AI เขย่าโลก ยึดเวที ‘โอลิมปิกการเงิน’
คอลัมน์ : สามัญสำนึก
ผู้เขียน : สุดใจ ชาญชาตรีรัตน์
ในการประชุม IMF-World Bank 2026 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเด็นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI กลายเป็นวาระใหญ่บนเวทีที่เรียกว่า “โอลิมปิกการเงิน” ทั้งที่การประชุมไม่ใช่วาระด้านเทคโนโลยี แต่กลับพบว่าแทบทุกหัวข้อการประชุมมีเรื่อง AI เป็นประเด็นสำคัญในการพูดคุยแลกเปลี่ยน ทั้งในฐานะของพระเอกที่มีบทบาทต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ และในบทบาท “ผู้ทำลายล้าง” ในหลาย ๆ ด้าน
สะท้อนภาพชัดว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของนวัตกรรม หรือการเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจอีกต่อไป แต่กำลังเข้าไปมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางหรือชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก ผลิตภาพแรงงาน การลงทุน ตลาดเงิน ตลอดจนความเหลื่อมล้ำ และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในอนาคต อย่างที่ไม่มีใครปฏิเสธ
เจาะลึกลงไปผลกระทบ หรือแรงสั่นสะเทือนของ AI อาจมากเกินกว่าที่ใครจะคาดการณ์ได้
เพราะขณะที่ AI กำลังเปลี่ยนโจทย์เศรษฐกิจ เป็นตัวเร่งการเติบโตใหม่ และโจทย์ใหญ่ที่เอไอจะเข้ามาทดแทนแรงงาน ที่ส่งผลสะเทือนไปถึงการหดตัวของฐานภาษีจากแรงงานมนุษย์
หมายความว่าการเข้ามาของ AI กำลังส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ (ภาษี) ของรัฐบาลทั่วโลก ท่ามกลางปัญหาข้อจำกัดด้าน “พื้นที่การคลัง” และหนี้สาธารณะสูงแตะระดับ 100% ของจีดีพี ยิ่งทำให้ประสิทธิภาพการทำนโยบายการคลังของประเทศต่าง ๆ มีข้อจำกัดมากขึ้น
ขณะที่ในการประชุม IMF-World Bank 2026 จึงมีการหยิบเรื่อง AI กับผลกระทบต่อโครงสร้างภาษีและฐานะการคลังของรัฐบาลทั่วโลก มาเป็นประเด็นหารือภายใต้หัวข้อ Rethinking Taxation for the AI Era
ไม่ใช่แค่กระทบประชาชน ธุรกิจ ที่ไม่ปรับตัว แต่สะเทือนอาจไปถึงผลประกอบการของรัฐบาลแต่ละประเทศด้วย ในขณะที่รายได้รัฐมีแนวโน้มลดลง รัฐบาลกลับต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคมและการดูแลกลุ่มแรงงานหรือเด็กจบใหม่ที่ถูกดิสรัปต์และหางานยากขึ้น
จึงมีคำถามว่าระบบภาษีที่มีอยู่จะรับมือกับเศรษฐกิจยุค AI ได้อย่างไร ซึ่งผู้เชี่ยวชาญก็มีข้อเสนอ ตั้งแต่การเก็บภาษีจากชิปและพลังประมวลผล ไปจนถึงการปรับสมดุลระหว่างภาษีจากแรงงานและทุน โดยเฉพาะให้เปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาภาษีรายได้แรงงาน ไปสู่การจัดเก็บภาษีจากทุนและกำไรบริษัทเทคโนโลยีมากขึ้น ก็เป็นโจทย์ที่ทุกประเทศต้องไปวางแผนกำหนดอนาคต
ขณะที่เอไอกับความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเงิน ก็เป็นประเด็นสำคัญที่โลกกำลังจับตาใกล้ชิด เพราะจากเม็ดเงินมหาศาลที่ถูกเทและถมลงไปกับการลงทุนและพัฒนาเอไอของบิ๊กเทค จนกลายเป็นผู้ควบคุม และสร้างความผันผวนตลาดเงินตลาดทุน
IMF มองว่าแม้การลงทุนใน AI เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยหนุนเศรษฐกิจโลก แต่การกระจุกตัวของเงินลงทุนไม่กี่บริษัท และความคาดหวังต่อผลตอบแทนที่สูงขึ้น อาจกลายเป็นความเสี่ยงที่ทำให้เกิดวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ หากการสร้างรายได้จากเทคโนโลยีไม่เป็นไปตามที่ตลาดคาดหวัง อาจทำให้เกิด “ฝันร้าย” ในตลาดทุนได้
อย่างไรก็ดีแม้วันนี้ AI จะมีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก แต่ตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ยังไม่ได้สะท้อนเรื่องการนำ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ แต่เศรษฐกิจจากเอไอที่เกิดขึ้นวันนี้เป็นอานิสงส์จากการที่อยู่ในซัพพลายเชนการผลิตและการลงทุนเอไอเท่านั้น
เช่นที่ “เควิน วอร์ช” ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มองว่า ในระยะสั้นการลงทุนในเทคโนโลยี AI กำลังทำให้ความต้องการในระบบเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้น แต่สำหรับประโยชน์จาก AI ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และผลิตภาพของเศรษฐกิจ “ยังไม่ชัดเจน”
ดังนั้นโจทย์สำคัญต่อไปของโลกและประเทศไทย จึงน่าจะเป็นเรื่องการนำเอไอมาใช้เพื่อเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง เพื่อที่จะเป็นตัวกำหนดเกมความสามารถการแข่งขันในระยะยาว