ผ่าแผนทางน้ำ 1.65 แสนล้าน ภารกิจกรมชลฯ ‘แก้ท่วม-แก้แล้ง
สัมภาษณ์
บทเรียนมหาอุทกภัยปี 2554 และสถานการณ์ล่าสุดนํ้าท่วมปี 2569 สะท้อนข้อจำกัดของระบบบริหารจัดการนํ้าประเทศไทย ทั้งปริมาณนํ้าจากลุ่มนํ้าตอนบนที่เกินความสามารถของโครงสร้างระบายนํ้า และฝนตกหนักในพื้นที่จนระบายออกไม่ทัน กรมชลประทานจึงเดินหน้าผลักดันโครงการระบายนํ้า “ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย” วงเงินลงทุน 165,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มทางระบายนํ้าและลดความเสี่ยงนํ้าท่วมซํ้าซากในลุ่มเจ้าพระยา ขณะที่การลงทุนขนาดใหญ่ยังมีโจทย์เรื่องแหล่งเงินทุน การจัดหาที่ดิน และข้อจำกัดงบประมาณประจำปี พร้อมวางแผนเพิ่มประสิทธิภาพการระบายนํ้าฝั่งตะวันตก รับมือนํ้าท่วมภาคใต้ และเตรียมนํ้าต้นทุนรองรับภัยแล้งปี 2570 รวมถึงการลงทุนใหม่ในพื้นที่ EEC
“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน ถึงแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำครั้งใหญ่ การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เศรษฐกิจ และความท้าทายในการสร้างความมั่นคงด้านน้ำของประเทศ
แก้โครงสร้างรับน้ำ บทเรียน ’54
ย้อนบทเรียนมหาอุทกภัยปี 2554 ปริมาณน้ำจากปิง วัง ยม น่าน ที่ไหลมาถึงหน้าเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ประมาณ 4,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่โครงสร้างที่เรารองรับได้ประมาณ 2,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เท่ากับว่ามีน้ำเกินความสามารถของระบบมากกว่า 50% ซึ่งข้อจำกัดดังกล่าวสะท้อนผ่านพื้นที่ท้ายน้ำ โดยเฉพาะบริเวณอำเภอผักไห่และบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเริ่มได้รับผลกระทบเมื่อมีการระบายน้ำประมาณ 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่ตัวเมืองพระนครศรีอยุธยาเริ่มได้รับผลกระทบเมื่ออัตราระบายน้ำอยู่ที่ประมาณ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
“โครงสร้างปัจจุบันถ้าไม่มีการปรับปรุงก็ไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำจากตอนบนได้แน่นอน เพราะฉะนั้นจำเป็นต้องสร้างโครงสร้างทางชลศาสตร์เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการบริหารจัดการน้ำ”
ทั้งนี้ โครงการที่กำลังก่อสร้าง คือ คลองระบายน้ำบางบาล-บางไทร เพื่อช่วยลดปริมาณน้ำที่ต้องไหลผ่านตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา โดยมีความคืบหน้าประมาณ 73% และมีเป้าหมายเพิ่มช่องทางระบายน้ำ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
“ผมคิดว่าโครงการนี้จะช่วยตัวเมืองอยุธยาได้อย่างชัดเจน แต่ยังมีพื้นที่บางบาลและพื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติที่ต้องบริหารจัดการควบคู่กันไป”
1.65 แสน ล. สร้างทางน้ำใหม่
โครงการสำคัญอีกส่วน คือ โครงการระบายน้ำชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย วงเงินประมาณ 165,000 ล้านบาท ซึ่งคณะรัฐมนตรีอนุมัติเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 เพื่อเพิ่มทางเลือกในการระบายน้ำจากลุ่มเจ้าพระยาออกสู่ทะเล โดยแผนดำเนินงานแบ่งเป็น ช่วงแรกจากชัยนาทถึงแม่น้ำป่าสัก โดยปรับปรุงคลองเดิมของกรมชลประทาน เพื่อเพิ่มความสามารถในการระบายน้ำจาก 600 เป็น 930 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่ปี 2570
ส่วนช่วงจากแม่น้ำป่าสักลงสู่อ่าวไทยเป็นการก่อสร้างคลองใหม่ ระยะทาง 154 กิโลเมตร ต้องจัดหาที่ดิน 18,000 ไร่ รวม 4,962 แปลง ใช้งบประมาณจัดซื้อที่ดิน 20,000-21,000 ล้านบาท ซึ่งกรมได้เริ่มสำรวจและทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่แล้ว โดยพยายามกำหนดแนวคลองให้กระทบชุมชนและที่อยู่อาศัยให้น้อยที่สุด
“ผู้ที่เสียสละพื้นที่ให้กับโครงการจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างเป็นธรรม ผมให้ความสำคัญกับผู้ได้รับผลกระทบเป็นหลัก ทั้งเรื่องค่าชดเชยและผลกระทบต่อการประกอบอาชีพ”

เล็งกู้ 1 แสนล้าน-สร้าง 8 ปี
สำหรับแหล่งเงินทุนของโครงการชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย จะใช้เงินจากหลายส่วน โดยมีแนวทางจัดหาเงินกู้ประมาณ 100,000 ล้านบาท และใช้งบประมาณตามปกติอีกส่วนหนึ่ง คาดว่าปี 2570 จะเริ่มเห็นความชัดเจนของกระบวนการจัดหาเงินกู้เพื่อสนับสนุนโครงการ อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างจะใช้เวลาประมาณ 8 ปี จึงจะสามารถใช้งานเป็นระบบระบายน้ำที่สมบูรณ์ได้ แต่เมื่อทำเสร็จแล้วจะช่วยลดความเสี่ยงน้ำท่วมได้อย่างชัดเจน นอกจากการระบายน้ำโครงการดังกล่าวนี้ยังสามารถเก็บกักน้ำในระบบลำน้ำได้ประมาณ 155 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ โดยเฉพาะช่วงปลายฤดูฝน
“หลักการเหมือนถนน ถ้ารถมากกว่าถนนที่มีอยู่ก็ต้องสร้างทางด่วนหรือทางใหม่ น้ำก็เหมือนกัน ถ้าทางน้ำรองรับไม่พอน้ำก็ต้องล้น เราจึงต้องมีทางน้ำเพิ่ม”
ฝั่งตะวันตกเร่งขุดลอก น.ท่าจีน
ส่วนฝั่งตะวันตก กรมมีแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ซึ่งปัจจุบันมีระบบชลประทานเดิมรองรับอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นประตูพลเทพ ประตูบรมธาตุ ซึ่งเป็นกลไกในการบริหารจัดการน้ำของพื้นที่ แต่อย่างไรก็ตาม ระบบระบายน้ำฝั่งตะวันตกยังจำเป็นต้องปรับปรุง โดยเฉพาะแม่น้ำท่าจีน ซึ่งต้องเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำให้มากขึ้น เน้นการใช้ประโยชน์จากระบบทางน้ำเดิม ควบคู่กับการขุดลอกและปรับปรุงจุดที่เป็นอุปสรรคต่อการไหลของน้ำ โดยยังต้องพิจารณาความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่
สำหรับพื้นที่ฝั่งตะวันออก ระบบระบายน้ำมีความเชื่อมโยงระหว่างลุ่มน้ำนครนายก ปราจีนบุรี บางปะกง และพื้นที่ปทุมธานี โดยเฉพาะรังสิต ซึ่งต้องประสานการบริหารจัดการน้ำไม่ให้การระบายจากพื้นที่หนึ่งไปเพิ่มผลกระทบให้อีกพื้นที่หนึ่ง
“การระบายน้ำข้ามจังหวัดต้องมีตัวกลางช่วยบริหารจัดการให้เกิดความสมดุล เพราะถ้าระบายน้ำจากนครนายกผ่านคลองรังสิต ก็ต้องพิจารณาด้วยว่าจะกระทบรังสิตหรือกรุงเทพฯ อย่างไร”
ดังนั้น จึงต้องอาศัยการประสานงานระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยงานท้องถิ่น กรมชลประทาน และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เพื่อให้การตัดสินใจระบายน้ำสอดคล้องกับสถานการณ์ของแต่ละพื้นที่
ใต้เฝ้าระวังฝนหนัก-ชุมชนเมือง
ส่วนการรับมือน้ำท่วมภาคใต้ เนื่องจากหลายพื้นที่อยู่ใกล้ทะเลและมีทางระบายน้ำตามธรรมชาติ ทำให้น้ำสามารถไหลออกสู่ทะเลได้ค่อนข้างเร็ว แต่ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่ชุมชนเมือง ซึ่งมีลำน้ำไหลผ่าน โดยต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่นครศรีธรรมราช ชุมพร และอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
ทั้งนี้ ปัญหาที่ต้องเผชิญมีทั้งเมืองขยายตัว สิ่งกีดขวางทางน้ำ และลักษณะฝนที่ตกหนักในช่วงเวลาสั้น ๆ ซึ่งบางครั้งมีปริมาณสูงกว่า 200-300 มิลลิเมตรภายใน 24 ชั่วโมง จนเกินความสามารถของโครงสร้างระบายน้ำ ต่อให้มีการบริหารจัดการที่ดีก็ยังมีข้อจำกัด
“ดังนั้น การรับมือจึงต้องให้ความสำคัญกับระบบแจ้งเตือนภัย โดยต้องสามารถแจ้งเตือนให้ตรงพื้นที่ ตรงเวลา และสอดคล้องกับระดับความรุนแรงของสถานการณ์ เพื่อให้ประชาชนเตรียมพร้อมและลดความสูญเสีย”
สำหรับหาดใหญ่ แม้จะมีระบบคลองระบายน้ำ ร.1 รองรับอยู่แล้ว แต่ยังต้องพิจารณาแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพในบางพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณที่น้ำสามารถไหลเข้าสู่เขตเมืองได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งคลอง ร.1 มีขีดความสามารถประมาณ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่ถ้าปริมาณน้ำมากเกินกว่านั้นก็ต้องใช้การบริหารจัดการและการแจ้งเตือนควบคู่กันไป
งบฯจำกัด ต้องจัดลำดับโครงการ
แม้กรมชลประทานมีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก แต่ข้อจำกัดสำคัญคือ วงเงินงบประมาณที่ได้รับในแต่ละปี ซึ่งต่ำกว่าคำขอที่เสนอไป เบื้องต้นที่ของบฯ กว่า 300,000 ล้านบาท ขณะที่วงเงินที่ได้รับอยู่ในระดับ 67,000-80,000 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ภารกิจของกรมชลประทานแบ่งเป็น 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การสร้างแหล่งน้ำใหม่เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำให้ภาคเกษตร การพัฒนาระบบระบายน้ำเพื่อป้องกันผลกระทบต่อชุมชนเมือง และการเพิ่มประสิทธิภาพระบบชลประทานเดิม
“เราต้องบริหารจัดการ โดยเรียงลำดับความสำคัญโครงการ และเลือกดำเนินการในส่วนที่จำเป็นก่อน เพราะหน้าที่หลัก คือ การสร้างน้ำต้นทุนให้ภาคเกษตร และพยายามขยายพื้นที่ชลประทานให้ได้มากที่สุด”
แต่เมื่อสถานการณ์น้ำท่วมและภัยแล้งมีความผันผวนมากขึ้น ความจำเป็นในการลงทุนโครงสร้างระบายน้ำและการปรับปรุงระบบเดิมก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย งบประมาณมีข้อจำกัด เราจึงต้องพิจารณาว่าโครงการไหนมีความพร้อม และโครงการไหนจำเป็นต้องแก้ปัญหาก่อน เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประโยชน์มากที่สุด
แม้หลายพื้นที่จะเผชิญน้ำท่วม แต่กรมต้องเตรียมน้ำต้นทุนรองรับฤดูแล้งปี 2570 โดยปัจจุบันมีน้ำเก็บกักประมาณ 44,000 ล้านลูกบาศก์เมตร
“ในเขตชลประทานผมยังมั่นใจว่าเรามีน้ำเพียงพอ โดยวางแผนใช้น้ำประมาณ 27,000 ล้านลูกบาศก์เมตร และสำรองไว้อีก 16,000 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถรองรับการทำนาปรังได้ประมาณ 9 ล้านกว่าไร่”
แต่พื้นที่นอกเขตชลประทาน โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังมีความเสี่ยงภัยแล้ง เนื่องจากอ่างเก็บน้ำหลายแห่งมีน้ำอยู่เพียงประมาณ 50% กว่า โดยเฉพาะภาคอีสาน เราจึงต้องให้ความสำคัญกับการจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตรให้เหมาะสมกับน้ำต้นทุน
“จะเก็บน้ำอย่างเดียวจนเสี่ยงความปลอดภัยของเขื่อนก็ไม่ได้ หรือจะระบายน้ำอย่างเดียวโดยไม่สนใจประชาชนท้ายน้ำก็ไม่ได้ ต้องบริหารให้สมดุล เพราะประชาชนต้องเป็นหนึ่ง”