Skip to content

อนันดา ดึง 3 มหา’ลัยโลก ส่งต่อความรู้ Tech Transfer

29 พ.ย. 2561 | 19:03น.
อนันดา ดึง 3 มหา’ลัยโลก ส่งต่อความรู้ Tech Transfer

ต้องยอมรับว่าการจะทำให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายในการยกระดับผลิตภาพ และความเป็นอยู่ของผู้คน ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 สิ่งสำคัญคือการมีระบบการถ่ายทอดความรู้ด้านเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่าระดับสากล ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือและการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ และสังคม

จึงทำให้บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) และที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ร่วมกันจัดโครงการ “How Cambridge Berkeley Stanford do Tech Transfer” ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยมีตัวแทนจาก 3 มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก ได้แก่ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์, มหาวิทยาลัยเบิร์กลีย์ และมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด มาร่วมแบ่งปันแนวทางปฏิบัติที่ดีสำหรับทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนถ่ายทอดความรู้ทางด้านเทคโนโลยีให้กับผู้นำและนักศึกษามหาวิทยาลัย เพื่อผลักดันให้ประเทศมีการพัฒนาด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งสามารถเริ่มต้นได้จากมหาวิทยาลัยสู่ธุรกิจและสังคมโดยรวม

“ชานนท์ เรืองกฤตยา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การจัดโครงการในครั้งนี้อนันดาฯเองมีความตั้งใจช่วยเรื่องความคิด นวัตกรรม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทก่อตั้งอนันดา เออร์เบินเทค ที่ทำเกี่ยวกับเทคโนโลยี สตาร์ตอัพ นวัตกรรมต่าง ๆ และ accelerate creator ตรงนี้จึงถือเป็น passion องค์กร ทั้งเรื่องของเทคโนโลยี ดิจิทัลไลเซชั่น และดิสรัปชั่น

“จากการเข้าไปลงทุนในประเทศต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งการไปศึกษาหาความรู้เรื่องใหม่ ๆ ทำให้เรารู้จักและมีความสัมพันธ์กับผู้เชี่ยวชาญในระดับโลก จึงเกิดเป็นแนวคิดที่ว่าเราจะให้เขาเหล่านั้นซึ่งมีทักษะประสบการณ์มาช่วยถ่ายทอดความรู้ทางด้านเทคโนโลยี หรือแนวทางปฏิบัติสำหรับทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างไรบ้าง”

“เนื่องจากประเทศไทยมีนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ทำให้หลายฝ่ายมีความกังวลว่าการทรานส์ฟอร์เมชั่นโดยเฉพาะซัพพลายเชนในฝั่งการศึกษา ซึ่งมีทรัพย์สินทางปัญญาเป็นจำนวนมาก อีกทั้งในแวลูเชนของภาคการศึกษา ซึ่งมีบุคลากรมีประสิทธิภาพ มีทักษะสูง ตลอดจนแนวคิดการวิจัยใหม่ ๆ แต่สิ่งเหล่านั้นกลับไม่สามารถเชื่อมโยงกับเอกชนได้ หรือถูกทำให้เป็นเชิงพาณิชย์ได้ ขณะเดียวกัน ภาครัฐ ภาคมหาวิทยาลัย มีความฝัน มีความหวังที่จะขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ไปข้างหน้า แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นสุญญากาศที่ไม่สามารถเชื่อมโยงกับการทำงานระหว่างหน่วยงานกับภาคส่วนอื่น ๆ”

“หลังจากเราพูดคุยกับอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ และมหาวิทยาลัยชั้นนำต่างประเทศ ถึงที่มาที่ไป และเป้าหมายที่ต้องการพัฒนาขับเคลื่อนประเทศ ตลอดจนสิ่งที่อนันดาฯทำในเรื่องของนวัตกรรมเทคโนโลยี จึงทำให้เขาตอบตกลงที่จะมาช่วยผ่านโครงการ How Cambridge Berkeley Stanford do Tech Transfer โดยจะเปิดโอกาสให้ตัวแทนจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในประเทศไทยเข้ามาเรียนรู้ถึงแนวทางปฏิบัติที่ดีจาก 3 มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก เพื่อนำไปปรับใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศได้”

โดยมี “ดร.พอล เจ ซีไบรท์” รองผู้อำนวยการเคมบริดจ์ เอ็นเตอร์ไพรส์ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์, ดร.แครอลมิมูร่า ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยี และผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัยด้านทรัพย์สินทางปัญญา และอุตสาหกรรมมหาวิทยาลัยเบิร์กลีย์ และ แคทเธอรีน คู กรรมการบริหาร สำนักงานใบอนุญาตเทคโนโลยีและสัญญาจ้างอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด

“ชานนท์” กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการ นี้กำหนดให้จัดขึ้นในวันที่ 31 มกราคม 2562 ตั้งแต่เวลา 08.30-18.30 น. ณ อนันดา แคมปัส อาคาร FYI Center และจากการที่คุยกันคาดว่าจะจัดออกมาในรูปแบบของ startup hackathon ด้วยรูปแบบของ design thinking แบ่งเป็นโต๊ะ ระดมความคิดแผนการทำงานต่าง ๆ โดยมี facilitator, mentor ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญจาก 3 มหาวิทยาลัยมาให้คำแนะนำ

“ผมหวังว่าโครงการนี้จะทำให้เรามี roadmap ที่สร้างเป็นเกมแพลน ที่มาจากกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคมหาวิทยาลัย และภาคเอกชน และผมไม่ได้คาดหวังว่าครั้งแรกที่ทำออกมาจะต้องดี และหรือประสบความสำเร็จมาก ๆ แต่เราต้องมีอะไรที่จับต้องได้ ซึ่งอาจจะมี version 1, 2 หรือ 3 พัฒนาและปรับปรุงเรื่อย ๆ เพื่อเป็น solution ทั้งเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา และการถ่ายทอดความรู้ทางด้านเทคโนโลยี”

“ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวเสริมว่า การพัฒนาไปสู่ประเทศที่มีเศรษฐกิจที่มีฐานจากนวัตกรรม ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 เพื่อให้คนไทยมีรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้น และหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางนั้น ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการทำให้เกิดนวัตกรรมต่าง ๆ คือภาคการศึกษา

“โดยเฉพาะในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นแหล่งผลิตบุคลากรที่สำคัญ จึงต้องผลิตคนที่มีทักษะความสามารถที่เลิศ มีความคิดสร้างสรรค์ ทันสมัย ทันโลก และทันเทคโนโลยี ที่สำคัญจะต้องนำงานวิจัย และองค์ความรู้ที่ถูกคิดค้นใหม่ ๆ ไปต่อยอดเป็นนวัตกรรมเพื่อให้เป็นสินค้าในที่สุด (commercialization) ในการลดการนำเข้า และพึ่งพาตนเองให้มากที่สุด วันนี้แม้มหาวิทยาลัยจะมีความพร้อม ทั้งด้านบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน แต่งานวิจัยหรือองค์ความรู้ทางด้านนวัตกรรมกลับถูกนำไปใช้ประโยชน์ไม่ถึง 20%”

“เพราะนวัตกรรมที่มีอยู่ไม่สามารถเชื่อมโยงหรือผลิตเป็นอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นผลมาจากมุมมอง และ mindset ของผู้บริหารและอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ยังมองว่าบทบาทของตนมีเพียงการให้ความรู้ หรือการตีพิมพ์ผลงานวิชาการเท่านั้น ผมคิดว่าอาจจะต้องมีการปรับวิธีการประเมินผลงานของอาจารย์ที่ปัจจุบันเน้นเป็นวิชาการเป็นหลัก มาสู่การพิจารณาหรือการรับรองผลงานที่สร้างนวัตกรรม หรือการวิจัยเชิงพาณิชย์ เพื่อทำให้ผู้ที่ศึกษาเรื่องเหล่านี้สามารถเติบโตได้ และนำไปอ้างอิงได้ ตรงนี้ถือเป็นการกระตุ้นในอีกทางหนึ่งด้วย”

“ศ.คลินิก นพ.อุดม” กล่าวเพิ่มเติมว่า การเชื่อมโยงสู่อุตสาหกรรม หรือการต่อยอดเชิงพาณิชย์จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มีภาคเอกชนเข้ามาร่วม เพราะส่วนใหญ่นวัตกรรมที่สร้างเสร็จมักจะเป็นแค่ไอเดียเริ่มต้นเท่านั้น แต่การจะเปลี่ยนไปเป็นสินค้าได้นั้นต้องมีการทดสอบว่าทำได้จริง หรือมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด และต้องนำไปขยายสู่การเติบโต สุดท้ายจึงเกิดเป็น innovative product, innovative service หรือกลายเป็น mass production ได้ กระบวนการเหล่านี้ต้องใช้เงินงบประมาณมหาศาล ทำให้ต้องร่วมมือ และทำให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชน

“ผมเชื่อว่าการจัดงานครั้งนี้จะป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับการสร้างและการแบ่งปันความรู้ของผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการศึกษาระดับโลก เกี่ยวกับการบริหารจัดการ และการสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี ระหว่างภาคการศึกษาและภาคเอกชน”

จึงนับเป็นการสร้าง ecosystem ของการค้นคว้าวิจัย และพัฒนานวัตกรรม เพื่อสร้างคุณค่าแก่ภาคเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว