แสนสิริ x SCB แนะ SMEs เร่งขับเคลื่อนยั่งยืนจากเรื่องเล็ก ๆ
ในงาน “Synergy for SME Sustainable Success: ผนึกพลัง ขับเคลื่อน SME สร้างความสำเร็จอย่างยั่งยืน” นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.แสนสิริ และ ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ร่วมเสวนาหัวข้อ “ESG in Action for Sustainable Business จากแนวทางสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน” โดยทั้งสองเห็นตรงกันว่า SME ควรเริ่มลงมือทันที
นายอุทัยเปิดเผยว่า แสนสิริเริ่มจากการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ก่อนที่ความยั่งยืนจะเข้ามาเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ ปัจจุบันบริษัทใช้ ESG เป็นแกนหลักในการดำเนินธุรกิจ และแตกออกเป็น 3 เรื่องหลัก
เรื่องแรกคือสินค้า เพราะสินค้าของบริษัทคือที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นการใช้เงินก้อนใหญ่ที่สุดในชีวิตของลูกค้า จึงต้องพัฒนาสินค้าให้ดีที่สุดและปรับปรุงต่อเนื่อง รวมถึงนำประเด็นคาร์บอนเข้ามาพิจารณา
เรื่องที่สองคือการบริหารความเสี่ยง ซึ่งปัจจุบันครอบคลุมมิติ ESG เช่น สิทธิมนุษยชนของแรงงานในแคมป์ก่อสร้าง ที่บางรายพาครอบครัวและบุตรหลานเข้าไปอยู่อาศัย บริษัทจึงต้องดูแลความปลอดภัย การศึกษา และสุขอนามัยของเด็กเหล่านั้น
เรื่องที่สามคือห่วงโซ่อุปทาน ปัจจุบันมีคู่ค้าและผู้เกี่ยวข้องราว 4,000 ราย นายอุทัยระบุว่า แสนสิริไม่ได้ผลิตปูน หลังคา หรือกระจกเอง แต่ต้องพึ่งพาผู้รับเหมารายย่อยและซัพพลายเออร์ จึงพยายามสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ร่วมกันมาประมาณ 2-3 ปี

นายอุทัยเล่าว่า เมื่อราว 10 ปีก่อนบริษัทศึกษาปริมาณคาร์บอนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ และพบว่าตัวเลขสูงเกินคาด คือราว 2 ล้านตันต่อปี โดยมาจากกระบวนการทำงานของบริษัทเพียงประมาณ 2% ส่วนอีกราว 98% เกิดจากการใช้พลังงานในบ้านหลังส่งมอบให้ลูกค้า โดยคำนวณการอยู่อาศัยราว 60 ปี
บริษัทจึงตั้งเป้าหมาย Net Zero ไว้ที่ปี 2050 และให้ความสำคัญกับการออกแบบสถาปัตยกรรมสีเขียว เพื่อให้บ้านมีสุขภาวะที่ดีต่อผู้อยู่อาศัย ใช้พลังงานน้อย และลดของเสียจากการก่อสร้าง การบริหารจัดการตัดเศษวัสดุ และการเปลี่ยนมาใช้ระบบคอนกรีตสำเร็จรูป (Precast) ในโรงงานแทนการก่อสร้างแบบเดิม
ด้านนวัตกรรม แสนสิริร่วมพัฒนากับ สจล. โดยนำแผ่นกราฟีนมาใช้ในกระบวนการหล่อคอนกรีต ซึ่งตามทฤษฎีจะลดอุณหภูมิที่ทะลุผ่านแผ่นคอนกรีตเข้าสู่ตัวบ้านได้อีกราว 2 องศา ช่วยลดการเปิดเครื่องปรับอากาศ
นอกจากนี้ บริษัทสร้างบ้านต้นแบบเมื่อประมาณ 1 ปีก่อน โดยร่วมมือกับพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทาน และระบุว่าประหยัดพลังงานได้มากกว่า 50% พร้อมนำวัสดุใหม่ เช่น กระจกรุ่นใหม่ และสีที่ไม่มีสารระเหยอินทรีย์ (VOC) มาใช้ในโครงการ ตอบโจทย์ลูกค้ารุ่นใหม่ที่ใส่ใจเรื่องสารเคมีในบ้านมากขึ้น
แนะก้าวแรกของ SMEs
นายอุทัยแนะนำว่า ให้ทบทวนสินค้าของตนเองว่าล้าสมัยหรือไม่ ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่หรือไม่ และมีเทคโนโลยีที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมมาใช้ได้หรือไม่ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นโครงการใหญ่ ให้เริ่มจากจุดเล็ก ๆ แล้วต่อยอด
ถัดมา ประเมินและพิสูจน์ให้ได้ว่าสิ่งที่ทำแก้ปัญหาได้จริง ไม่ใช่ทำเพื่อประชาสัมพันธ์ และสร้างระบบนิเวศร่วมกับลูกค้าและซัพพลายเออร์
“ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องสมัครใจอีกต่อไป เพราะความคาดหวังของลูกค้าสูงขึ้น และเป็นแรงบังคับให้ผู้ประกอบการต้องกลับมาสำรวจตัวเอง”
SCB ดึง SMEs ขึ้นไปด้วยกัน
ดร.ยรรยงกล่าวว่า การผลักดันให้ SME ปรับตัวด้านความยั่งยืนเป็นโจทย์สำคัญ แต่หากทำทีละรายจะเกิดผลกว้างและเร็วได้ยาก การที่องค์กรขนาดใหญ่อย่างแสนสิริพร้อมผลักดันซัพพลายเออร์ของตนให้ยกระดับความสามารถในการแข่งขันจึงเป็นเรื่องสำคัญ ขณะที่ SMEs เองก็ต้องการลดต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบ ขยายธุรกิจรูปแบบใหม่ และเข้าถึงแหล่งทุนในต้นทุนที่เหมาะสม
ธนาคารสนับสนุนใน 3 ด้าน คือ การให้คำแนะนำด้านการปรับตัว การให้ความรู้ผ่านสัมมนาและเวิร์กช็อปที่ผู้บรรยายส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการจริง และโซลูชั่นทางการเงิน โดยบางหลักสูตรของธนาคารได้รับรางวัลจากภาครัฐ นอกจากนี้ ธนาคารพร้อมพาลูกค้าเข้าถึงแหล่งเงินทุนภาครัฐต้นทุนต่ำ ซึ่งบางกรณีเป็นเงินให้เปล่า
ดร.ยรรยงระบุว่า สินเชื่อ SMEs ของประเทศอยู่ในภาวะติดลบต่อเนื่อง
ราว 16 ไตรมาส ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศ แต่ธนาคารพร้อมสนับสนุนลูกค้าที่พร้อมปรับตัวรับกระแสและโอกาสใหม่ ๆ เพียงแต่รูปแบบการทำงานร่วมกันต้องเปลี่ยนไป
จากเดิมที่หลักประกันเป็นข้อมูลหลัก มาเป็นการใช้ข้อมูลการทำธุรกิจประกอบการพิจารณาความเสี่ยงให้แม่นยำขึ้น การอยู่ในระบบนิเวศเดียวกันระหว่างแสนสิริ SCB และผู้ประกอบการ จะช่วยให้ข้อมูลไหลเวียนและเห็นภาพชัดเจนขึ้น
“เศรษฐกิจไทยมีลักษณะรูปตัว K คือธุรกิจที่โตได้ดีกับที่โตช้ามีความแตกต่างชัดขึ้น กลุ่มที่อยู่ขาบนไม่จำเป็นต้องเป็นธุรกิจในภาคใหม่เท่านั้น ธุรกิจในภาคดั้งเดิมก็อยู่ขาบนได้ หากปรับตัวตอบโจทย์ลูกค้าและนำเทคโนโลยีอย่าง AI มาใช้ แต่หากไม่ปรับตัวช่องว่างจะกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว”
เขายกตัวอย่างมาตรการของสหภาพยุโรปที่เกี่ยวกับการลดคาร์บอนและการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของสินค้า ซึ่งอาจทำให้ผู้ประกอบการที่ไม่ปรับตัวหลุดจากห่วงโซ่อุปทานโลกได้ ขณะเดียวกันประเด็นความยั่งยืนก็เป็นโอกาสในการตอบโจทย์ลูกค้า
ดร.ยรรยงมองว่า ความยั่งยืนกับธุรกิจเป็นเรื่องเดียวกัน โดยบูรณาการเข้าไปในกลยุทธ์และการดำเนินงานหลัก ไม่ใช่การทำ CSR แยกต่างหาก และ SCB เป็นธนาคารแรกของไทยที่ประกาศเป้าหมายการดำเนินงานภายในองค์กรให้เป็น Net Zero 2030 ส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านพอร์ตสินเชื่อและการลงทุน (Financed Emissions) ตั้งเป้า Net Zero 2050 ให้สอดคล้องกับเป้าหมายระดับสากลและประเทศกับ SBTi (Science Based Targets initiative)
นอกจากนี้ SCB ได้ขยายเป้าหมายสินเชื่อเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance) ไปถึงปี 2030 ที่วงเงิน 500,000-550,000 ล้านบาท หลังบรรลุเป้าหมายระยะแรก ปี 2023-2025 วงเงิน 150,000 ล้านบาทไปแล้ว
AI ไม่ใช่เรื่องของธุรกิจใหญ่
ดร.ยรรยงกล่าวถึงข้อมูลจากการประชุม IMF-World Bank ว่า SMEs ไทยใช้ AI เพียงราว 12% แต่ SMEs ไม่ได้เสียเปรียบ เพราะขนาดเล็กทำให้ยืดหยุ่น นำ AI มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำกว่า โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนระบบขนาดใหญ่
เขาแนะนำให้ตั้งโจทย์ธุรกิจ เก็บข้อมูล ทดลองใช้ แล้ววัดผลว่าช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต หรือหาลูกค้ากลุ่มใหม่ได้หรือไม่ ความยั่งยืนช่วยตั้งโจทย์ว่าควรแก้ปัญหาอะไร ส่วนเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือแก้ปัญหา และสิ่งสำคัญที่สุดคือ “Start Now”
พร้อมเชิญชวนให้ SMEs เริ่มนำ AI มาใช้ เพื่อไม่ให้อยู่ในกลุ่ม 88% ที่ยังไม่ได้ใช้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่า ลดต้นทุน และสร้างความสามารถในการแข่งขันให้ธุรกิจ
ทั้งสองคนมีแนวทางเดียวกัน คือเริ่มตอนนี้ และเชื่อว่าการมีองค์กรแกนนำอย่างแสนสิริและ SCB จะช่วยให้ SMEs เดินหน้าไปด้วยกันเป็นระบบนิเวศ