เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ศึกแชมป์ชิงแชมป์สเปน VS อาร์เจนตินาใครชนะก็ได้ใจคนดูทั้งคู่
SD ศึกแชมป์ชิงแชมป์สเปน VS อาร์เจนตินาใครชนะก็ได้ใจคนดูทั้งคู่
‘อิมแพ็ค’ ยกระดับด้านดิจิทัล ปั้นเมืองทองฮับอีเวนต์โลก
Business ‘อิมแพ็ค’ ยกระดับด้านดิจิทัล ปั้นเมืองทองฮับอีเวนต์โลก
นายกฯ โรดโชว์คุย 4 บริษัทชั้นนำจีน ดันไทยฐานผลิต EV–AI
Politics นายกฯ โรดโชว์คุย 4 บริษัทชั้นนำจีน ดันไทยฐานผลิต EV–AI
เปิดเส้นทางฝัน ‘เนเน่ รอยัล’ และพ่อที่ ‘ขายจิตวิญญาณเพื่อลูก’
SD เปิดเส้นทางฝัน ‘เนเน่ รอยัล’ และพ่อที่ ‘ขายจิตวิญญาณเพื่อลูก’
‘ไต้หวัน’ ขยายฟรีวีซ่าไทย 1 ปี ตอบรับกระแสท่องเที่ยวคึกคัก
World ‘ไต้หวัน’ ขยายฟรีวีซ่าไทย 1 ปี ตอบรับกระแสท่องเที่ยวคึกคัก
อธิบดีบัญชีกลาง แจงปมข้าราชการใหม่ จะได้สวัสดิการแบบใหม่ ระบุยังอยู่ขั้นตอนศึกษา รับอนาคตอาจยืดหยุ่นขึ้น
Finance อธิบดีบัญชีกลาง แจงปมข้าราชการใหม่ จะได้สวัสดิการแบบใหม่ ระบุยังอยู่ขั้นตอนศึกษา รับอนาคตอาจยืดหยุ่นขึ้น
นายกฯ เผยนักลงทุนจีน มั่นใจไทย ลั่นจะไม่ให้ทุจริตบั่นทอนความเชื่อมั่น
Politics นายกฯ เผยนักลงทุนจีน มั่นใจไทย ลั่นจะไม่ให้ทุจริตบั่นทอนความเชื่อมั่น
มั่นใจเต็มร้อย “มรดกโลกเชียงใหม่” เน้นย้ำคุณค่าและความยั่งยืน
เศรษฐกิจภูมิภาค มั่นใจเต็มร้อย “มรดกโลกเชียงใหม่” เน้นย้ำคุณค่าและความยั่งยืน
รบ.ปรับแผนศึกษา ‘แลนด์บริดจ์’ เชื่อมระบบราง-ถนน อัพเกรดท่าเรือระนอง-ชุมพร
Politics รบ.ปรับแผนศึกษา ‘แลนด์บริดจ์’ เชื่อมระบบราง-ถนน อัพเกรดท่าเรือระนอง-ชุมพร
รัฐบาลเร่งเครื่องดึงการลงทุนจีน นายกฯ เปิด BOI เฉิงตู ชวนมาปักหมุดไทย
Politics รัฐบาลเร่งเครื่องดึงการลงทุนจีน นายกฯ เปิด BOI เฉิงตู ชวนมาปักหมุดไทย
ดูทั้งหมด

GPSC กรณีศึกษา “ควบรวมธุรกิจ” ต้องแจ้ง ?-

17 ก.ย. 2561 | 07:00น.

คอลัมน์ ชั้น 5 ประชาชาติ

โดย กษมา ประชาชาติ

จากกรณีบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ ปตท.เข้าซื้อหุ้น 69.11% ของบริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) หรือ GLOW ทำให้หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า กรณีนี้เป็นการควบรวมธุรกิจที่จะส่งผลทำให้ GPSC มี “อำนาจเหนือตลาด” ในธุรกิจผลิตไฟฟ้า ซึ่งตามกระบวนการต้องขออนุญาตสำนักงานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า หรือคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) พิจารณาให้ข้อสรุปว่าดีลนี้จะสามารถทำได้หรือไม่

ประเด็นนี้มีความน่าสนใจเพราะเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายฉบับใหม่ “พ.ร.บ.ว่าด้วยการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560” ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2560 แทน พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันในธุรกิจ โดยมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงใน 2 ประเด็น คือ “การควบรวมธุรกิจ” และ “การมีอำนาจเหนือตลาด”

ตามกฎหมายเดิม (ปี’42) มีมาตรา 26 ระบุว่า ห้ามผู้ประกอบการรวมธุรกิจอันจะก่อให้เกิดการผูกขาดหรือไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า ขณะที่กฎหมายใหม่ (ปี’60) กำหนดเรื่องนี้ไว้ในมาตรา 51-52 โดยระบุว่า หากการรวมธุรกิจมีผลทำให้เกิด “การผูกขาด หรือการเป็นผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอำนาจเหนือตลาด” ต้องขออนุญาตคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า แต่หากเป็นการควบรวมที่มีผลทำให้เกิด “การลดการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญ” ต้องแจ้งให้ทราบภายใน 7 วัน นับแต่วันรวมธุรกิจ

ไฮไลต์สำคัญ คือ จะรู้ได้อย่างไรว่าผูกขาดหรือแค่ลดการแข่งขัน ?

ประเด็นนี้ผู้ประกอบการต้องเป็นผู้วินิจฉัยเองว่าธุรกิจของตัวเองที่จะควบรวมนั้นเข้าข่ายจะต้องขออนุญาต หรือแค่แจ้งให้ทราบเท่านั้น ถ้าผู้ประกอบการยังไม่แน่ใจสามารถใช้บริการขอคำวินิจฉัยเบื้องต้นจากคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าได้

มีจุดที่น่าสนใจอีกประการ คือ ในการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ยังมีอุปสรรคตรงที่ว่า “หากตรวจสอบพบในภายหลังว่าดีลควบรวมนั้นมีอำนาจผูกขาดจะต้องยกเลิกการควบรวม” ซึ่งเท่ากับว่าแต่งงานกันไปแล้วต้องหย่า หากเป็นเช่นนั้นจะเสียหายอย่างมากเพราะต้องมาแบ่งสินสมรสกันอีก

แต่ทว่ากติกา “หลักเกณฑ์สำหรับการควบรวมธุรกิจ” ตามกฎหมายแข่งขันทางการค้าฉบับใหม่ยังไม่ได้มีการประกาศมาบังคับใช้ เพราะกฎหมายอยู่ระหว่างการตั้งไข่ และกำลังเลือกคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าชุดใหม่ เท่ากับช่วงนี้เป็นช่วงสุญญากาศ

ถึงแม้ว่าหากกำหนดหลักเกณฑ์การควบรวมธุรกิจออกมาแล้วก็ยังมีปัจจัยสำคัญที่จะต้องพิจารณาในรายละเอียดให้เกิดความชัดเจน ได้แก่ “การกำหนดขอบเขตตลาดที่เกี่ยวเนื่องในสินค้าหรือบริการชนิดเดียวกันหรือสามารถทดแทนกันได้” ซึ่งจะมีผลต่อการพิจารณา “ส่วนแบ่งตลาดที่จะเป็นตัวชี้วัดว่าธุรกิจนั้นมีอำนาจเหนือตลาดหรือไม่” ยกตัวอย่างเช่น ขอบเขตของธุรกิจค้าปลีก หากรวมธุรกิจค้าปลีกทุกประเภทก็จะได้ส่วนแบ่งการตลาดที่แตกต่างจากกรณีที่พิจารณาขอบเขตเฉพาะธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ เป็นต้น

ดังนั้น ในคำอธิบายของ ปตท.จึงออกมาในแนวทางที่ว่า GPSC ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ ปตท.ประกอบธุรกิจผลิตไฟฟ้า มีกำลังการผลิตประมาณ 1,900 เมกะวัตต์ และเมื่อควบรวมกับบริษัท GLOW ซึ่งมีกำลังผลิตไฟฟ้าอยู่ประมาณ 3,000 กว่าเมกะวัตต์ แล้วจะทำให้บริษัทที่ควบรวมมีกำลังผลิตรวมกัน 5,000 เมกะวัตต์ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% หากเทียบกับปริมาณไฟฟ้าที่ประเทศไทยผลิตไฟฟ้าได้ปีละ 30,000-40,000 เมกะวัตต์ ถือว่าเป็นสัดส่วนไม่มาก

และผลการควบรวมทำให้ GPSC ขึ้นมาอยู่ในอันดับ 3 ในธุรกิจนี้ แต่หากนับรวมการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยทาง GPSC จะกลายเป็นอันดับที่ 5 จากจำนวนผู้ผลิตในธุรกิจนี้ที่มีมากกว่า 30 ราย ซึ่งเป็นการปิดจุดที่ว่าดีลนี้ไม่ได้ทำให้ GPSC มีอำนาจเหนือตลาด

ส่วนประเด็นที่ว่าเมื่อ GPSC มีอำนาจเหนือตลาดแล้วผิดหรือไม่ ? เป็นคนละประเด็นกัน ซึ่งก่อนอื่นผู้อ่านต้องเข้าใจก่อนว่าการมีอำนาจเหนือตลาดไม่ใช่เรื่องผิด เพราะหากเราสามารถประกอบธุรกิจเจริญเติบโตได้ ไม่ได้แปลว่าเราผิด แต่เราจะทำธุรกิจจนมีอำนาจเหนือตลาดแล้ว ใช้อำนาจนั้นรังแกรายเล็ก จำกัดการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม กรณีนี้จึงจะมีความผิดซึ่งเป็นอีกสเต็ปหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม สำนักงานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าคงจะไม่พิจารณาดีล ปตท.ตาม พ.ร.บ.
แข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 เพราะถือว่าเป็นธุรกิจที่มีกฎหมายเฉพาะกำกับดูแลแล้ว ฉะนั้น การพิจารณาประเด็นนี้จึงขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ว่าจะพิจารณาสรุปอย่างไร

รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ อย่าลืมกดติดตาม
และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์ ทันสมัย-ทันใจ
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
ทั้งระบบ ios และ android

อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”