ข้าวไทยรุกอาเซียน ฟิลิปปินส์-มาเลเซียซื้อเพิ่มกว่า 7.5 แสนตัน
ตลาดอาเซียนกลายเป็นแรงขับสำคัญของข้าวไทย 9 เดือนแรกปี 2569 ส่งออก 1.25 ล้านตัน พุ่ง 109% ดันสัดส่วนตลาดเพิ่มจาก 9.7% เป็น 25.2% ของยอดส่งออกทั้งหมด ฟิลิปปินส์-มาเลเซียซื้อเพิ่มรวมกว่า 750,000 ตัน ช่วยชดเชยตลาดอิรักที่หดตัว ขณะที่พาณิชย์เร่งแก้อุปสรรคการค้า-เดินหน้ากรอบซื้อขายข้าวกับสิงคโปร์สูงสุด 100,000 ตัน
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ตลอดปี 2569 การส่งออกข้าวไทยเผชิญความท้าทายจากความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์ ค่าเงินบาทแข็ง การแข่งขันด้านราคา และความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและการขนส่ง ทำให้การส่งออกไปยังตลาดสำคัญบางแห่ง โดยเฉพาะตะวันออกกลางชะลอตัว

อย่างไรก็ตาม ตลาดอาเซียนขยายตัวอย่างโดดเด่นและเข้ามามีบทบาทในการรองรับข้าวไทย โดยช่วงเดือนมกราคม-กันยายน 2569 ไทยส่งออกข้าวไปอาเซียนประมาณ 1.25 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 109% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ส่งผลให้สัดส่วนอาเซียนต่อการส่งออกข้าวไทยทั้งหมดเพิ่มจาก 9.7% เป็น 25.2% หรือมากกว่า 1 ใน 4 ของยอดส่งออกทั้งหมด
ตลาดที่เติบโตโดดเด่นคือฟิลิปปินส์และมาเลเซีย ซึ่งมีปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นรวมกว่า 750,000 ตัน ช่วยบรรเทาผลกระทบจากการส่งออกไปอิรักที่ลดลงในช่วงเดียวกัน
นางอารดากล่าวว่า ปัจจัยสำคัญมาจากความต้องการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร เพื่อรับมือความเสี่ยงด้านผลผลิตและความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ
โดยมีรายงานว่าผลผลิตข้าวเปลือกของฟิลิปปินส์ในไตรมาส 3 ปี 2569 ลดลง 12.3% ขณะที่มาเลเซียคาดว่าผลผลิตข้าวเปลือกทั้งปีจะอยู่ที่ประมาณ 2.1 ล้านตัน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ทั้งสองประเทศให้ความสำคัญกับการบริหารปริมาณสำรองและการจัดหาข้าวอย่างต่อเนื่อง เปิดโอกาสให้ข้าวไทยเข้าไปตอบสนองความต้องการของตลาดมากขึ้น
สำหรับจุดแข็งของตลาดอาเซียน นางอารดากล่าวว่า นอกจากความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์แล้ว ความหลากหลายของข้าวไทยยังสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคแต่ละประเทศได้แตกต่างกัน
ฟิลิปปินส์นิยมข้าวพื้นนุ่มและข้าวฤดูกาลใหม่ ส่วนมาเลเซียแถบคาบสมุทรนิยมข้าวที่มีเนื้อสัมผัสค่อนข้างแข็งและหุงขึ้นหม้อ ขณะที่สิงคโปร์และบรูไนมีตลาดสำหรับข้าวหอมมะลิไทย ข้าวคุณภาพพรีเมี่ยม และข้าวเพื่อสุขภาพ
กรมการค้าต่างประเทศจึงเดินหน้ารักษาและขยายตลาดอาเซียน ผ่านการนำคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนเยือนประเทศคู่ค้า รวมถึงสร้างช่องทางประสานงานโดยตรงระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เมื่อเดือนสิงหาคม 2569 กรมได้เดินทางเยือนฟิลิปปินส์และมาเลเซีย เพื่อหารือกับหน่วยงานภาครัฐและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมข้าว พร้อมผลักดันตลาดข้าวหอมมะลิไทยและข้าวหอมไทย ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพและความสามารถในการส่งมอบสินค้า
ความร่วมมือดังกล่าวยังถูกใช้แก้ปัญหาอุปสรรคทางการค้า โดยล่าสุดกรมได้ประสานหน่วยงานของฟิลิปปินส์ เพื่อขอขยายกรอบเวลาการส่งออกตามใบอนุญาตนำเข้าข้าว (SPSIC) สำหรับข้าวไทยกว่า 36,000 ตัน หลังได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักจนการขนส่งทางเรือล่าช้า
ขณะเดียวกัน ไทยมีบันทึกความร่วมมือด้านการค้าข้าว หรือ MoC กับสิงคโปร์ ครอบคลุมปริมาณข้าวสูงสุด 100,000 ตัน ภายในระยะเวลา 5 ปี โดยกรมอยู่ระหว่างหารือกับฝ่ายสิงคโปร์ เพื่อผลักดันให้เกิดการซื้อขายภายใต้กรอบดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม
นางอารดากล่าวว่า แม้ข้าวไทยต้องเผชิญการแข่งขันด้านราคาจากประเทศผู้ส่งออกสำคัญ แต่การเติบโตของตลาดอาเซียนสะท้อนว่าข้าวไทยยังได้รับความไว้วางใจจากคู่ค้า
สิ่งสำคัญต่อจากนี้คือการพัฒนาคุณภาพและพันธุ์ข้าวให้ตรงกับความต้องการของตลาด ควบคู่กับการเพิ่มผลิตภาพและลดต้นทุนการผลิต เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน
กรมการค้าต่างประเทศมองว่า อาเซียนจะยังเป็นฐานตลาดเชิงยุทธศาสตร์ของข้าวไทย ด้วยความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ ความต้องการบริโภคที่หลากหลาย และความสัมพันธ์ทางการค้า ซึ่งจะเป็นแรงสนับสนุนการส่งออกข้าวไทยในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2569