‘ถล่ม’ สนามบินซาอุดีฯ แอร์ไลน์ทั่วโลก ‘กระอัก’ ซ้ำ
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ
อุตสาหกรรมการบินในตะวันออกกลางเพิ่งจะฟื้นได้ไม่นาน หลังจากการโจมตีอิหร่านระลอกใหญ่ โดยฝ่ายสหรัฐกับอิสราเอล ซึ่งทำให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนใส่ประเทศพันธมิตรสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะการยิงใส่เป้าหมายต่าง ๆ ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ซึ่งมีทั้งพื้นที่ธุรกิจและบริเวณใกล้สนามบินนานาชาติดูไบ หนึ่งในสนามบินที่คึกคักที่สุดในโลก ทั้งในแง่ผู้โดยสารและการขนส่งสินค้า
ในครั้งนั้นทำให้สนามบินดูไบปิดให้บริการระยะหนึ่ง สร้างความปั่นป่วนโกลาหลไปทั่ว กระทบต่อทั้งสายการบินของยูเออีและสายการบินอื่น ๆ ทั่วโลกที่มีปลายทางอยู่ที่ดูไบ
ล่าสุดสถานการณ์ของอุตสาหกรรมการบินกลับมาน่ากังวลกว่าเดิม เมื่อมีการเปิดศึกระหว่างซาอุดีอาระเบีย และกลุ่มกบฏฮูตีในประเทศเยเมน ที่มีอิหร่านหนุนหลัง โดยในครั้งนี้ค่อนข้างร้ายแรงเมื่อกลุ่มฮูตี ได้ยิงอาวุธใส่สนามบินนานาชาติคิง คาลิด ในกรุงริยาด เมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย เมื่อวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา จนทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 13 ราย บาดเจ็บอีก 300 กว่าคน ซึ่งหนึ่งในผู้เสียชีวิตมีชาวอเมริกันอยู่ด้วย
นับเป็นเหตุการณ์ร้ายแรงที่สุดในรอบ 10 กว่าปีของซาอุดีฯ พร้อมกันนั้นฮูตีได้ออกมาขู่สายการบินทั่วโลกไม่ให้เข้าใช้บริการหรือบินผ่านสนามบินของซาอุดีฯ ส่งผลให้สายการบินทั่วโลกต้องยกเลิกเที่ยวบินทั้งขาเข้าและออก ซึ่งแน่นอนว่ากระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศแห่งนี้
มาร์ก ซี ผู้ก่อตั้ง OpsGroup ซึ่งเป็นกลุ่มความปลอดภัยการบินอิสระ และมีสมาชิกทั้งนักบิน ลูกจ้างสายการบินและบุคลากรอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบินและสนามบิน ระบุว่า เหตุการณ์โจมตีสนามบินครั้งนี้ถือเป็น “กระบวนทัศน์” ใหม่ของอุตสาหกรรมการบิน เพราะกลายเป็นว่าการบินพลเรือนกำลังตกเป็นเป้าหมายโดยตรง ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา
ทางด้าน เจฟฟ์ ไพรซ์ อาจารย์มหาวิทยาลัยเมโทรโพลิแทน สเตต แห่งเดนเวอร์ และที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการสนามบิน ชี้ว่า แต่เดิมนั้นความปลอดภัยของสนามบินมักมุ่งเน้นไปที่การป้องกันไม่ให้ผู้ไม่ได้รับอนุญาตเข้าไปยังสนามบินหรือเครื่องบิน ไม่ใช่การป้องกัน “น่านฟ้า” ดังนั้นการข่มขู่ที่จะโจมตีสนามบิน ทำให้บรรดาเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องทบทวนใหม่ ว่าจะปกป้อง “จุดบอด” ของสถานที่สาธารณะใหญ่ ๆ ได้อย่างไร
กัลนาซ ยูคาสโซวา ผู้อำนวยการความปลอดภัยด้านข่าวสารและการวิเคราะห์ในยูเออี กล่าวว่า มันมีวิธีป้องกันภัยจากอาวุธแบบดั้งเดิมอย่างจรวดอยู่แล้ว แม้ว่าจะแพงมาก ทว่ายังไม่มีวิธีที่จะจัดการภัยคุกคามจากโดรนอย่างไร้ข้อผิดพลาด
หลังเกิดเหตุ ซาอุดีฯ ต้องปิดสนามบิน รวมทั้งต้องยกเลิกการประชุมของซีอีโอบริษัทน้ำมันรายใหญ่ ขณะที่สายการบินเดลต้า แอร์ไลน์ ของสหรัฐอเมริกา ที่เตรียมจะเปิดเที่ยวบินแบบไม่หยุดพัก (Non-stop)ไปซาอุดีฯ ในอีกไม่ถึง 2 สัปดาห์ข้างหน้า ในเส้นทางแอตแลนตา-ริยาดเป็นครั้งแรก ต้องประกาศเลื่อนการเปิดตัวออกไปเป็นเดือนมีนาคมปี 2027 หลังจากได้รับคำเตือนจากหน่วยงานการบินของสหรัฐอเมริกาถึงความปลอดภัย
การร่วมมือกับสายการบินเดลต้าดังกล่าว เป็นความพยายามของซาอุดีฯ ที่จะเพิ่มรายได้ท่องเที่ยวตามแผน Vision 2030 ที่จะกระจายแหล่งรายได้นอกเหนือไปจากน้ำมัน พร้อมกันนั้นก็เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ
ก่อนหน้านี้การจราจรทางอากาศในซาอุดีฯ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การเติบโตของจำนวนที่นั่งบนเครื่องบินในตลาดการบินเพิ่มขึ้นมากกว่า 23% ในปีนี้ (2026) เมื่อเทียบกับปี 2023
นับแต่เกิดความขัดแย้งทำให้น่านฟ้าส่วนใหญ่ในตะวันออกกลางถูกปิด โดยเฉพาะน่านฟ้าอิหร่าน สร้างวิกฤตครั้งใหญ่ให้กับอุตสาหกรรมการบิน การเดินทางและความปลอดภัย สายการบินต้องเปลี่ยนเส้นทางบินและใช้ระยะทางไกลขึ้น สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมากขึ้น อย่างเช่น สายการบินแควนตัสของออสเตรเลีย ต้องเปลี่ยนเส้นทางจากเพิร์ทไปลอนดอน เพื่อหลีกเลี่ยงน่านฟ้าอิหร่าน ซึ่งไกลขึ้น โดยต้องเพิ่มจุดแวะเติมเชื้อเพลิงที่สิงคโปร์
ส่วนสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ขณะนี้ดำเนินมา 4 ปี ก็ทำให้สายการบินตะวันตกทั้งหมดต้องใช้เส้นทางอ้อมและไกลขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงน่านฟ้ารัสเซียอยู่แล้ว ซึ่งทำให้ต้นทุนค่าเชื้อเพลิงสูงขึ้น และยิ่งแพงมากขึ้นไปอีกเมื่อเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซีย
สำหรับสนามบินดูไบของยูเออี และโดฮาของกาตาร์ แม้จะฟื้นตัวกลับมาภายหลังจากสงครามอิหร่าน แต่ก็ยังต่ำกว่าปี 2025 โดยความจุที่นั่ง (ความสามารถในการให้บริการของแต่ละเที่ยวบินหรือเส้นทางบิน) บนเครื่องบินของตะวันออกกลางโดยรวมลดลง 5.7% ในเดือนตุลาคมเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว หรือลดลง 2.2 ล้านที่นั่ง
กลุ่มกบฏฮูตีซึ่งได้รับการหนุนหลังจากอิหร่าน สามารถยึดครองกรุงซานาเมืองหลวงของเยเมนตั้งแต่ปี 2014 จนทำให้รัฐบาลเยเมนย้ายเมืองหลวงไปแห่งใหม่ ฝ่ายรัฐบาลเยเมนที่ได้รับการรับรองจากนานาชาตินั้นได้รับการหนุนหลังจากซาอุดีฯ และพันธมิตรในการปราบกลุ่มฮูตี ล่าสุดซาอุดีฯ และเยเมนได้เปิดฉากโจมตีฮูตีครั้งใหญ่ เพื่อสกัดฮูตีไม่ให้เข้ายึดครองช่องแคบบับเอลมันเดบ ซึ่งอยู่ระหว่างอ่าวเอเดนกับทะเลแดง เนื่องจากฮูตีหวังจะควบคุมช่องแคบนี้เพื่อตัดขาดไม่ให้ซาอุดีฯ ขนส่งน้ำมันผ่านทะเลแดงได้ หลังจากช่องแคบฮอร์มุซถูกอิหร่านปิด
จะเห็นว่ายุทธศาสตร์ของฮูตีในครั้งนี้มุ่งเน้นการสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้กับซาอุดีฯ โดยนอกจากจะโจมตีแหล่งน้ำมันแล้วยังโจมตีสนามบิน เพื่อสร้างความเสียหายด้านภาพลักษณ์ความปลอดภัยให้กับซาอุดีฯ จนไม่มีใครกล้ามาลงทุน โดยก่อนหน้านี้ทั้งอิหร่านและฮูตีเคยโจมตีคลังน้ำมันและท่อส่งน้ำมันของซาอุดีฯ มาแล้ว