บอร์ดอีอีซีเห็นชอบ 4 โปรเจ็กต์ “อู่ตะเภา-MRO-แหลมฉบังเฟส 3-มาบตาพุดเฟส 3” รวม 470,035 ล้านบาท รวบเสนอ ครม.เห็นชอบและออกทีโออาร์จบในเดือน ต.ค.นี้
นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 4/2561 ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เห็นชอบหลักการการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของอีอีซีที่สำคัญ (EEC Project List) อีก 4 โครงการที่เหลือ หลังจากที่ได้เห็นชอบโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินไปแล้วก่อนหน้านี้ ขั้นตอนต่อไปจะนำทั้ง 4 โครงการ เสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบ เพื่อดำเนินการออกประกาศทีโออาร์ ซึ่งทั้งหมดจะดำเนินการให้จบภายในเดือน ต.ค.นี้
สำหรับ 4 โครงการที่เหลือ ได้แก่ 1.โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา เงินลงทุนรวม 290,000 ล้านบาท 2.โครงการศูนย์ซ่อมอากาศยานอู่ตะเภา เงินลงทุนรวม 10,588 ล้านบาท 3.โครงการท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 เงินลงทุนรวม 114,047 ล้านบาท และ 4.โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 เงินลงทุนรวม 55,400 ล้านบาท โดยทุกโครงการจะมีรูปแบบลงทุนแบบ PPP Net Cross โดยจะเปิดประกวดราคาแบบให้เอกชนต่างชาติเข้ามาร่วมด้วย (International Bidding)
เมื่อรวมเงินลงทุนทั้ง 4 โครงการกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินก่อนหน้านี้แล้ว ก็จะมีมูลค่าลงทุนรวมทั้งหมด 652,559 ล้านบาท แบ่งเป็นรัฐลงทุน 32% (209,916 ล้านบาท) และเอกชน 68% (442,643 ล้านบาท) สำหรับเกณฑ์การคัดเลือกเอกชนที่จะเป็นผู้เข้าร่วมทุนกับรัฐนั้น จะเลือกเอกชนที่เสนอผลตอบแทนให้รัฐมากที่สุด อย่างกรณีสนามบินก็กำหนดไว้ว่า จะต้องเสนอผลตอบรับให้รัฐอย่างน้อย 5% ถ้าต่ำกว่านี้ก็ไม่ให้ แต่ใครให้เกิน 5% เราก็จะพิจารณาก่อน
ส่วนรายละเอียดแต่ละโครงการ โครงการสนามบินอู่ตะเภาเงินลงทุนรวม 290,000 ล้านบาท (รัฐ 17,768 ล้านบาท/เอกชน 272,232 ล้านบาท) มีกองทัพเรือ (ทร.) เป็นเจ้าของโครงการ มีเป้าหมายที่จะพัฒนาเป็นสนามบินนานาชาติรองรับผู้โดยสารได้ 60 ล้านคน/ปี
โดยรัฐจะลงทุนทางวิ่งที่ 2 (Runway) และทางขับ (Taxi Way) ไว้ให้ มีกิจกรรม 6 ประเภท 1.อาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 2.ศูนย์ธุรกิจการค้า และการขนส่งภาคพื้น 3.ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (ระยะที่ 2 นอกเหนือจากระยะแรก 500 ไร่) 4.คาร์โก้ หรือเขตพื้นที่การค้าเสรี (Cargo Village or Free Trade Zone) 5.ศูนย์ธุรกิจขนส่งโลจิสติกส์ (Cargo Complex) และ 6.ศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรด้านการบินและอวกาศ คาดว่าจะเอกชนผู้ร่วมทุนในเดือน ก.พ.2562 ดำเนินการก่อสร้าง 5 ปี คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2566 มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 189,999 ล้านบาท และมีผลตอบแทนโครงการอยู่ที่ 193,612 ล้านบาท (รัฐ 119,353 ล้านบาท/เอกชน 74,259 ล้านบาท)
โครงการศูนย์ซ่อมอากาศยานอู่ตะเภา (MRO-Maintenance Repair and Overhaul) เงินลงทุนรวม 10,588 ล้านบาท (รัฐ 6,333 ล้านบาท/เอกชน 4,255 ล้านบาท) มีบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เป็นเจ้าของโครงการ มีกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง 4 ประเภท 1.รองรับการซ่อมใหญ่อากาศยาน (Heavy Maintenance) 2.รองรับการซ่อมบำรุงอากาศยานระดับลานจอด (Line Maintenance) 3.การพ่นสีอากาศยานและส่วนประกอบอื่นๆ (Aircraft Painting) คาดว่าจะได้ตัวเอกชนร่วมทุนในเดือน ธ.ค.2562 ใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี แล้วเสร็จในปี 2565 มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 22,100 ล้านบาท และมีผลตอบแทนโครงการ 38,872 ล้านบาท (รัฐ 36,000 ล้านบาท/ เอกชน 2,872 ล้านบาท)
โครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 เงินลงทุนรวม 114,047 ล้านบาท มีการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เป็นเจ้าของโครงการ เพื่อขยายให้เป็นท่าเรือภูมิภาคที่สามารถรับความจุสินค้าจาก 11 ล้านTEU เป็น 18 ล้านTEU แบ่งการพัฒนาเป็น 2 เฟส คือ เฟสแรกพัฒนาพื้นที่บริเวณโซน F1 และ F2 ก่อน และเฟสหลังโซน E0, E1 และ E2 เนื่องจากพื้นที่โซน E จะต้องดำเนินการถมทะเลให้เสร็จก่อน แต่เนื่องจากการถมทะเลใช้ดินเลนเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งต้องใช้เวลานานในการปรับสภาพให้เหมาะกับการพัฒนา โดยการถมทะเล กทท.จะเป็นผู้ดำเนินการ สำหรับพื้นที่โซน F ใช้เงินลงทุนรวม 84,361 ล้านบาท (รัฐ 53,490 ล้านบาท/เอกชน 30,871 ล้านบาท) ส่วนท่าเรือโซน E เอกชนจะต้องลงทุนเพิ่มอีก 29,686 ล้านบาท โดยรัฐไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่มอีก
โดยมีกำหนดได้เอกชนผู้ร่วมลงทุนในเดือน ก.พ.2562 คาดว่าจะเปิดดำเนินการได้ในปี 2566 มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 180,000 ล้านบาท และมีผลตอบแทนโครงการ 76,078 ล้านบาท (รัฐ 73,358 ล้านบาท/เอกชน 2,720 ล้านบาท)
และโครงการท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3 เงินลงทุนรวม 55,400 ล้านบาท (รัฐ 12,900 ล้านบาท/เอกชน 42,500 ล้านบาท) มีการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เป็นเจ้าของโครงการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและความจุในการขนถ่ายก๊าซธรรมชาติ 10.8 ล้านตัน/ปี และสินค้าเหลว 4 ล้านตัน/ปี ให้เป็นท่าเรืออุตสาหกรรมในระดับภูมิภาค แบ่งการดำเนินการออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะแรกโครงการท่าเรือก๊าซ 47,900 ล้านบาท และระยะที่ 2 โครงการท่าเรือสินค้าเหลวและพื้นที่คลังสินค้า 7,500 ล้านบาท ซึ่งในส่วนหลังเอกชนจะเป็นผู้ลงทุนทั้งหมด คาดว่าจะได้เอกชนผู้ร่วมทุนลงทุนในเดือน ม.ค.2562 และจะเปิดดำเนินการได้ในปี 2568