เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สมาพันธ์เอสเอ็มอีฯ ผนึก ม.ราชภัฏเชียงใหม่ ขนสินค้าไอเดียสร้างสรรค์จากชุมชน บุกงาน Lanna Expo 2026
เศรษฐกิจภูมิภาค สมาพันธ์เอสเอ็มอีฯ ผนึก ม.ราชภัฏเชียงใหม่ ขนสินค้าไอเดียสร้างสรรค์จากชุมชน บุกงาน Lanna Expo 2026
น้ำท่วมปราจีนฯ ประมงขาดทุนยับ จี้รัฐเร่งเยียวยาต่อลมหายใจเกษตรกร
เศรษฐกิจภูมิภาค น้ำท่วมปราจีนฯ ประมงขาดทุนยับ จี้รัฐเร่งเยียวยาต่อลมหายใจเกษตรกร
จับตาประชุมข้างเคียง IMF ฟินเทคญี่ปุ่น ชู “เงินโทเค็น” โหมดึง ทุนไทย-อาเซียน ลงโตเกียว
Tech จับตาประชุมข้างเคียง IMF ฟินเทคญี่ปุ่น ชู “เงินโทเค็น” โหมดึง ทุนไทย-อาเซียน ลงโตเกียว
มาถึงไทย ประธานเฟด-ผู้ว่าฯ ธปท. โพสต์ภาพคู่เผยหารือสร้างสรรค์
Finance มาถึงไทย ประธานเฟด-ผู้ว่าฯ ธปท. โพสต์ภาพคู่เผยหารือสร้างสรรค์
ไทยโชว์ Soft Power กระหึ่มโลก! ยกเวที ‘THAI FIGHT’ แลกหมัด กลางงานประชุม IMF-World Bank 2026
Economic ไทยโชว์ Soft Power กระหึ่มโลก! ยกเวที ‘THAI FIGHT’ แลกหมัด กลางงานประชุม IMF-World Bank 2026
ไอคอนคราฟต์ เปิดพื้นที่ 3 ดีไซเนอร์ ชู“Thai Craft Wisdom” สู่ ELLE Fashion Week 2026
Biz Movement ไอคอนคราฟต์ เปิดพื้นที่ 3 ดีไซเนอร์ ชู“Thai Craft Wisdom” สู่ ELLE Fashion Week 2026
หุ้นไทยเกือบหลับ เช้าร่วงหนักตามแรงขายหุ้นเทคฯ ก่อนปิดตลาดได้ “แบงก์-โรงพยาบาล” แบก
Finance หุ้นไทยเกือบหลับ เช้าร่วงหนักตามแรงขายหุ้นเทคฯ ก่อนปิดตลาดได้ “แบงก์-โรงพยาบาล” แบก
เอกนิติ เปรียบไทยเรือลำเล็ก รับมือ 4 พายุใหญ่ ย้ำรักษาวินัย-เสถียรภาพการคลัง
Finance เอกนิติ เปรียบไทยเรือลำเล็ก รับมือ 4 พายุใหญ่ ย้ำรักษาวินัย-เสถียรภาพการคลัง
ก.ล.ต. ฟันโทษทางแพ่งผู้กระทำความผิด 4 ราย ปั่นหุ้น STAR พร้อมห้ามเทรด-นั่งผู้บริหาร
Finance ก.ล.ต. ฟันโทษทางแพ่งผู้กระทำความผิด 4 ราย ปั่นหุ้น STAR พร้อมห้ามเทรด-นั่งผู้บริหาร
กรมข้าวโต้ ‘รถไถ EV คันละ 16 ล้าน’ ไม่จริง ยันยังอยู่ขั้นศึกษา-ตัวเลขโดดถูกปัดตกตั้งแต่กรม
Economic กรมข้าวโต้ ‘รถไถ EV คันละ 16 ล้าน’ ไม่จริง ยันยังอยู่ขั้นศึกษา-ตัวเลขโดดถูกปัดตกตั้งแต่กรม
ดูทั้งหมด

“เรืองไกร” ร้องนายกฯสอบตัวเลขจำนำข้าว ชี้ หน่วยงานรัฐให้ข้อมูลไม่ตรง-ไม่ได้ยุติจริง

03 ก.ย. 2561 | 11:23น.

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 3 กันยายน ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย (พท.) ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้า คสช. และประธาน นบข. เรื่องขอให้ตรวจสอบข้อมูลของหน่วยงานรัฐที่ออกมาชี้แจงผลขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าวไปต่างๆนานา นั้น ทำไมจึงไม่ตรงกันและไม่มีข้อยุติ ดังนั้น ท่านในฐานะผู้ออกคำสั่ง คสช. ที่ 176/2557 และคำสั่ง นบข. ที่ 2/2557 ควรจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบสั่งการหรือดำเนินการต่อไป อย่างไร หรือไม่

โดยนายเรืองไกร กล่าวว่า ข้อความที่ผู้ว่า สตง. ชี้แจงเกี่ยวกับมติ ครม. เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2555 นั้น เป็นเพียงการอนุมัติให้กระทรวงพาณิชย์แต่งตั้งคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555 เท่านั้น หาใช่การปิดโครงการรับจำนำข้าวทั้งหมดแต่อย่างใด ต่อมามีการจัดทำบัญชีโครงการรับจำนำข้าวภายหลังการยึดอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช. ได้ออกคำสั่ง คสช. ที่ 176/2557 เรื่อง การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการจัดทำบัญชีข้าวคงเหลือของรัฐ ลงวันที่ 6 มิถุนายน 2557 ซึ่งมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานอนุกรรมการ และมีอธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นอนุกรรมการและเลขานุการ โดยมีอำนาจพิจารณาจัดทำบัญชีปริมาณข้าวคงเหลือของรัฐ ทั้งปริมาณการรับ ปริมาณการจ่าย โดยแยกตามชนิดข้าว และการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวนเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2557

พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะประธานกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว(นบข.) ได้ออกคำสั่ง นบข. ที่ 2/2557 เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่ผ่านมาของรัฐบาล ซึ่งมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานอนุกรรมการ และมีรองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ โดยมีหน้าที่พิจารณาบริหารจัดการเงินกู้จนกว่าจะชำระแล้วเสร็จ และสรุปภาระหนี้สิน ได้แก่ เงินต้น ดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่ผ่านมาของรัฐบาล รวมทั้งกำหนดแนวทางการจัดหาเงินทุนเพื่อชำระหนี้คืนให้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ดังนั้น การปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่ผ่านมาของรัฐบาล จึงมิได้มาจากมติ ครม. เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2555 เพียงอย่างเดียวดังที่ผู้ว่า สตง. ชี้แจง ซึ่งเรื่องนี้ ผู้ว่า สตง. ก็คงทราบดีอยู่แล้ว เพราะตอนที่เป็นรองผู้ว่าฯ ก็เคยเบิกความต่อศาลฎีกาถึงคำสั่ง นบข. ที่ 2/2557 มาก่อนแล้ว

โดยปรากฏในคำเบิกความพยานโจทก์ของนายประจักษ์ บุญยัง เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2559 หน้า 36 โดยมีความส่วนหนึ่งว่า “และเมื่อทราบว่าคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ ดำเนินการปิดบัญชีโครงการ ณ วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 และ ณ วันที่ 30 กันยายน 2557 แล้วเสร็จ สตง. จึงได้มีหนังสือ ที่ ตผ 0013/2944 ลงวันที่ 5 มิถุนายน 2558 ถึง ปลัดกระทรวงการคลัง ประธานอนุกรรมการปิดบัญชีฯ ขอสำเนารายงานการปิดบัญชีฯ ดังกล่าว ซึ่งอนุกรรมการและเลขานุการคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ ได้มีหนังสือ ธ.ก.ส. ลับ ที่ ฝนร/10499 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2558 ส่งสำเนารายงานการปิดบัญชีและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ณ วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 และสำเนารายงานการปิดบัญชีและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ณ วันที่ 30 กันยายน 2557 มาให้ สตง. ด้วย ปรากฏตามเอกสารการตรวจสอบของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่ผ่านมาของรัฐบาลตามคำสั่งคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว(นบข.) ที่ 2/2557 ลงวันที่ 9 สิงหาคม 2557

จึงเห็นได้ว่าผู้ว่า สตง. รับทราบคำสั่ง นบข. ที่ 2/2557 มาก่อนแล้ว อีกทั้งจะเห็นได้ว่า สตง. ยังไม่ได้ทำการตรวจสอบรับรองว่า รายงานการปิดบัญชีและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ณ วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 และรายงานการปิดบัญชีและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ณ วันที่ 30 กันยายน 2557 นั้น ถูกต้องเป็นไปตามมาตรฐานการบัญชี หรือไม่ ดังนั้น จึงน่าเชื่อได้ว่า ผลขาดทุนของโครงการรับจำนำข้าว สตง. ก็ยังไม่เคยมีการตรวจสอบรับรองตามมาตรฐานการสอบบัญชี แต่อย่างใด

นายเรืองไกร กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 19 ส.ค. 2561 กรมบัญชีกลางเคยชี้แจงที่สรุปได้ว่า รัฐบาลมิได้ลงบัญชีเป็นรายโครงการนั้น อาจไม่ได้ได้มาจากการจัดทำบัญชีแต่อย่างใด เพราะไม่สอดคล้องกับคำเบิกความของน.ส.แน่งน้อย เจริญทวีทรัพย์ คณะทำงานปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว มีข้อที่ชวนสงสัย คือ

1. ณ วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ระบุว่า ข้าวเปลือกนาปี ปี 55/56 มีผลขาดทุน 220,460.12 ล้านบาท(รวม 2 รอบ) แต่ ณ วันที่ 30 กันยายน 2557 กลับระบุว่า ข้าวเปลือกนาปี ปี 55/56 มีผลขาดทุน 217,605.94 ล้านบาท(รวม 2 รอบ) ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ เพราะเมื่อเวลาผ่านไป เหตุใด ผลขาดทุนจึงลดลง แทนที่จะเพิ่มขึ้นตามสภาพข้าวที่เสื่อมตามกาลเวลาเช่นเดียวกับฤดูกาลผลิตอื่น

2.ปริมาณปริมาณสต็อกข้าวคงเหลือ งวดสิ้นสุดวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 มีจำนวน 19.22 ล้านตัน มูลค่า 494,608.15 ล้านบาท และ วันที่ 30 กันยายน 2557 มีจำนวน 17.56 ล้านตัน มูลค่า 197,349.98 ล้านบาท แสดงว่า ปริมาณสต็อกลดลงเพียง 19.22 – 17.56 = 1.66 ล้านตัน แต่มูลค่ากลับลดลงถึง 494,608.15 – 197,349.98 = 297,258.17 ล้านบาท ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ทั้งในเชิงปริมาณและเชิงมูลค่า

ดังนั้น จากข้อมูลดังที่ยกมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า คสช. สั่งให้ทำบัญชีโดยแยกตามชนิดข้าว แต่กรมบัญชีกลางชี้แจงว่า รัฐบาลมิได้ลงบัญชีเป็นรายโครงการ คณะทำงานปิดบัญชีระบุว่า จัดทำข้อมูลแยกเป็นรายโครงการและ โครงการรับจำนำข้าวเปลือกไม่มีการจัดทำบัญชี จึงเป็นหลักฐานที่พิสูจน์เพิ่มเติมจากคำร้องก่อนหน้านี้ว่า โครงการรับจำนำข้าวที่กล่าวอ้างเรื่องการขาดทุนนั้น ข้อมูลมีความไม่สัมพันธ์กัน ดังนั้น การนำผลขาดทุนดังกล่าวไปคิดคำนวณเป็นค่าเสียหาย แล้วออกคำสั่งเรียกจากนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงน่าเชื่อว่า เป็นข้อมูลที่ไม่ตรงกันและยังไม่มีข้อยุติ ตนจึงเรียนมาเพื่อขอให้ตรวจสอบข้อมูลของหน่วยงานรัฐที่ออกมาชี้แจงผลขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าวไปต่างๆนานา นั้น ทำไมจึงไม่ตรงกันและไม่มีข้อยุติ ดังนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้า คสช. ผู้ออกคำสั่ง คสช. ที่ 176/2557 และในฐานะประธาน นบข. ผู้คำสั่ง นบข. ที่ 2/2557 ควรจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบสั่งการหรือดำเนินการต่อไป อย่างไร หรือไม่

ที่มา มติชนออนไลน์

แท็กที่เกี่ยวข้อง

นบข. สตง.