“เอสเอ็มอีพริวิเลจ” ล่ม! รัฐไม่กล้าอัดงบฯชดเชยค่าฟี-ดอกเบี้ย
โปรเจ็กต์ “เอสเอ็มอีพริวิเลจ” ของ “กอบศักดิ์” แท้ง รัฐบาลไม่กล้าอัดงบฯหนุนเว้นค่าฟีค้ำประกัน-ลดดอกเบี้ยต่ำพิเศษ กรมสรรพากรแท็กทีม 4 หน่วยงานดึงเอสเอ็มอีทำบัญชีเดียวอีกรอบ ขีดเส้นภายใน 30 มิ.ย.นี้แจ้งขอเข้าระบบพร้อมจ่ายภาษีครบถ้วน-ผ่อนไม่ได้ รัฐเว้นเบี้ยปรับ-เงินเพิ่ม-โทษอาญา ฟาก ธปท.ชี้ปีทองอีก 1 ปีเร่งเข้าระบบกู้ได้ดอกเบี้ยถูก 5%
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การออกแพ็กเกจมาตรการจูงใจผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้เข้าสู่ระบบ (เอสเอ็มอีพริวิเลจ) ที่ก่อนหน้านี้ผลักดันโดยนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรคพลังประชารัฐ ในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีนั้น ถึงขณะนี้คงไม่ได้ดำเนินการในช่วงรัฐบาลชุดปัจจุบันแล้ว เพราะปัจจุบันเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งแล้ว การเสนอมาตรการที่ต้องใช้งบประมาณอุดหนุนหรือชดเชยคงไม่เหมาะสม
“มาตรการดังกล่าวต้องใช้งบฯอุดหนุน อย่างเรื่องการยกเว้นหรือลดค่าธรรมเนียมค้ำประกันให้เอสเอ็มอี รวมถึงการให้สินเชื่อดอกเบี้ยที่ถูกกว่าเอสเอ็มอีทั่วไปที่ต้องตั้งงบฯชดเชย ดังนั้น คงไม่เหมาะสมที่จะดำเนินการในช่วงที่ใกล้จะเลือกตั้งแล้ว ก็คงต้องรอว่า ถ้ารัฐบาลชุดเดิมกลับมา คงจะได้สานต่อ อย่างไรก็ดี ถ้าเป็นมาตรการที่แต่ละหน่วยงานทำได้เลยก็คงเดินหน้ากันต่อไป” แหล่งข่าวกล่าว
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า เมื่อวันที่ 14 มี.ค. กรมสรรพากรได้ร่วมมือกับ 4 หน่วยงาน คือ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ในการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจัดทำบัญชีให้สอดคล้องกับสภาพที่แท้จริงของกิจการ หรือบัญชีเล่มเดียว โดยกรมสรรพากรจะยกเว้นเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รวมถึงความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องให้แก่ผู้ประกอบการที่มายื่นแบบแสดงรายการภาษีพร้อมชำระภาษีครบถ้วน (ผ่อนชำระไม่ได้)
ทั้งนี้มีเงื่อนไขว่า เอสเอ็มอีต้องมีรายได้ไม่เกิน 500 ล้านบาท และมีการลงทะเบียนในระบบของกรมสรรพากรภายในวันที่ 30 มิ.ย. 2562 นี้ จากนั้นในระยะ 1 ปี ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (e-Filing) ในทุกประเภทภาษีที่เกี่ยวข้อง หากไม่ดำเนินการก็จะถูกยกเลิกสิทธิ ซึ่งยืนยันว่ามาตรการนี้ไม่ใช่การนิรโทษกรรม เพราะผู้ประกอบการยังต้องเสียภาษีให้ครบถ้วน
นายเอกนิติ คาดว่านิติบุคคลกว่า 6 แสนรายที่เป็นเอสเอ็มอีจำนวนกว่า 90% จะเข้าระบบอย่างถูกต้อง เพราะจะเป็นการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางธุรกิจ และที่สำคัญเพิ่มโอกาสในการทำธุรกรรมทางการเงินด้วย
นางวจีทิพย์ พงษ์เพ็ชร ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลังจากที่มีโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ เพื่อเป็นมาตรการจูงใจผู้ที่ทำบัญชีชุดเดียว ที่แบงก์จะคิดดอกเบี้ยคงที่ 5% ต่อปี เป็นระยะเวลา 2 ปี สำหรับการใช้บัญชีชุดเดียวในการขอสินเชื่อได้ตั้งแต่ 1 เม.ย. 2561-31 ม.ค. 2563 นั้น ถึงปัจจุบันความก้าวหน้าของโครงการ ในแง่วงเงินสินเชื่อที่อนุมัติคงไม่สูงมาก เพราะเอสเอ็มอีแต่ละรายกู้ในวงเงินไม่มาก แต่ก็มีเอสเอ็มอีได้รับอนุมัติสินเชื่อดังกล่าวไปพอสมควร น่าจะหลักพันล้านบาทต่อธนาคาร
อย่างไรก็ดี ธปท.ไม่ได้รวบรวมตัวเลขสินเชื่อที่อนุมัติทั้งหมด เนื่องจากแต่ละแบงก์จะปล่อยสินเชื่อแตกต่างกัน อาทิ บางแบงก์อาจจะพิจารณาในแง่วงเงินอนุมัติ ขณะที่บางแบงก์ก็จะใช้การผ่อนปรนอัตราดอกเบี้ยให้ในช่วงแรก และขยับขึ้นในปีที่ 2 นอกจากนี้ แบงก์ต่าง ๆ ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและให้ความรู้การทำบัญชีอย่างถูกต้องแก่เอสเอ็มอีด้วย
“ช่วง 2 ปีนี้ (ปี 2561-2562) เป็นปีทองของคนที่อยากจะปรับบัญชีให้เข้าสู่ระบบ ฉะนั้นอยากให้รีบเร่งดำเนินการกัน” นางวจีทิพย์กล่าว