ย้อนเส้นทาง “สบู่เบนเนท” จากผู้รับจ้างผลิต สู่แบรนด์สบู่พันล้าน
เปิดเส้นทาง “สบู่เบนเนท” แบรนด์สบู่สัญชาติไทยที่อยู่คู่ผู้บริโภคมานานกว่า 30 ปี จากจุดเริ่มต้นธุรกิจรับจ้างผลิต OEM สู่การสร้างแบรนด์ของตัวเอง จนก้าวขึ้นแท่นสบู่ก้อนยอดขายเบอร์ 1 รายได้ระดับพันล้านบาท
ท่ามกลางตลาดสบู่ที่มีผู้เล่นหลากหลาย “เบนเนท” เป็นหนึ่งในแบรนด์สบู่สัญชาติไทยที่ครองใจผู้บริโภคมายาวนาน จนมียอดขายอันดับ 1 ต่อเนื่อง แต่กว่าจะก้าวสู่แบรนด์ที่สร้างรายได้ระดับพันล้านบาท ต้องผ่านทั้งความท้าทาย การปรับกลยุทธ์ และการสร้างการรับรู้ในตลาด
“ประชาชาติธุรกิจ” ชวนย้อนเส้นทางจากจุดเริ่มต้น สู่ยอดขายระดับพันล้านของสบู่แบรนด์นี้
จุดเริ่มต้นสู่ความสำเร็จ
จุดเริ่มต้นของแบรนด์นี้ เริ่มมาจากผู้ชายที่ชื่อ ‘ชาย ปราบเล่ง’ ซึ่งสำเร็จการศึกษาวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาเคมี จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อปี 2527 และเริ่มทำงานเป็นเซลล์ขายเคมีและผู้ควบคุมกระบวนการผลิตในโรงงานผลิตยา จนเมื่ออายุได้ 30 ปี เกิดความคิดที่ไม่อยากเป็นลูกจ้างไปตลอดชีวิต จึงลาออกมาทำธุรกิจของตนเอง
แรงบันดาลใจแรกที่ทำให้ ชาย ปราบเล่ง ปั้นแบรนด์สบู่เป็นของตัวเอง มาจาก ภิญโญ ปราบเล่ง ซึ่งเป็นพ่อของ ชาย ปราบเล่ง และประสบความสำเร็จในการขายสบู่สมุนไพรกลั่น “รอว์ร่า” เป็นจุดเริ่มต้นการศึกษาค้นคว้าเรื่องการผลิตสบู่ในห้องสมุดและทดลองในห้องแล็บนานประมาณ 3 เดือน จนได้สูตรสบู่จากสารสกัดธรรมชาติที่มีคุณภาพแตกต่างจากสบู่ทั่วไป
ในช่วงแรกได้เปิดโรงงานเล็ก ๆ รับจ้างผลิต (OEM) เพียงอย่างเดียว แต่ต่อมาประสบปัญหาสูญเสียลูกค้าเนื่องจากถูกโรงงานอื่นตัดราคา หรือลูกค้านำสูตรไปผลิตเอง จึงแก้ปัญหาด้วยการตัดสินใจทำเองและขายเอง เกิดเป็น “สบู่เบนเนท” ในช่วงปลายปี 2538
ในแง่กลยุทธ์การตลาดของแบรนด์ ‘เบนเนท’ ในเวลานั้น เริ่มจากการใช้กลยุทธ์ป่าล้อมเมือง วางขายในต่างจังหวัดทั่วประเทศ พร้อมโฆษณาผ่านวิทยุและนิตยสารยอดนิยมในยุคนั้น เช่น คู่สร้าง-คู่สม และทีวีพูล ก่อนที่ปี 2545 จะเริ่มกระจายสินค้าเข้าสู่ห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อ พร้อมดึง บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี มาเป็นพรีเซนเตอร์ จนเกิดสโลแกนติดหูทั่วประเทศว่า “อะไรดี บุ๋มก็ว่าดี” รวมถึงลุยโฆษณาผ่านหลากหลายช่องทาง ตั้งแต่ป้ายข้างรถเมล์ บิลบอร์ด ทีวี และออนไลน์
จากจุดเริ่มต้นและสั่งสมประสบการณ์การทำสบู่ รวมถึงเรื่องคุณภาพของสินค้า ทำให้สบู่เบนเนท สามารถทำยอดขายเป็นอันดับ 1 ได้ถึง 11 ปีติดต่อกัน อ้างอิงข้อมูลจากรายงานยอดขายสบู่ก้อนของ NielsenIQ ปี 2568
และในปัจจุบัน สินค้ายอดนิยมและเสมือนเป็นเรือธงของสบู่เบนเนท คือ สบู่สูตรวิตามินซีและวิตามินอี และยังมีผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่น สบู่สูตรวิตามินอี สบู่สมุนไพรกลั่น สบู่สูตรเอ็กซ์ตร้าไวท์ สบู่สมุนไพรสูตรโบราณ
ข้อมูลจาก วารสารปากพนังสังสรรค์

ที่มาวลีเด็ด “อะไรดี บุ๋มก็ว่าดี”
สำหรับบุ๋ม ปนัดดา ได้เป็นพรีเซ็นเตอร์ของสบู่เบนเนทมามากกว่า 20 ปี โดยสบู่เบนเนท ให้ข้อมูลว่า ภาพลักษณ์ของบุ๋ม ปนัดดา ตรงกับ Concept ของสบู่เบนเนทที่เป็นคนพูดตรง ๆ สวย ฉลาด เป็นภาพลักษณ์ของผู้หญิงสมัยใหม่ เข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัย และสบู่เบนเนทเอง ก็ดูแลสุขภาพผิวด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพอย่างไม่เปลี่ยนแปลง
ส่วนสโลแกน “อะไรดี บุ๋มก็ว่าดี” ซึ่งเป็นสโลแกนยอดฮิตที่ได้ยินกันมาตลอด มาจากการที่ได้บุ๋ม ปนัดดา เป็นพรีเซ็นเตอร์และสบู่เบนเนทอยากได้คำที่สื่อถึงตัวตนของบุ๋ม ปนัดดา มากที่สุด
ในภาพยนตร์โฆษณาชิ้นแรกของสบู่เบนเนทจึงใช้คำว่า “บุ๋มเป็นคนพูดตรง ๆ อะไรดีบุ๋มก็ว่าดี” แต่คนทั่วไปมักจะจำประโยคหลังได้ จึงเหลือแค่ “อะไรดี บุ๋มก็ว่าดี” และกลายเป็นสโลแกนยอดฮิตของสบู่เบนเนท
หมายเหตุ : ปัจจุบัน บริษัท พาภิญโญ กรุ๊ป จำกัด ได้มีหนังสือการยุติบทบาทการเป็นพรีเซ็นเตอร์ของ บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับคุณบุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย โดยมีผลตั้งแต่ 5 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ สบู่เบนเนท เคยลองใช้กลยุทธ์การตลาดแบบ Music Marketing โดยดึงศิลปินรุ่นใหม่ “FLI:P” (ฟลิป) และศิลปินตัวแม่อย่าง “ฮาย อาภาพร นครสวรรค์” มาร้องเพลง “ชอบไหม” ฉบับเรียบเรียงใหม่ ต้อนรับการฉลองยอดขายอันดับหนึ่ง 10 ปีซ้อน พร้อมกับการสื่อสารผ่านโลกออนไลน์ เพื่อเข้าหาผู้บริโภครุ่นใหม่
เปิดรายได้ ‘สบู่เบนเนท’ ยอดขายระดับพันล้าน
สำหรับสบู่เบนเนท เจ้าของแบรนด์คือ บริษัท พาภิญโญ กรุ๊ป จำกัด โดยตามข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า บริษัทจดทะเบียนจัดตั้ง วันที่ 29 สิงหาคม 2548 ในชื่อ บริษัท ห้างพาภิญโญ จำกัด (เปลี่ยนชื่อเป็น “พาภิญโญ กรุ๊ป” เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2552) ทุนจดทะเบียนปัจจุบัน 300 ล้านบาท
สำหรับผลประกอบการในช่วง 5 ปีล่าสุด คือ ปี 2564-2568 พบว่ามีรายได้สูงถึงระดับ 1,800-2,000 ล้านบาท โดยเคยทำรายได้สูงสุดถึง 2,025 ล้านบาท เมื่อปี 2567 ส่วนกำไรของบริษัทช่วง 5 ปีล่าสุด พบว่าอยู่ในระดับสูงกว่า 100 ล้านบาท

