ฝัน “MBS” สะเทือน ซาอุฯ หนี้ทะยาน เหตุนำรายได้น้ำมันแบกเมกะโปรเจ็กต์ Vision 2030
การปฏิรูปเศรษฐกิจโดยทำให้เศรษฐกิจของซาอุดีอาระเบียมีความหลากหลาย และลดการพึ่งพาน้ำมันของเจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย (Mohammed bin Salman-MBS) บททดสอบภาวะวิกฤตเศรษฐกิจและไปไกลจนเลยขอบเขตของรายได้จากน้ำมันดิบ
บลูมเบิร์กรายงานว่า แม้ซาอุดีอาระเบียยังไม่เผชิญช่วงที่ล่อแหลมที่สุดในการปฏิรูปเศรษฐกิจ เมื่อ 8 ปีก่อน หลังจากเจ้าชายประกาศวิสัยทัศน์ 2030 (Vision 2030) แผนแม่บทสำหรับชีวิตหลังน้ำมันล่าช้า ถอยหลัง ด้วยการลงทุนปฏิรูปหลายล้านล้านเหรียญกำลังเผยให้เห็นถึงแรงกดดันด้านการเงินของราชอาณาจักรแห่งนี้
งบประมาณขาดดุลติดต่อกันถึง 6 ไตรมาส ซาอุดีอาระเบียกลายเป็นผู้กู้ยืมหนี้ต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ และการตัดสินใจของซาอุฯที่จะลดการผลิตน้ำมันร่วมกับสมาชิกโอเปกพลัสอื่น ๆ (Opec+) ในปี 2023 ล้มเหลวที่จะเพิ่มรายได้จากการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ
การพึ่งพาเงินดอลลาร์จากการส่งออกน้ำมัน
รายได้จากน้ำมันของซาอุฯลดลงราว 1 ใน 3 จาก ระดับรายได้ในปี 2022 เมื่อ ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ ( Brent) เฉลี่ย 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากการรุกรานยูเครนของรัสเซีย ซึ่งส่งผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในภาพรวม เนื่องจากรายได้จากน้ำมันถูกนำไปใช้จ่ายในโปรเจ็กต์ใหญ่ของมกุฎราชกุมาร ซึ่งรวมถึงทุกสิ่งตั้งแต่โครงการเมืองใหม่ Neom ไปจนถึงรีสอร์ตท่องเที่ยว สโมสรฟุตบอลและการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ
“วิสัยทัศน์กำลังเผชิญบททดสอบของสภาพจริงและกำลังอยู่ระหว่างปรับเปลี่ยน เป็นสัญญาณของความเจริญเติบโต ผมไม่คิดว่าเป็นสัญญาณที่กำลังหยุดชะงัก” นายฌอง-ไมเคิล ซาลิบา นักเศรษฐศาสตร์จากตะวันออกกลางและภูมิภาคแอฟริกาเหนือ จากแบงก์ ออฟ อเมริกา คอร์ป (Bank of America Corp) กล่าว
โกลด์แมน แซกส์ กรุ๊ป (Goldman Sachs Group Inc) พบว่า คะแนนความเสี่ยงด้านความสามารถในการชำระหนี้ของภาครัฐเลวร้ายลงมากที่สุด ตามหลังอิสราเอล ในบรรดาตลาดเกิดใหม่ระหว่างครึ่งปีแรกของปีนี้ และการจัดอันดับโดยมอร์แกน สแตนลีย์ (Morgan Stanley) ในเดือนมิถุนายนได้ข้อสรุปที่คล้ายกัน พบว่า ซาอุฯ รวมอยู่ในบรรดาประเทศที่เชื่องช้ารายสำคัญ “key laggards”
รายจ่ายที่สูง
“ความกังวลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผมคือ การเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายนำไปสู่ขาดดุลอย่างมาก ซึ่งเกี่ยวกับโครงสร้าง มากกว่าเป็นเรื่องชั่วคราวหรือขึ้นลงตามวงจร” นายจัสติน อเล็กซานเดอร์ ผอ.คาลิจ อิโคโนมิสต์ และนักวิเคราะห์บริษัทที่ปรึกษาโกลบอลซอส พาร์ตเนอร์ส (GlobalSource Partners) กล่าว
จากข้อมูล กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า หนี้ที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงด้านการเงินของซาอุฯมากว่า 10 ปี แม้ยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐานสากล โดยมีสัดส่วนหนี้รัฐบาลต่อผลผลิตทางเศรษฐกิจสูงขึ้นจากร้อยละ 1.5 ในปี 2014 และกำลังมุ่งไปในทิศทางที่เกินร้อยละ 31 ไปจนสิ้นสุดทศวรรษนี้
นายอเล็กซานเดอร์กล่าวอีกว่า ซาอุฯอาจทำให้เกิดการไตร่ตรองอย่างละเอียดมากขึ้นในตลาดบอนด์และรวมถึงจากบริษัทจัดอันดับเครดิตทั้งหลาย หากอัตราหนี้ต่อผลผลิตทางเศรษฐกิจเร็วเรื่อย ๆ จนมากกว่าที่คาดการณ์
หนี้ทุบสถิติ
จากข้อมูลของบลูมเบิร์กพบว่า รัฐบาลและหน่วยงานอื่น ๆ ของซาอุฯ รวมถึงธนาคาร กองทุนการลงทุนของภาครัฐ บริษัทอารามโก บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของรัฐบาล ออกบอนด์มูลค่ากว่า 46,000 ในสกุลเงินดอลลาร์และยูโรจนถึงขณะนี้ในปีนี้ ซึ่งหมายถึงซาอุฯเข้ามาแทนที่จีนในฐานะที่เป็นชาติกำลังพัฒนาผู้ออกบอนด์มากที่สุดในตลาดบอนด์สากล
นายจิม เครน นักวิจัยสถาบันนโยบายสาธารณะเบกเกอร์ในเมืองฮิวสตัน มหาวิทยาลัยไรซ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีความยืดหยุ่นที่จะลดหรือทำให้การลงทุนในโปรเจ็กต์ใหญ่ที่อยู่ในโครงการปฏิรูปล่าช้าออกไป แต่เนื่องจากไม่มีฝ่ายค้านทางการเมืองในลักษณะองค์กร จึงมีอันตรายเล็กน้อยในการลดหรือแม้กระทั่งการหันหลังให้แผนพัฒนา 10 ปีดังกล่าว
หนี้สินที่กำลังทะยาน
ตำแหน่งแห่งที่ของการเงินภายนอกของประเทศอยู่ภายใต้ความกดดัน เนื่องจากซาอุฯเพิ่มจำนวนการนำเข้าบัญชีกระแสรายวันของประเทศ ซึ่งคือมาตรวัดที่กว้างที่สุดของการค้าและการลงทุน จะลดลงจนเกือบถึงศูนย์ในปี 2024 และเปลี่ยนไปสู่การขาดดุลนับจากปีหน้า หลังจากเกินดุลไปจนถึงร้อยละ 13 ของจีดีพีในปี 2022
ผลอย่างหนึ่งคือ หนี้ต่างประเทศของผู้กู้ยืมอย่างซาอุฯ เพิ่มขึ้นอย่างมากอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เนื่องจากใช้มาตรการที่ทำให้ค่าเงินแข็งเพื่อช่วยสนองความจำเป็นด้านการเงินภายในประเทศ
สภาพคล่องท้องถิ่นสำหรับธนาคารซาอุดีฯ ยังคงตึงตัว วัดโดยอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารเรียกระหว่างกันสำหรับเงินให้กู้ยืม โดย Saudi Interbank Offered Rate (SAIBOR) ซึ่งกำหนดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงระยะสามเดือนสำหรับการปล่อยกู้เงินระหว่างสถาบันการเงินมีค่าเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 6 ของปีนี้ ถือว่าทุบสถิติ
IMF ระบุว่า รัฐบาลซาอุฯต้องการให้น้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) ที่ราคา 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเพื่อทำให้งบประมาณสมดุล ซึ่งมากกว่าระดับปัจจุบันราว 15 ดอลลาร์สหรัฐ นักเศรษฐศาสตร์บลูมเบิร์กคาดการณ์ว่า ราคาคุ้มทุนที่ 109 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในทันทีที่การใช้จ่ายภายในประเทศจากกองทุนการลงทุนภาครัฐหรือกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ถูกนำมาพิจารณาด้วย
การลงทุนจากต่างชาติ
นอกจากภาคน้ำมันและก๊าซ การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (Foreign direct investment-FDI) ในภาคเศรษฐกิจอื่นที่ต้องการปฏิรูปเกิดขึ้นช้า จึงทำให้ยากยิ่งขึ้นสำหรับเจ้าชายเพื่อทำให้ความทะเยอทะยานของพระองค์เป็นจริง
รัฐบาลต้องการดึงดูด FDI มูลค่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีภายในปี 2030 ถือเป็นจำนวนที่มากกว่าที่เคยได้รับถึงสามเท่า และมูลค่าเงินลงทุนไหลเข้าราว 2.5 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐในช่วงไตรมาสแรก ถือเป็นเศษเสี้ยวของเป้าหมายทั้งปีในปีนี้
การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UN Trade and Development) ระบุว่า FDI มีเพียงแค่ 12.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2023 น้อยกว่าเพื่อนบ้านอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ร้อยละ 60 ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจที่เล็กกว่า
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเติบโตภาคเศรษฐกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน มาตรวัดที่สำคัญสำหรับรัฐบาลซาอุฯ หันไปสู่การเคลื่อนที่ที่ช้าที่สุด นับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในช่วงไตรมาสแรก ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ IMF เมื่อเร็ว ๆ นี้ ลดระดับการคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยรวมในปีนี้ของซาอุฯลงไปอยู่ที่ 2.6 เปอร์เซ็นต์ หลังจากในปลายปี 2023 ตัวเลขคาดการณ์อยู่ที่ร้อยละ 4
ทางการคาดว่าการใช้จ่ายภาครัฐอยู่ที่ราว 333,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ ซึ่งตกต่ำลงจากปี 2023 เน้นย้ำคำเตือนที่รัฐบาลเพิ่งค้นพบใหม่ ถึงอย่างนั้น งบประมาณของซาอุฯ จะอยู่ในเขตสีแดงไปอีกหลายปีที่จะถึง หมายถึงสถาบันภายในประเทศอย่างกองทุนการลงทุนสาธารณะและรัฐวิสาหกิจน้ำมันอารามโก จะยังคงเป็นผู้รับผิดชอบในโครงการยักษ์ใหญ่จำนวนมากอยู่
นายซาอิด ดาอูด หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ด้านกลุ่มตลาดเกิดใหม่ของบลูมเบิร์กกล่าวว่า อุปสรรคใหญ่ที่สุดที่ซาอุฯเผชิญยังคงดำเนินต่อไปคือการพึ่งพาน้ำมัน แม้ว่าซาอุฯ พยายามที่จะขยับราคาขึ้นผ่านโอเปกพลัส แต่ซัพพลายจากที่อื่นขัดขวางความพยายามดังกล่าว ในสถานการณ์ที่เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องใช้จ่ายเพื่อรักษาเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไป และทำให้ประชาชนมีความสุข แต่ยังคงสกัดกั้นการขาดดุลงบประมาณ
สำหรับความล้มเหลวและความกดดันทั้งหมด แม้มาในรูปแบบที่ต่างกัน แต่มกุฎราชกุมารมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนเป้าหมายต่อไปแม้ในยามลำบาก