เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
พระราชินี ทรงเปิดเรือนจำแห่งที่ 29 โครงการกำลังใจในพระดำริ
ข่าวในพระราชสำนัก พระราชินี ทรงเปิดเรือนจำแห่งที่ 29 โครงการกำลังใจในพระดำริ
‘สายการบิน’ เดือดโค้งท้าย อัดเพิ่มความถี่ไฟลต์บินชิงไฮซีซั่น
Business ‘สายการบิน’ เดือดโค้งท้าย อัดเพิ่มความถี่ไฟลต์บินชิงไฮซีซั่น
ทุบสถิติใหม่ มหกรรมหนังสือฯ ยอดขายนิวไฮทะลุ 500 ล้านบาท
Biz Movement ทุบสถิติใหม่ มหกรรมหนังสือฯ ยอดขายนิวไฮทะลุ 500 ล้านบาท
มูลนิธิร่วมน้ำใจต้านภัยเอดส์ เตรียมจัดโบว์ลิ่งการกุศล ส่งต่อมื้ออาหารให้เด็ก
Biz Movement มูลนิธิร่วมน้ำใจต้านภัยเอดส์ เตรียมจัดโบว์ลิ่งการกุศล ส่งต่อมื้ออาหารให้เด็ก
พลิกโฉม All for Education ‘โลกเปลี่ยน การศึกษาต้องเปลี่ยน’
Biz Movement พลิกโฉม All for Education ‘โลกเปลี่ยน การศึกษาต้องเปลี่ยน’
ทิศทางเงินบริจาค Next Step ศุภนิมิตฯงานเพื่อเด็กในสังคมเปราะบาง
SD ทิศทางเงินบริจาค Next Step ศุภนิมิตฯงานเพื่อเด็กในสังคมเปราะบาง
Makro ขยายลูกค้า HORECA ลุ้นปี’69 ยอดขายออนไลน์ทะลุแสนล้าน
Business Makro ขยายลูกค้า HORECA ลุ้นปี’69 ยอดขายออนไลน์ทะลุแสนล้าน
SOAR โอเชี่ยนคลับ หนุนท่องเที่ยวไทยสู่คุณภาพ
Business SOAR โอเชี่ยนคลับ หนุนท่องเที่ยวไทยสู่คุณภาพ
ตรวจหวยวันนี้ ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวด 1 พ.ย. 2569
News ตรวจหวยวันนี้ ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวด 1 พ.ย. 2569
DKSH ชวนผู้หญิงใส่ใจสุขภาพ รู้ทัน 3 โรคใกล้ตัว ตรวจเร็ว ป้องกันได้ ลดภาระสาธารณสุข
Biz Movement DKSH ชวนผู้หญิงใส่ใจสุขภาพ รู้ทัน 3 โรคใกล้ตัว ตรวจเร็ว ป้องกันได้ ลดภาระสาธารณสุข
ดูทั้งหมด

โปรฯไฟไหม้ ฟื้นเศรษฐกิจ (ยั่งยืน)

24 พ.ย. 2561 | 23:05น.

คอลัมน์ สามัญสำนึก

โดย สุดใจ ชาญชาตรีรัตน์

รัฐบาลชุดปัจจุบันเข้ามาพร้อม “คำพูด” และ “นโยบาย” มุ่งการสร้าง “ความยั่งยืน” ให้กับประชาชน ไม่ใช้นโยบาย “ประชานิยม” เหมือนรัฐบาลชุดก่อน ๆ แต่เมื่อเข้ามาบริหารประเทศจริง ๆ ก็คงเข้าใจว่า “ยั่งยืน” นั้นไม่สามารถทำได้ด้วยคำพูด

แม้ว่าหลายปีที่ผ่านมาพยายามขับเคลื่อนการสร้างความ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ให้กับประชาชน แต่ก็ยังเดินทางไปไม่ถึงเป้าหมายเพราะไม่เช่นนั้นรัฐบาลคงไม่ต้องจัดโปรฯไฟไหม้ เกือบแสนล้านกระตุ้นเศรษฐกิจเติมเงินในกระเป๋าคนจนระรัวออกมาในเวลานี้

นอกจากว่าจะมีเหตุผลทางการเมืองอื่น ๆ…ที่ละไว้ในฐานที่เข้าใจกัน

เพราะแพ็กเกจที่ว่าเป็นการเติมกำลังซื้อให้ประชาชนที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (14.5 ล้านคน) ทุกรูปแบบ ถือเป็นการอัพเกรดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่เดิมทำได้แค่การซื้อสินค้าจำเป็นในร้านธงฟ้าประชารัฐ ค่าเดินทาง ค่าแก๊สหุงต้ม

แต่ปัจจุบันยังสามารถกดเงินสดมาใช้ได้ ทั้งเติมเงินให้เพิ่มขึ้น ตั้งแต่ค่าน้ำ 100 บาท ค่าไฟ 230 บาทต่อเดือน ค่าเช่าบ้าน 400 บาทต่อเดือน (อายุ 60 ปีขึ้นไป) ค่าเดินทางไปหาหมอ 1,000 บาทต่อคน ทั้งแจกเงินปีใหม่อีก 500 บาทต่อคน

นอกจากนี้ รัฐบาลยังอนุมัติเติมเงินให้ข้าราชการบำนาญ ช่วยค่าครองชีพเพิ่มเงินเบี้ยหวัดบำนาญให้ถึง 1 หมื่นบาทต่อเดือน (สำหรับคนที่ยังได้ไม่ถึง 1 หมื่นบาท)

แถมเตรียมออกแพ็กเกจ “ช็อปช่วยชาติ เวอร์ชั่น 2” ในช่วงเดือนธันวาคมนี้ให้กลุ่มชนชั้นกลางด้วย เรียกว่าพยายามกระจายให้ทั่วถึง

ขณะที่รองนายกรัฐมนตรี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ให้สัมภาษณ์ว่า มาตรการที่ผ่านการพิจารณาจากคณะรัฐมนตรี (20 พ.ย.) ไม่ได้มีแค่ช่วยผู้ถือบัตรสวัสดิการ มีทั้งการช่วยเหลือเกษตรกรสวนยาง ช่วยเหลือคนชรา ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย รวมถึงข้าราชการบำนาญ ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นการช่วยเหลือคนกลุ่มต่าง ๆ ที่คิดมานานแล้ว

แต่ก็มีคำถามว่า ทำไมต้องสั่งคลอดมาตรการเร่งด่วน โดยให้มีผลช่วงธันวาคม 2561-กันยายน 2562 และทั้งหลายทั้งปวงต้องยอมรับว่า เป็นมาตรการเติมเงินเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อแบบชั่วคราว นับเป็นเรื่องที่ดีที่ช่วยแบ่งเบาภาระผู้มีรายได้น้อย แต่ก็คงไม่สามารถทำให้ประชาชนมีความมั่งคั่ง ยั่งยืนได้ตามสโลแกน

แม้หลายโครงการของรัฐบาลพยายามสร้างเงื่อนไขเรื่องการอบรมให้กับประชาชน แต่ดูเหมือนว่าในทางปฏิบัติก็ทำเพียงเพื่อให้ผ่านเงื่อนไข โดยไม่ได้มุ่งสร้างทักษะความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง

ขณะที่ผ่านมารองนายกรัฐมนตรีสมคิด และขุนคลังอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ ยืนยันว่า เศรษฐกิจกำลังอยู่ทิศทางขาขึ้น ซึ่งเป็นการขยายตัวจากยอดพีระมิดหรือกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ก่อนเพื่อที่จะดึงให้ฐานรากขยับ แต่จากการที่รัฐบาลอัดสารพัดมาตรการออกมาเหมือนโปรฯไฟไหม้ น่าจะเป็นการยืนยันได้ส่วนหนึ่งว่านโยบายที่รัฐบาลส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการรายใหญ่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพื่อหวังให้เป็นหัวจักรรถไฟขับเคลื่อนเศรษฐกิจนั้นยังส่งต่อไม่ถึงรากหญ้า หรือแม้แต่ชนชั้นกลาง

และแม้ที่ผ่านมารัฐบาลจะมีมาตรการลดหย่อนภาษีรูปแบบต่าง ๆ ไปหลายระลอก โดยเฉพาะเอกชนยักษ์ใหญ่กลุ่มสานพลังประชารัฐ ล่าสุดบีโอไอก็เพิ่งออกมาตรการลดหย่อนภาษีท็อปอัพ และผ่อนเกณฑ์การส่งเสริมการลงทุนให้กับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่เพิ่มเติมอีก เป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้เอกชนลงทุนเพิ่มขึ้น เพราะตัวเลขส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอปีนี้ยังห่างไกลกับเป้าที่รัฐบาลตั้งไว้ 7.2 แสนล้าน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าวันนี้การขยายตัวของธุรกิจยักษ์ใหญ่จะยังไม่ได้ส่งต่อมายังกลุ่มฐานรากอย่างรัฐบาลคาดหวัง

แต่ที่แน่ ๆ วันนี้กำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นในมือประชาชน

ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 14.5 ล้านคน เชื่อว่าจะทำให้ยักษ์ค้าปลีกอย่างเซเว่นอีเลฟเว่น บิ๊กซี เทสโก้ โลตัส ได้อานิสงส์โดยตรงแน่นอน