนรองรับในแต่ละส่วนขององค์กร เพราะเมื่อบริษัทขยายจากธุรกิจครอบครัวไปสู่กิจการระดับโลก ความซับซ้อนของธุรกิจก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย การพึ่งพาคนใดคนหนึ่งจึงไม่เพียงพอ สิ่งที่ต้องสร้างควบคู่กันคือทีมบริหาร และระบบที่ทำให้บริษัทเดินหน้าต่อได้ แม้วันหนึ่งคนในรุ่นปัจจุบันจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเดิมแล้ว”

“ธีรพงศ์” กล่าวอีกว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันเป็นหนึ่งในช่วงที่ท้าทายที่สุด องค์กรจึงต้องตัดสินใจและลงมือเร็วกว่าเดิม พร้อมเปลี่ยนวัฒนธรรมจากการมองว่า “นี่ไม่ใช่ปัญหาของฉัน” ไปสู่การรับผิดชอบร่วมกัน ไทยยูเนี่ยนจึงวางธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงเป็นเครื่องยนต์สร้างการเติบโต ขณะที่อาหารทะเลกระป๋องและอาหารทะเลแช่แข็ง ซึ่งเข้าสู่ช่วงเติบโตเต็มที่ มีหน้าที่สร้างกระแสเงินสดเพื่อนำไปลงทุนในโอกาสใหม่

ในส่วนของ AI บริษัทเลือกนำมาใช้แบบค่อยเป็นค่อยไป เน้นพื้นที่ที่สร้างผลลัพธ์จริง พร้อมควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างใกล้ชิด เพราะหากใช้เทคโนโลยีโดยไม่ประเมินความคุ้มค่าต้นทุนอาจวิ่งเร็วกว่าประโยชน์ที่ได้รับ

โจทย์นี้เชื่อมมาถึงทายาทรุ่นใหม่เช่นกัน โดยรุ่น 3 มีความรู้ และการศึกษาดีกว่ารุ่นก่อน แต่เติบโตในสภาพแวดล้อมที่สบายกว่า จึงต้องสร้าง “ความหิว” ในการทำงานให้เกิดขึ้น ส่วนคนรุ่น 2 อาจมีความรู้น้อยกว่า แต่ผ่านความยากลำบาก จึงกล้าลองและไม่กลัวความผิดพลาด ขณะที่คนรุ่นใหม่คิดวิเคราะห์เก่ง แต่บางครั้งคิดมากจนยังไม่ได้ลงมือ

“ผมอยากเห็นทายาทรุ่นใหม่เปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ กระโดดลงมาเป็นผู้ลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง มีความกระหายและกล้าหาญมากยิ่งขึ้น”

เฟรเซอร์ส “ลูกเจ้าของ” ไม่ใช่ใบผ่านทาง

ด้าน “ปณต สิริวัฒนภักดี” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่า หลักคิดสำคัญที่ได้รับจาก “เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี” คือการใช้การกำกับดูแลกิจการเพื่อสร้างการเติบโต ไม่ใช่มองธรรมาภิบาลเป็นเพียงการทำตามกฎ การเข้ามาทำงานของทายาทรุ่น 2 ทั้ง 5 คน จึงไม่ได้หมายความว่าจะได้รับตำแหน่งเพราะเป็นสมาชิกครอบครัว แต่ต้องเรียนรู้และพิสูจน์ความสามารถ โดยช่วง 10 ปีแรกของการทำงานเปรียบเสมือนช่วงสะสมประสบการณ์

“ผมทำงานในประเทศไทยประมาณ 10 ปี และใช้เวลาทำงานในต่างประเทศอีกประมาณ 15 ปี ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้เห็นความสำคัญของการใช้มืออาชีพ และการแยกบทบาทระหว่าง “ครอบครัว” “เจ้าของ” และ “ผู้บริหาร” ออกจากกันให้ชัด โดยเจ้าของต้องกำหนดทิศทางได้ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องรู้จักปล่อยให้มืออาชีพทำหน้าที่ ไม่ลงไปบริหารแทนทุกเรื่อง เพราะการสร้างองค์กรที่แข็งแรงในระยะยาวไม่ควรขึ้นอยู่กับสมาชิกครอบครัวคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องมีระบบ และทีมงานที่สามารถขับเคลื่อนธุรกิจต่อไปได้”

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านการเติบโตของเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ซึ่งในช่วงประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา ขยายมูลค่าทรัพย์สินจากราว 250,000 ล้านบาท เป็นประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท ผ่านทั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) และพันธมิตรทางธุรกิจ

อีกจุดเด่นคือการมองธุรกิจยาว 20-30 ปี ไม่ได้วัดทุกอย่างจากผลประกอบการระยะสั้น ตัวอย่างชัดคือ “วัน แบงค็อก” ที่ใช้เวลาตั้งแต่เริ่มวางแนวคิดจนพัฒนาและเปิดให้บริการประมาณ 13 ปี

“แต่โจทย์ต่อไปกำลังอยู่ที่รุ่น 3 ซึ่งมีทั้งหมด 14 คน โดยคนโตอายุ 23 ปี และเพิ่งสำเร็จการศึกษา สิ่งที่ทายาทรุ่น 2 ทั้ง 5 คนกำลังเตรียมไว้ จึงไม่ใช่การกำหนดล่วงหน้าว่าใครจะได้ธุรกิจส่วนไหน แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นถัดไปเรียนรู้ ทดลอง และพิสูจน์ตัวเอง โดยไม่มอบอภิสิทธิ์เพียงเพราะเกิดมาในครอบครัวเจ้าของกิจการ”

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสาร และศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจครอบครัวของตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ที่ www.live-platforms.com/th/family-business

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ธุรกิจ บริหารคน