เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
กลุ่มบริษัทSMS จัดงานมันดี มีคุณภาพฯ อบรมเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง จ.ชัยภูมิ
เศรษฐกิจภูมิภาค กลุ่มบริษัทSMS จัดงานมันดี มีคุณภาพฯ อบรมเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง จ.ชัยภูมิ
ราคาทองวันนี้ (19 ต.ค. 69) พุ่งขึ้น 250 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 67,150 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (19 ต.ค. 69) พุ่งขึ้น 250 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 67,150 บาท
สยามพิวรรธน์ ร่วมต้อนรับคู่สมรสรัฐมนตรีและผู้ว่าการธนาคารกลาง งาน IMF & World Bank
Biz Movement สยามพิวรรธน์ ร่วมต้อนรับคู่สมรสรัฐมนตรีและผู้ว่าการธนาคารกลาง งาน IMF & World Bank
เปิด 5 พิกัดเสพมู้ด Old Hong Kong สุดฮิต
Biz Movement เปิด 5 พิกัดเสพมู้ด Old Hong Kong สุดฮิต
“บัว” ได้รับเลือก เข้า Vision – Asia เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน
Biz Movement “บัว” ได้รับเลือก เข้า Vision – Asia เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน
ดีเดย์ 29 ต.ค. เปิดตัวหนังสือ Meditation as Living Practice ผลงาน ‘ดร.สุภชัย-ดร.อลงกต’
Biz Movement ดีเดย์ 29 ต.ค. เปิดตัวหนังสือ Meditation as Living Practice ผลงาน ‘ดร.สุภชัย-ดร.อลงกต’
COM7-SYNEX-SPVI-ADVICE คึก! รับกระแส iPhone Duo ยอดจองทะลุคาด
Finance COM7-SYNEX-SPVI-ADVICE คึก! รับกระแส iPhone Duo ยอดจองทะลุคาด
สถานทูตจีน ออกคำเตือนฉบับใหม่ เดินทางมาไทย ระวังตกเป็นเหยื่อสแกมเมอร์
World สถานทูตจีน ออกคำเตือนฉบับใหม่ เดินทางมาไทย ระวังตกเป็นเหยื่อสแกมเมอร์
เปิดราคา มิตซูบิชิ ปาเจโร 1.499-1.999 ล้านบาท ตั้งเป้าขายเดือนละ 1,000 คัน
Automotive เปิดราคา มิตซูบิชิ ปาเจโร 1.499-1.999 ล้านบาท ตั้งเป้าขายเดือนละ 1,000 คัน
‘ประกันสังคมก้าวหน้า’ จี้ รมว.แรงงาน ยุติสรรหา 7 ที่ปรึกษาบอร์ด ชี้ตั้ง คกก.ลับ ล้ำอำนาจบอร์ดเลือกตั้ง
News ‘ประกันสังคมก้าวหน้า’ จี้ รมว.แรงงาน ยุติสรรหา 7 ที่ปรึกษาบอร์ด ชี้ตั้ง คกก.ลับ ล้ำอำนาจบอร์ดเลือกตั้ง
ดูทั้งหมด

อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา GISTDA รุกอัพเกรดเทคโนโลยี

11 ม.ค. 2562 | 13:00น.

“พายุโซนร้อนปาบึก” พายุที่รุนแรงที่สุดในรอบ 30 ปี ผ่านไปแล้ว เป็นลูกสุดท้ายในฤดูกาลพายุปี 2561 (เดือน พ.ค. 61-ม.ค. 62) สร้างความเสียหายให้กับพื้นที่ 8 จังหวัดทางภาคใต้ แต่หลังจากนี้ไทยคงต้องปรับตัวรับมือต่อความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาจจะมีผลทำให้ “วงรอบ” ของการเกิดพายุเปลี่ยน ไทยจำเป็นต้องมีเจ้าภาพในการพัฒนาเครื่องมือและเทคโนโลยีใหม่ที่จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการพยากรณ์อากาศของไทยเอง “ประชาชาติธุรกิจ” ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ “ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา” ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) GISTDA ถึงทิศทางการทำงานหลังจากนี้

จับตา “อากาศเปลี่ยน”

พายุโซนร้อนปาบึก เป็นลูกสุดท้ายของฤดูพายุปี 2561 หากประเมินจากสถิติพายุในภูมิภาคตามวงรอบทำให้มั่นใจว่าโอกาสที่จะมีพายุลักษณะนี้อีกมีน้อยมาก หรือประมาณไม่ถึง 5% ซึ่งโดยปกติจะมีพายุลักษณะนี้วงรอบประมาณทุก 15-20 ปีนับจากที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ คือ พายุลินดาในปี 2540

อย่างไรก็ตาม จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกก็อาจจะมีผลทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและความถี่ของวงรอบได้ เช่น เดิมเคยมีทุก 15 ปี ก็อาจจะเร็วขึ้นเป็นทุก 5 ปี ซึ่งภาครัฐจำเป็นต้องมีแนวทางในการพัฒนาองค์กรเพื่อเตรียมความพร้อมในการมอนิเตอร์และพยากรณ์ให้เกิดความแม่นยำ เพิ่มมากขึ้นในอนาคต

ปัจจุบันในส่วนของ GISTDA มีหน้าที่ประเมินพื้นที่เสี่ยงที่จะได้รับความเสียหายจากพายุ เพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการเยียวยาผลกระทบ เช่น ไร่นาพื้นที่เกษตรเสียหายเท่าไร แจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาเป็นหน่วยงานปฏิบัติการทำหน้าที่พยากรณ์อากาศ ซึ่งภายในกรมจะมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่วิจัยและพัฒนา แต่ไม่ได้เป็นภารกิจหลักในการวิจัยและพัฒนา

การวางแนวทางรับมือภูมิอากาศ

ประเทศไทยจำเป็นต้องมีหน่วยงานหลักที่จะเข้ามาดูแลทำหน้าที่เป็นหน่วยงานวางยุทธศาสตร์ และที่สำคัญจะต้องพัฒนาเครื่องไม้เครื่องมือในการทำงาน ซึ่งหน่วยงานที่น่าจะเหมาะสมที่จะเป็นเจ้าภาพคือ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ที่กำลังอยู่ระหว่างควบรวมกับสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา เป็นกระทรวงวิจัยและอุดมศึกษา

และขณะนี้ทางกระทรวงวิทยาศาสตร์พยายามผลักดันเรื่องนี้ โดยการเร่งการยกร่างกฎหมายประมาณ 4-5 ฉบับ เช่น เบโดลแอกต์ (Bayh-Dole Act) ระบบจัดการทรัพย์สินทางปัญญาที่เอื้อให้เจ้าของผลงานวิจัยเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หากกฎหมายนี้สำเร็จ จะช่วยสร้างแรงจูงใจให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยการส่งเสริมให้นักวิจัยที่พัฒนาผลงานสามารถนำผลงานไปจดทะเบียนคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ให้ได้ เช่น จากเดิมที่เป็นเจ้าของงบประมาณ 100% ต่อไปจะแบ่งปันผลประโยชน์กันได้ หากแก้ไขกฎหมายสำเร็จจึงจะถือว่าเป็นการปฏิรูปเรื่องนี้

ลุยสร้างเทคโนโลยีลดนำเข้า

ในอดีตไทยพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยี 100% จากต่างประเทศ ปัจจุบันเรามีนโยบายที่จะมุ่งเน้นส่งเสริมการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม การพัฒนาเทคโนโลยีเอง ตามแนวทางไทยแลนด์ 4.0 ฉะนั้น ไทยควรมีการปรับเข้าสู่การพัฒนาเทคโนโลยีเอง เหมือนกับประเทศเกาหลีใต้ หรือญี่ปุ่น ที่ต่างก็มีการพัฒนาเช่นกัน แต่ที่ผ่านมาจะเห็นว่าสัดส่วนงบประมาณส่วนใหญ่เป็นงบประมาณสำหรับการจัดซื้อเทคโนโลยีมากกว่าเป็นงบประมาณสำหรับการคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยี

จุดที่น่าสังเกตคือ การเสนอขออนุมัติงบประมาณในแต่ละปี มักจะมีการให้ชี้แจงว่าเมื่อได้งบประมาณไปแล้วจะพัฒนาให้เห็นเมื่อไร ซึ่งการพัฒนาเทคโนโลยีต้องใช้เวลา แค่ใช้เวลาในการพัฒนาคน ก็ไม่สามารถจะระบุกรอบเวลาชัดเจนได้ว่าพัฒนาแล้วจะสำเร็จเมื่อไร ไม่เหมือนกับการสั่งซื้อเทคโนโลยี ซึ่งพอได้เงินมาก็ซื้อได้เลย นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ชี้วัดได้ลำบาก หากเทียบกับประเทศอย่างเกาหลีหรือญี่ปุ่น ซึ่งจัดสรรงบฯสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีประมาณ 2% ของจีดีพี หรือหน่วยงานด้านอวกาศของเกาหลี ญี่ปุ่น มีการแบ่งสัดส่วนงบประมาณครึ่งหนึ่งหรืออย่างน้อย 25% ของงบประมาณสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยี ในส่วนของ GISTDA มีงบประมาณ 700 ล้านบาทต่อปี ซึ่งแบ่งเป็นงบประมาณสำหรับพัฒนาประมาณ 7 ล้านบาท หรือ 10% ซึ่งควรจะเพิ่มสัดส่วนเป็น 25% ของงบประมาณที่เราได้

ยกตัวอย่างเช่น โครงการธีออส 2 ต้องมีการถ่ายทอดให้มีการพัฒนาตัวเอง ซึ่งเราสามารถทำได้ระดับโครงการ แต่พอโครงการจบก็ยังไม่รู้ว่าจะมีความต่อเนื่องไปอีกเท่าไร เทคโนโลยีไทยปัจจุบัน ตอนนี้ระดับการพยากรณ์ของเรามีความแม่นยำสูง แต่ไม่ได้ 100% นะ เพียงแต่ในทางทฤษฎียังสามารถพัฒนาได้ดีกว่านี้ อย่างการพยากรณ์อากาศที่แม่นยำ การสร้างแบบจำลองสภาพอากาศ

ตั้ง “EPS” รุกพัฒนาวิจัย

กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กำลังตั้ง EPS (The Earth, Planets and Space) หรือศูนย์วิจัยโลก ดาวเคราะห์ และอวกาศ ในพื้นที่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EECi) ซึ่งขณะนี้เตรียมตั้งเสนอของบประมาณปี 2563 อยู่ โดยศูนย์นี้จะเป็นศูนย์วิจัยที่ทำหน้าที่บริหารงานวิจัย แต่ไม่ใช่

สภาวิจัย (Funding) ดูแลเฉพาะ เนื่องจากที่ผ่านมาเรามีมหาวิทยาลัยจำนวนมาก มีการวิจัยและพัฒนาออกมาก็จริง แต่ยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการใช้ ดังนั้น หากต้องการดำเนินการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม องค์ความรู้ขนาดนี้ เราจำเป็นต้องแยกผู้บริหารจัดการงานวิจัยออกจากผู้ทำวิจัย ซึ่งเดิมจะทำหน้าที่ทั้งทำวิจัยและบริหารโครงการ

ทั้งนี้ ผู้บริหารจัดการงานวิจัยจะต้องเป็นมืออาชีพ ที่ผ่านมาหัวหน้าโครงการทำหน้าที่บริหารเอง แต่ไม่ใช่โครงการใหญ่ ขนาด 100-200 ล้านบาทต่อปี ซึ่งต้องอาศัยผู้บริหารมืออาชีพ เรายอมรับว่าอาจารย์ที่ทำวิจัยก็เชี่ยวชาญทางด้านวิชาการ แต่ควรแยกออกจากกัน

บทบาทศูนย์ EPS

ศูนย์นี้จะทำหน้าที่บริหาร และอำนวยความสะดวก กำหนดทิศทางการทำวิจัย เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการใช้งานวิจัย จากเดิมที่นักวิจัยอาจจะมุ่งเน้นวิจัยตามความสนใจ ซึ่งอันนั้นก็ยังสามารถทำได้ แต่ในระยะนี้จำเป็นต้องมีการกำหนดทิศทางวิจัยที่ตรงกับความต้องการใช้ เพื่อลดงบประมาณในการนำเข้าหรืองบประมาณที่เสียไปซื้อปีละหมื่น ๆ ล้านบาท ทั้งที่หากเราทำเองจะมีต้นทุนต่ำกว่า เช่น อาจจะใช้งบประมาณ 200-300 ล้านบาทต่อปี ในระยะเวลา 5 ปี จะพัฒนาเทคโนโลยีเข้ามาแทนได้

กรอบระยะเวลาดำเนินการ ตามแผนวางไว้ 7-8 ปี จึงจะเห็นศูนย์นี้เป็นรูปเป็นร่าง เพราะจะใช้พื้นที่ EECi ซึ่งปัจจุบันนี้ยังเป็นพื้นที่ไร่มันสำปะหลัง จะต้องดำเนินการทั้งเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง และกระบวนการต่าง ๆ ซึ่งในเรื่องสิ่งปลูกสร้างก็ทำไป ส่วนในปีนี้เป็นปีแรกสามารถจะเริ่มดำเนินการบางส่วนโดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ดำเนินการไปพลาง ๆ ก่อน เพื่อให้การดำเนินงานไปได้ในช่วงระหว่างนี้

ดร.อานนท์สรุปภาพให้เห็นว่า ที่ผ่านมาหลายคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องยากที่เราจะพัฒนาและเป็นเจ้าของเทคโนโลยีเอง แต่ GISTDA ทำสำเร็จมาแล้ว โดยได้มีการจัดสรรงบประมาณหลักร้อยล้านบาท ในการพัฒนาซอฟต์แวร์ควบคุมและรับสัญญาณดาวเทียม ที่สร้างเองทั้งหมด ใช้งบประมาณในการพัฒนาไม่ถึง 100 ล้านบาท จากที่เคยซื้อ 1,000 ล้านบาท มีสิทธิบัตรเป็นของจิสด้า สามารถขายเทคโนโลยีนี้ให้กับต่างชาติได้

ล่าสุดได้มีบริษัทอิสราเอลเข้ามาเจรจาติดต่อขอซื้อซอฟต์แวร์นี้ อยู่ระหว่างการต่อรองราคา คาดว่าระดับราคาที่ได้จะมีมูลค่ามากนับร้อยล้านบาท ซึ่งนี่เป็นตัวอย่างว่าเราสามารถพัฒนาเทคโนโลยีของเราเองได้ แต่การพัฒนาเทคโนโลยีนี้ใช้เวลา 4-5 ปี ไม่ใช่แค่ปีเดียว เริ่มตั้งแต่สร้างคนสร้างทีมงานก่อน และที่สำคัญเมื่อสร้างคนแล้วต้องรักษาบุคลากรนั้นไว้ให้ได้

 

ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็นทั้งภาครัฐ-เอกชน เพิ่มเราเป็นเพื่อนที่ Line ได้เลย พิมพ์ @prachachat หรือ คลิกลิงก์ https://line.me/R/ti/p/@prachachat

หรือจะสแกน QR Code ในรูป เราพร้อมเสิร์ฟข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจถึงมือผู้อ่านทันที!