‘แสนสิริ’ จุดพลุทำเล ‘หัวหิน’ จากเมืองมาเยือน สู่ ‘บ้านหลังที่สอง’
“ตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ที่มีการก่อสร้างถนน อสังหาฯ หัวหินมีการ Slow Down เพราะการเดินทางที่ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย แต่เชื่อว่าหลังจากนี้ไปตลาดจะกลับมา และหัวหินยังคงเป็นบ้านหลังที่ 2 ของคนกรุงเทพฯ นอกเหนือจากเขาใหญ่และพัทยา”
มุมมองต่ออสังหาฯ หัวหินของ “อุทัย อุทัยแสงสุข” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หลังจากเปิดตัว “เดอะ สแตนดาร์ด หัวหิน เรสซิเดนท์” บีชฟรอนต์ เรสซิเดนต์แห่งแรกของโลก มูลค่าโครงการ 4,500 ล้านบาท พรีเซลตั้งแต่ปี 2567 กวาดยอดขายไปแล้วกว่า 40% และคาดว่าจะปิดการขายได้ภายในต้นปี 2572
นักท่องเที่ยวคึก 17 ล้านคนต่อปี
“อุทัย” กล่าวว่า หัวหินเป็นเมืองที่อยู่คู่กับแสนสิริมากว่า 40 ปี ตั้งแต่จุดเริ่มต้น “บ้านไข่มุก” เสน่ห์ของหัวหินคือการมีหาดสวย คาเฟ่ ร้านอาหาร ทำให้หลายคนเริ่มย้ายมาใช้ชีวิตฟูลไทม์ที่นี่มากขึ้น ทั้งวัยทำงานและวัยเกษียณ เนื่องจากการเดินทางที่พัฒนาให้สะดวกมากขึ้น มีโรงเรียนนานาชาติที่ได้ดีมานด์จากครอบครัวที่อยากส่งลูกเรียน และโรงพยาบาลจากกรุงเทพฯ ที่มาเปิดตัว
นอกจากนี้ หัวหินยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิต มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาปีละ 17 ล้านคน ทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติหนีอากาศหนาวมาอาบแดด 1-2 เดือน และนักท่องเที่ยวไทยที่หาสถานที่พักผ่อนใกล้กรุงเทพฯ ทำให้หัวหินที่เคยเป็นเพียงเมืองรีสอร์ตกลายมาเป็น “เมืองท่องเที่ยว” ที่ขยับขยายตัวตลอดเวลา
“ถ้าให้เทียบกับเมืองพัทยาที่ใกล้กว่าและอยู่ในอีอีซี แต่หัวหินต้องใช้เวลาเดินทางเพิ่ม 1 ชั่วโมง ดีมานด์มันต่างกัน หัวหินเงียบ สงบ และไม่คึกคักด้วยผู้คนเท่า เพราะในอดีตหัวหินเป็นเมืองของข้าราชการ พอเมืองโตมาเรื่อย ๆ ก็มีนักท่องเที่ยวเป็นเศรษฐีและชนชั้นกลาง เป็นเสน่ห์ที่มีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน”
ซัพพลาย-ที่ดินมีจำกัด
สำหรับสถานการณ์ตลาดอสังหาฯ หัวหินในขณะนี้ “อุทัย” ระบุว่า ยังเป็นช่วงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยมีปัจจัยหนุนจากมอเตอร์เวย์ M82 และทางด่วน ที่กำลังก่อสร้าง และท่าอากาศยานหัวหินที่อยู่ระหว่างการรีโนเวต หากแล้วเสร็จคาดว่าตลาดหัวหินจะเริ่มเข้าสู่ช่วงขาขึ้น และเห็นภาพชัดเจนมากขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2570
ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาหัวหินแทบไม่มีซัพพลายใหม่ ที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่เป็นโครงการที่ค้างขายมานาน ซึ่งแสนสิริมีโครงการที่ครอบคลุม 3 เซ็กเมนต์ มีสต๊อกคงเหลือรวม 2,500 ล้านบาท ได้แก่ กลุ่มแมส “ฮับ หัวหิน” ราคาเริ่มต้นหลักล้านบาท “กาบานาส หัวหิน” ราคา 2-3 ล้านบาท และ “เดอะ สแตนดาร์ด เรสซิเดนท์” สำหรับตลาดลักเซอรี่ ที่เป็นโปรเจ็กต์ไฮไลต์ เป็นบีชฟรอนต์แห่งแรกของโลก บนพื้นที่ 9 ไร่ ติดชายหาดที่สงบและเป็นส่วนตัว จำนวน 251 ยูนิต ราคา 10.99-49.99 ล้านบาท
“เดอะ สแตนดาร์ด เรสซิเดนท์ ไม่ใช่เพียงการเปิดตัวที่อยู่อาศัยใหม่ในหัวหิน แต่จะเป็น Luxury Beachfront Residence ของไทย ทำให้หัวหินเป็นเดสทิเนชั่นระดับโลก ดึงดูดทั้งผู้ซื้อไทยและต่างชาติ รวมถึงผู้ที่ต้องการใช้ชีวิตแบบลองสเตย์ในเมืองตากอากาศ ทำให้หัวหินเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่คนจากทั่วโลกอยากมาใช้ชีวิต ไม่ใช่เพียงมาเยือน”
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาโครงการใหม่ในหัวหินยังมีข้อจำกัดด้านที่ดิน เนื่องจากโครงการส่วนใหญ่ต้องใช้แปลงขนาดใหญ่ อย่างน้อย 5-6 ไร่ ขณะที่ราคาที่ดินปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ย 10% ต่อปี โดยแลนด์ลอร์ดในหัวหินส่วนใหญ่เป็นมหาเศรษฐีที่ไม่ยอมปล่อยที่ดินออกมาขาย ประกอบกับที่ดินติดทะเลมีจำนวนจำกัด ทำให้ที่ดินสำหรับพัฒนาโครงการใหม่หายากขึ้น
เศรษฐกิจปัจจัยชี้ขาดอสังหาฯ
“อุทัย” กล่าวว่า ภาพรวมตลาดอสังหาฯ ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากปัจจัยเศรษฐกิจยังไม่เอื้ออำนวย ทั้งปัญหาน้ำท่วม ราคาน้ำมันและสินค้าแพงขึ้น รวมถึงค่าครองชีพที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ขณะที่ผู้บริโภคใช้เวลาตัดสินใจซื้อนานขึ้น ต้องการโครงการพร้อมอยู่ และให้ความสำคัญกับความเชื่อมั่นต่อผู้ประกอบการมากขึ้น
การฟื้นตัวของตลาดอสังหาฯ ขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและกำลังซื้อเป็นสำคัญ โดยปัญหาหลักในขณะนี้คือผู้บริโภคต้องการซื้อบ้าน แต่ไม่สามารถยื่นขอสินเชื่อได้ เนื่องจากความสามารถในการซื้อลดลงและสถาบันการเงินเข้มงวด ดังนั้นหากมาตรการบ้านคนละหลัง PLUS ที่รัฐบาลเพิ่งออกมา ช่วยแก้ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อจะมีโอกาสช่วยกระตุ้นกำลังซื้อได้
“หลายคนบอกว่า IMF มองเศรษฐกิจไทยเริ่ม Pick Up ผมถือว่ามันเป็นข่าวดี ถ้าพูดถึงกำลังซื้อคนรวยเขาจะยอมควักเงินเมื่อเขาสบายใจ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ ปัญหาตอนนี้ของเราคือ อำนาจในการซื้อลดลง เวลาสถาบันการเงินมองก็ไม่ปล่อยสินเชื่อ ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่ช่วยได้มากที่สุด คือ การทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น รายได้ประชาชนก็จะกลับมาดี ฉะนั้นมาตรการที่ดีที่สุดตอนนี้คือทำให้อำนาจการซื้อของคนกลับมา”
สำหรับแนวโน้มในปี 2570 “อุทัย” ประเมินเริ่มเห็นสัญญาณบวกจากตลาดหุ้นและการลงทุน แต่การฟื้นตัวระยะต่อไปขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐบาล หากรัฐบาลมีเสถียรภาพและเดินหน้านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งเสริมการลงทุน ลดปัญหาการคอร์รัปชั่นได้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติและดึงเงินทุนกลับเข้าประเทศ ซึ่งความเสี่ยงที่ยังท้าทายยังคงอยู่กับปัจจัยสำคัญอย่างภาวะเศรษฐกิจและเสถียรภาพของรัฐบาล