มหากาพย์ปัญหาการยื่นขอจดสิทธิบัตรสารกัญชาโดยบริษัทต่างชาติ กลายเป็นกระแสที่ทุกภาคส่วนให้ความสนใจ พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตว่า หากรับจดสิทธิบัตรจะทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ที่จะนำกัญชามาเป็นส่วนประกอบการรักษาโรค ในห้วงเวลาที่ประเทศกำลังยกร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ในการแพทย์นั้นอยู่ในชั้นพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) คาดว่าจะผ่านการพิจารณาและออกมาเป็นกฎหมายในไม่ช้า
นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาชี้แจงต่อสังคมในฐานะที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เป็นหน่วยงานที่รับยื่นจดสิทธิบัตรว่า ขณะนี้ได้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบกรณีดังกล่าว โดยมีนายบุณยฤทธ ิ์กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน และให้เวลา 2 สัปดาห์ พร้อมทั้งยืนยันว่า กฎหมายสิทธิบัตรเป็นกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เป็นไปเพื่อส่งเสริมค้นคว้าวิจัยสิ่งประดิษฐ์ จึงไม่กระทบต่อการคิดค้นสารสกัดกัญชาเพื่อใช้ต่อยอดในการพัฒนายาแน่นอน
โดยปัจจุบันคำขอจดสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้มี 11 คำขอ และมีการละทิ้งคำขอภายหลังจากประกาศโฆษณาไปแล้วไม่มายื่นให้ตรวจสอบความใหม่ 2 คำขอ (0201004306 สารสกัดกัญชาที่ใช้สำหรับยับยั้งการหย่อนยานของกล้ามเนื้อหูรูด) และ 0901002472 สารสกัดกัญชาในการรักษามะเร็ง) และพิจารณายกเลิก 1 คำขอ (1101003758 ซึ่งเป็นคำขอถือสิทธิสารสกัดแคนนาบิไดออล (CBD) ซึ่งเป็นสารสกัดจากกัญชาใช้ในการรักษาโรคชัก) โดยอาศัยมาตรา 30 พ.ร.บ.สิทธิบัตรในการพิจารณายกเลิกคำขอสิทธิบัตร เนื่องจากเป็น “สารสกัดกัญชา” ซึ่งเข้าข่ายมาตรา 9 (1) ภายใต้ พ.ร.บ.สิทธิบัตร หมายถึง เป็นสารสกัดที่มาจากพืช หรือสัตว์ ซึ่งกฎหมายจะไม่คุ้มครอง (ไม่รับจด)
ส่วนที่เหลือ 8 คำขอที่อยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาให้สิทธิบัตร โดยทั้ง 8 คำขอนั้น จากการตรวจสอบเบื้องต้นไม่ใช่สารสกัดกัญชาแต่เป็นการใช้สารสกัดกัญชาเป็นองค์ประกอบในการดำเนินการ จึงไม่เข้าข่ายผิดมาตรา 9 พ.ร.บ.สิทธิบัตร ซึ่งในจำนวนนี้อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบการประดิษฐ์ 5 คำขอ และประกาศโฆษณาอีก 3 คำขอ
ทั้งนี้ เมื่อย้อนไปถึงต้นตอการยื่นคำขอจดสิทธิบัตรสารสกัดจากกัญชาเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2553 เป็นการยื่นโดยผ่านระบบสนธิสัญญาความร่วมมือด้านสิทธิบัตร (Patent Cooperation Treaty : PCT) ซึ่งไทยเป็นสมาชิก เมื่อปี 2551 ซึ่งเป็นช่องทางที่เปิดโอกาสให้ผู้วิจัยสามารถยื่นคำขอจดสิทธิบัตรไปยังประเทศสมาชิก 148 ประเทศเพื่อลดต้นทุนและระยะเวลาในการยื่นคำขอ แต่การจะรับจดสิทธิบัตรหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับกระบวนการภายในของแต่ละประเทศที่จะพิจารณาตามกฎหมายของประเทศนั้น ๆ
สำหรับขั้นตอนการพิจารณาสิทธิบัตรของประเทศไทยต้องใช้ระยะเวลา 5 ปี ในการพิจารณาว่าจะรับจดสิทธิบัตรและคุ้มครองงานนั้นหรือไม่ เนื่องจากมีกระบวนการที่ต้องพิจารณาตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (ตามกราฟิก) อย่างไรก็ตาม ด้วยจำนวนคำขอจดสิทธิบัตรและลิขสิทธิ์ค้าง (แบ็กล็อก) ที่มีจำนวน 100,000 คำขอ ซึ่งส่วนหนึ่งผ่านมาทางระบบ PCT ถือเป็นประเด็นที่กรมทรัพย์สินทางปัญญายังแก้ไม่ตก เพราะขาดผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบงานประดิษฐ์ งานวิจัย โดยเฉพาะงานด้านวิทยาศตร์เฉพาะสาขาวิชา แม้ว่าก่อนหน้านี้ภาครัฐจะพิจารณาเพิ่มบุคลากรเข้ามาช่วยในส่วนนี้แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาแบ็กล็อกได้ และที่สำคัญยังมีคำขอใหม่ที่ยื่นเพิ่มเติมมากขึ้นซึ่งถือว่ายังเป็นปัญหาระยะยาว
การที่นายสนธิรัตน์ออกมาประกาศยกเลิกคำขอ 1 เรื่อง อาจเรียกว่าเป็นจังหวะการพักยก แต่ไม่ใช่ทางออกของดราม่า เนื่องจากปัญหาข้อเรียกร้องของภาคประชาสังคมนั้น ไม่เพียงขอให้ยกเลิกคำขอสิทธิบัตรสารสกัดจากพืชในมาตรา 9 (1) เท่านั้น แต่ยังเรียกร้องให้ยกเลิกการให้สิทธิบัตรการใช้สารสกัดกัญชาในกระบวนการรักษา ตามหลักมาตรา 9 (4) วิธีการวินิจฉัย บำบัด หรือรักษาโรคมนุษย์ หรือสัตว์ และมาตรา 9 (5)
การประดิษฐ์ที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีอนามัย หรือสวัสดิภาพของประชาชน ดังนั้นจะจบดราม่าได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาหาข้อสรุปคำขอสิทธิบัตรอีกบางคำขอที่ยังเหลือ และการแสดงความบริสุทธิ์ใจในการตรวจสอบ รวมถึงวางบรรทัดฐานการทำงานของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ว่าจะออกมาในรูปแบบใด ซึ่งคงต้องลุ้นอีก 2 สัปดาห์